มกราคม 2020 – Sci Ways
มกราคม 31, 2020
นาซ่าเคปเลอร์ เป็นพยานต่อการค้นพบระบบดาว “แวมไพร์” ที่เกิดซุปเปอร์ระเบิดออกมาจาก “โนวาแคระ” (Dwarf nova)

นาซ่าเคปเลอร์ เป็นพยานต่อการค้นพบระบบดาว “แวมไพร์” ที่เกิดซุปเปอร์ระเบิดออกมาจาก “โนวาแคระ” (Dwarf nova)

ยานอวกาศเคปเลอร์ของนาซ่า ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ผ่านเทคนิคการสังเกตแสงดาวฤกษ์ที่ลดลงครั้งเมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านหน้าที่เรียกว่า “Transit Method” และด้วยความรู้ในเรื่องนี้นักดาราศาสตร์จึงได้ออกแบบวิธีการค้นหาเทหวัตถุอื่นๆในจักรวาลเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ซึ่งจากการขุดค้นข้อมูลเก่าๆของเคปเลอร์ ก็ได้เผยให้เห็นถึงการระเบิดอย่างรุนแรงแบบไม่ปกติ (unusual super-outburst) ออกมาจากวัตถุประหลาดที่เรียกว่า ‘โนวาแคระ’ (Dwarf nova) ซึ่งจู่ๆก็เกิดมีความสว่างขึ้นถึง 1,600 เท่าภายในเวลาไม่ถึงวัน ก่อนที่จะจางหายไป ระบบดาวดวงนี้ประกอบไปด้วย ดาวแคระขาว (white dwarf star) ที่อยู่ร่วมกันกับดาวแคระน้ำตาล (brown dwarf) ที่มีมวล 1 ใน 10 เท่าของมวลดาวแคระขาว จากการศึกษาวงโคจรของดาวแคระน้ำตาลดวงนี้ก็พบว่า มันอยู่ห่างไกลจากดาวแคระขาวเพียง 400,000 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะทางกับระยะห่างของโลกและดวงจันทร์ นี่จึงส่งผลทำให้มันมีความเร็วที่สูงมาก ในการเคลื่อนตัวอยู่ในวงโคจรของดาวแคระขาว ซึ่งมันใช้เวลาโคจรครบรอบดาวทุกๆ 83 นาทีเท่านั้น และด้วยการที่มันอยู่ใกล้กันเกินไปขนาดนี้ แรงโน้มถ่วงอันแข็งแกร่งของดาวแคระขาวจึงได้ฉีกมวลสาร ของดาวแคระสีน้ำตาลออกมา! พร้อมกับค่อยๆดูดกลืนมันเข้าไป คล้ายกันกับพฤติกรรมของ “แวมไพร์” (vampire) ที่กำลังดูดเลือดจากออกมาจากตัวเหยื่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน โดยมวลสารต่างๆเหล่านี้ที่ถูกฉีกออก มันก็ก่อจะตัวกลายเป็นแผ่นดิสก์ที่หมุนวนลงไปสู่ใจกลาง (ซึ่งในกรณีนี้ก็จะคล้ายกันกับ จานพอกพูนมวลรอบหลุมดำ หรือดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดใหม่ ที่เรียกว่า Accretion disk)
มกราคม 26, 2020
ปิดตำนานกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope)

ปิดตำนานกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope)

สปิตเซอร์ ถือเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศ 1 ใน 4 ของโครงการสำรวจอวกาศที่ชื่อ Great Observatories program อันประกอบไปด้วย กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ( Hubble Space Telescope), กล้องโทรทรรศน์อวกาศคอมป์ตัน (Compton Gamma Ray Observatory), กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) และ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแค่กล้องฮับเบิล กับกล้องจันทราเท่านั้นที่ยังคงดำเนินภารกิจต่ออย่างปกติ ในขณะที่กล้องคอมป์ตันนั้นได้สิ้นสุดภารกิจไปนานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 และเร็วๆนี้ กล้องอวกาศสปิตเซอร์ก็มีแผนยุติหน้าที่ภายในวันที่ 30 มกราคม ปี 2020 นี่ก็ 16 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่กล้องสปิตเซอร์ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศครั้งแรกในปี 2003 ซึ่งมันก็ได้เผยให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย อันนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราออกไปจนเกือบถึงขอบของจักรวาล สปิตเซอร์ถูกออกแบบมาเพื่อทำการศึกษาองค์ประกอบของจักรวาลต่างๆได้แก่ the cold, the old และ the dusty ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะสามารถสังเกตเห็นได้ดีภายใต้แสงอินฟราเรด
มกราคม 23, 2020
ตรวจพบกระจุกของสสารมืดหายาก โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แล้วพบว่ามันมีขนาดเล็กที่สุดตั้งแต่เคยพบมา (dark matter clumps)

ตรวจพบกระจุกของสสารมืดหายาก โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แล้วพบว่ามันมีขนาดเล็กที่สุดตั้งแต่เคยพบมา (dark matter clumps)

สสารมืดนั้นคือรูปแบบของสสารที่มองไม่เห็น ซึ่งมันมีอยู่จริงและประกอบกันขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของมวลในเอกภพ และมีส่วนช่วยสำคัญสำหรับการก่อร่างสร้างกาแล็กซีขึ้นมา แม้ว่านักดาราศาสตร์จะมองไม่เห็นสสารมืด แต่พวกเขาก็สามารถตรวจจับการมีอยู่ของมันทางอ้อมได้ โดยการวัดว่า แรงโน้มถ่วงของมัน จะส่งผลกระทบต่อดาวฤกษ์และกาแลกซี่เช่นไร การตามล่าหาสสารมืดโดยปราศจากดวงดาวนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันมีความท้าทายมาก อย่างไรก็ตามทีมวิจัยฮับเบิล ก็ได้ใช้เทคนิคในการตรวจหาแบบใหม่ จนสามารถค้นหาสสารมืดได้พบ โดยไม่จำเป็นต้องสืบหามันผ่านอิทธิพลของความโน้มถ่วงจากดาวฤกษ์ก็ได้ โดยเป้าหมายที่ทีมงานได้เล็งเอาไว้ก็คือ บริเวณของจุดอันทรงพลัง และห่างไกลทั้ง 8 แห่ง ที่เปรียบเสมือนเป็น “ไฟถนน” (streetlights) ให้แก่จักรวาล ที่เรียกว่า ‘เควซาร์’ (Quasar) โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวัดค่าของแสงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากก๊าซออกซิเจน และนีออน ที่กำลังโคจรอยู่โดยรอบของแต่ละหลุมดำในเควซาร์ ซึ่งถูกทำให้โค้งงอโดยความโน้มถ่วงของกาแล็กซี่ที่อยู่เบื้องหน้า ที่เปรียบเสมือนดังกับทำหน้าที่เป็นแว่นขยายให้ ด้วยวิธีการนี้ ทีมงานจึงสามารถค้นพบกระจุกสสารมืด (cold dark matter) ได้ ผ่านการสังเกตแสงที่เล็ดลอดออกมาจากเควซาร์ ผ่านกาแล็กซี่ที่เสมือนเป็นเลนส์กำลังขยายอยู่เบื้องหน้า
มกราคม 20, 2020
เรื่องราวปริศนาของ Lieserl Einstein ลูกสาวคนแรกของ ไอน์สไตน์

เรื่องราวปริศนาของ Lieserl Einstein ลูกสาวคนแรกของ ไอน์สไตน์

ไลแซล ไอน์สไตน์ (Lieserl Einstein) เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1902 (ไม่ทราบวันเสียชีวิต) เธอคือลูกคนแรกของ ‘มิเลวา มาริค’ (Mileva Marić) และ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ (Albert Einstein) จากการติดตามเนื้อหาในจดหมายระหว่างพ่อและแม่ของเธอ ก็พบว่า ไลแซล นั้นเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคมปี 1902 ก่อนที่พ่อและแม่ของเธอจะแต่งงานกัน (เป็นลูกนอกสมรส) ในเมือง โนวิสาด, วอยวอดีนา ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเซอร์เบีย เธอได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ของเธอเพียงระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่ไอน์สไตน์ กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานใน สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่มาริคจะมาอยู่กับไอ้สไตล์ด้วย โดยไม่มีการติดตามมาของลูกสาวของเธอ
มกราคม 20, 2020
จักรวาลไม่สนใจการมีอยู่ของโลก?

จักรวาลไม่สนใจการมีอยู่ของโลก?

หากโลกของเราถูกลบออกไปแบบทันทีทันใด จักรวาลของเราจะรับรู้หรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับความเร็วแสง และระยะทาง เช่นหากเราอยู่ ณ กาแล็กซี่แอนโดรมีด้าที่อยู่ห่างไกลออกไป 2.5 ล้านปีแสง กว่าเราจะรับรู้ว่าโลกหายไปก็คงต้องใช้เวลา 2.5 ล้านปีเป็นต้น ถามว่า มีใครสนใจโลกของเราหรือเปล่า คือถ้าเขาไม่สนใจ ต่อให้โลกสลายหายไป ทุกอย่างก็ยังคงเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลล่ะ? (แน่นอนว่าตอนนี้เรายังไม่รู้) ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆจักรวาลจะยังมีความหมายอยู่อีกไหม ถ้าขาดผู้สังเกตไป ผู้ซึ่งที่จะมารับรู้และเป็นพยานต่อการมีอยู่ของจักรวาล
มกราคม 15, 2020
ตกลงแล้ว จักรวาลมีชีวิตหรือไม่?

ตกลงแล้ว…จักรวาลมีชีวิตหรือไม่?

ภาพซ้ายคือส่วนหนึ่งของเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันอยู่ภายในสมอง ส่วนภาพขวาคือ Virgo Consortium โครงสร้างของจักรวาลขนาดใหญ่ ที่จำลองผ่านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงเส้นใยเชื่อมโยงกันของแต่ละดาราจักร และหลุมดำ ขณะเดียวกัน หากเรามาลองเปรียบเทียบว่า อะตอมของเส้นใยประสาทสมองคือระบบสุริยะ ด้วยขนาดของแบบจำลองนี้ ก็จะพบว่าโครงสร้างของมันนั้นมีขนาดใหญ่มากเสียจน ดูคล้ายกันกับโครงสร้างของจักรวาลเราอย่างเหลือเชื่อ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ลองคำนวณจำนวนดวงดาวภายในดาราจักรทั้งหมดในเอกภพก็พบว่า มันใกล้เคียงกันกับจำนวนอะตอมที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต! ซึ่งนี่จึงก่อให้เกิดกลายเป็นคำถามขึ้นมาว่า ตกลงแล้วพวกเราเป็นเพียงเซลล์สมองที่อยู่ภายในสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่าหรือไม่, เราจะรู้ได้อย่างไร แล้วเราสามารถทดสอบสมมติฐานนี้ได้ไหม?
มกราคม 11, 2020
พบเจอดาวเคราะห์คล้ายโลกครั้งแรก! ในเขตอาศัยได้ โดย NASA Planet Hunter

ค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกครั้งแรก! ในเขตอาศัยได้ โดย NASA Planet Hunter

เมื่อวันที่ 7 มกราคมปี 2020 เว็บไซต์หลักของนาซ่าก็ได้ออกมาเผยว่าพวกเขาได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงแรกที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกและมีตำแหน่งอยู่ในเขตอาศัยได้ผ่านดาวเทียม TESS โดย NASA’s Transiting Exoplanet Survey Satellite หรือดาวเทียม TESS ได้ค้นพบ ดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก (Earth-size) โคจรอยู่ในเขตอาศัยได้ (habitable zone) และจากระยะตำแหน่งของดาวที่ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป ก็คาดว่า มีความเป็นไปได้ ที่น้ำจะสามารถคงสภาพอยู่ในสถานะของๆเหลวได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันการค้นพบเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเรียกมันว่า TOI 700 d อีกทั้งยังได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) เข้ามาร่วมในการติดตามและสำรวจหาความเป็นไปได้ของสภาพแวดล้อมบนดาวเคราะห์ดวงนี้อีกด้วย
มกราคม 11, 2020
Quasi-star ดาวฤกษ์ที่มี "หลุมดำ" อยู่ใจกลางดาว!

Quasi-star ดาวฤกษ์ที่มี “หลุมดำ” อยู่ใจกลางดาว!

ควอไซสตาร์ (Quasi-star) หรือ จะเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘หลุมดำดาวฤกษ์’ (Black hole star) มันคือสมมติฐานการมีอยู่ของ ‘ดาวฤกษ์มวลยิ่งยวด’ (supermassive stars) ที่คาดว่ามันน่าจะเคยมีตัวตนอยู่ในช่วงยุคเริ่มต้นของประวัติศาสตร์จักรวาล โดยองค์ประกอบภายในของ ‘ควอไซสตาร์’ (Quasi-star) นั้นจะแตกต่างไปจากดาวฤกษ์สมัยใหม่ที่เรารู้จัก ดาวฤกษ์ในปัจจุบันจะถูกขับเคลื่อนด้วยการหลอมนิวเคลียส (nuclear fusion) ณ ใจแกนกลางของดาว ในขณะที่ ‘ควอไซสตาร์’ (Quasi-star) นั้นจะมีแหล่งพลังงานมาจากการร่วงหล่นของมวลสารสู่ใจกลางดาว ซึ่งเป็นที่อยู่ของหลุมดำ!
มกราคม 10, 2020
ตรวจพบดาวเคราะห์โคจรรอบ “ดาวฤกษ์ 2 ดวง” ครั้งแรกผ่านดาวเทียม TESS (TOI 1338 b)

ตรวจพบดาวเคราะห์โคจรรอบ “ดาวฤกษ์ 2 ดวง” ครั้งแรกผ่านดาวเทียม TESS (TOI 1338 b)

ระบบ TOI 1338 นั้นอยู่ห่างไกลออกไป 1,300 ปีแสงในกลุ่มดาวขาตั้งภาพ (Constellation Pictor) ภายในระบบดาวประกอบไปด้วย ดาวฤกษ์เป็นจำนวน 2 ดวงที่โคจรรอบกันเฉลี่ยทุกๆ 15 วัน หนึ่งในนั้นมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 1.1 เท่าของดวงอาทิตย์) ในขณะที่สหายของมันอีกดวงจะเย็นกว่า, มีแสงที่ริบหรี่กว่า และมีมวลเพียงแค่ 1 ใน 3 ของดวงอาทิตย์ (ประมาณ 0.3 เท่าของดวงอาทิตย์) TOI 1338 b นั้นมีมวลใหญ่กว่าโลก 6.9 เท่า หรือมีขนาดอยู่ที่ระหว่างดาวเนปจูนและดาวเสาร์ ในขณะที่ระนาบวงโคจรของมันนั้นแทบจะอยู่ในแนวเล็งเดียวกันกับวงโคจรของดาวฤกษ์ ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถสังเกตเห็นการเกิดของสุริยุปราคา (stellar eclipses) เบื้องหลังการค้นพบในครั้งนี้เราต้องยกเครดิตให้กับการทำงานของกล้องทั้ง 4 ตัวของดาวเทียม TESS ที่ได้จับภาพของแสงดาวบนฟ้าทุกๆ 30 นาทีในตลอด 27 วัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ใช้ข้อมูลที่เก็บมาได้นี้ มาวิเคราะห์ แล้วสร้างเป็นกราฟของค่าความสว่างที่เปลี่ยนไปในดาวฤกษ์ครั้งเมื่อดาวเคราะห์ได้เคลื่อนผ่านหน้า ปรากฏการณ์นี้เราเรียกมันว่า ‘ทรานซิท’ (transit) ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ในทุกๆครั้งเมื่อค่าของแสงดาวได้ลดต่ำลงมาดังที่เห็นในกราฟ
Facebook
กลับสู่บนสุด