25 ข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของ "ดาวอังคาร"
ค้นพบหลุมดำ กำลังกลืนกินดาวนิวตรอน (S190814bv)
พบเบาะแสใหม่ “หลุมดำ” กำลังกลืนกิน “ดาวนิวตรอน” (S190814bv)
สิงหาคม 17, 2019
ภาพใหม่ของ ดาวพฤหัสบดี จากฮับเบิล
10 ข้อมูลสรุป ของ จุดแดงใหญ่ บนดาวพฤหัสบดี
สิงหาคม 22, 2019
25 ข้อเทจจริงว่าด้วยเรื่องของ "ดาวอังคาร"

ภาพจากภาพนตร์เรื่อง The Martian (2015) เดอะ มาร์เชียน กู้ตาย 140 ล้านไมล์

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่น่าสนใจมานานแล้วในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงยุคต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตเชื่อว่าดาวอังคารนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ จนไปทำให้เกิดความหวั่นเกรงต่างๆนาๆว่า โลกอาจถูกมนุษย์ดาวอังคารบุกโจมตี แต่เมื่อยาน ไวกิ้ง 1 ของนาซ่าสามารถทำการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1976 มันก็ได้เผยให้เห็นแล้วว่า ดาวอังคารนั้นแห้งแล้งเพียงใด และไม่ปรากฎให้เห็นถึงสังคมอารยธรรมชั้นสูงของสิ่งมีชีวิตใดๆบนนั้น ต่อไปนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านของเรากันใน 25 ข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของ “ดาวอังคาร” ดังต่อไปนี้

1) ดาวอังคารในภาษาอังกฤษมีชื่อว่า “Mars” ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งสงครามโรมัน อีกทั้งมันยังมีสมญานามว่า “Red Planet” หรือ ดาวแดง เนื่องจากเมื่อเรามองดูมันในอวกาศ สีของดาวจะออกไปโทนแดง ซึ่งการที่สีของผิวดาวส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะการมีอยู่ของเหล็กออกไซด์ (หรือสนิมเหล็ก) ที่แพร่กระจายเต็มอยู่ทั่วทั้งดาว จนสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า

2) ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 4 ในระบบสุริยะ และมันมีขนาดเล็กเป็นอันดับที่สองรองมาจากดาวศุกร์ โดยดาวอังคารมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 4,220 ไมล์ (6,791 กิโลเมตร) หรือประมาณครึ่งหนึ่งของโลก

3) ดาวอังคารสูญเสียสนามแม่เหล็กในระดับชั้น ‘แม็กนีโตสเฟียร์’ (Magnetosphere) ไปเมื่อราว 4 พันล้านปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่มันเคยถูกกลุ่มดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากระดมยิงเข้าใส่ ซึ่งจากการสูญเสียแม็กนีโตสเฟียร์ไปนี้เอง จึงส่งผลทำให้ลมสุริยะสามารถทะลวงลงมายังชั้นบรรกาศของดาวได้ และส่งผลทำให้ความหนาแน่นของดาวอังคารเบาบางลง ปัจจุบันชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารมีความหนาสุด เทียบเท่าได้กับชั้นบรรยากาศของโลกที่ความสูง 35 กิโลเมตรเท่านั้น จึงไปทำให้การลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศต่างๆ จึงชะลอตัวลงมาได้ยากมาก

ดาวอังคาร
ESA – European Space Agency & Max-Planck Institute for Solar System Research for OSIRIS Team

4) ภาพสีที่ถ่ายได้จากยานอวกาศ Rosetta ได้เผยให้เห็นถึงพื้นผิวสีแดง-ส้ม โดยมีรอยจ้ำสีเข้มเป็นแห่งๆ และที่สำคัญเรายังพบว่าบริเวณขั้วของดาวยังถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง!

5) ดาวอังคารเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรด้วยความเร็ว 86,676 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 24 กิโลเมตรต่อวินาที และใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 687 วัน(โลก)

6) แกนดาวอังคารเอียงมากกว่าโลก 1.5 องศา (โดยแกนโลกเอียง 23.5 องศา ส่วนดาวอังคาร 25 องศา) และหมุนรอบตัวเองใกล้เคียงโลกมาก โดย 1 วันบนดาวอังคารจะเท่ากับ 24 ชั่วโมง 39 นาที นี้จึงไปส่งผลทำให้ฤดูการต่างๆบนดาวอังคารจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับโลก

Olympus Mons alt.jpg
ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ‘โอลิมปัส’ (Olympus Mons) ภาพจาก NASA

7) ดาวอังคารเป็นแหล่งที่ตั้งของภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มันมีชื่อว่า ‘โอลิมปัส’ (Olympus Mons) มีความสูงเกือบ 22 กิโลเมตร (ซึ่งสูงกว่าภูเขาเอเวอเรสต์ถึง 2.5 เท่า) และมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากถึง 600 กิโลเมตร โดยความใหญ่โตของมันสามารถมองเห็นได้จากอวกาศในวงโคจร

8) หุบเหวมารินาริส (Valles Marineris) คือหนึ่งในหุบเขาที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะมันมีความยาว 4 พันกิโลเมตร, ความกว้าง 200 กิโลเมตร และลึกมากถึง 7 กิโลเมตร

9) พื้นที่ราบลุ่ม ‘บอเรลลีส’ (Borealis basin) ทางซีกเหนือของดาว มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 40% ของดาวอังคาร ซึ่งคาดว่าในอดีตมันอาจเคยถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งชนเข้าใส่ในบริเวณนี้

10) ดาวอังคารมีดาวบริวารอยู่เป็นจำนวน 2 ดวงด้วยกันได้แก่ ‘โฟบอส’ และ ‘ดีมอส’ (Phobos, Deimos) พวกมันมีขนาดเล็กและรูปร่างไม่เป็นทรงกลม โดยโฟบอสมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 22.5 กิโลเมตร และดีมอสขนาดเล็กกว่าที่ 12.4 กิโลเมตร ซึ่งโฟบอสและไดมอสมีลักษณะคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยมาก นี้จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งคิดว่า ครั้งอดีต มันน่าจะเคยเป็นวัตถุที่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยมาก่อน และภายหลังมันก็ได้ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดึงไว้ จนในที่สุดพวกมันก็ได้กลายมาเป็น 2 ดวงจันทร์ที่เคลื่อนอยู่ในวงโคจรของดาวอังคาร

 ดวงจันทร์ของดาวอังคาร โฟบอส และ ดีมอส ภาพโดย NASA's Mars Reconnaissance Orbiter
ดวงจันทร์ของดาวอังคาร โฟบอส และ ดีมอส ภาพโดย NASA’s Mars Reconnaissance Orbiter

11) จากการประเมินถึงความเป็นไปได้ในอดีต คาดว่า บนดาวอังคารน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และอาจหลงเหลืออยู่รอดมาบางส่วนจนถึงปัจจุบัน

12) ปัจจุบันน้ำบนดาวอังคารไม่สามารถคงรูปเป็นของเหลวอยู่ได้บนพื้นผิว เนื่องจากความกดอากาศต่ำ ซึ่งเล็กน้อยเพียง 1% ของชั้นบรรยากาศโลก แต่ถึงอย่างนั้น น้ำส่วนใหญ่บนดาวอังคารก็ยังคงอยู่ในสถานะ ‘น้ำแข็ง’ อยู่บริเวณขั้วของดาวดังที่เราเห็นได้จากหลักฐานทางอวกาศ จากการประเมินก็คือ หากน้ำแข็งบริเวณขั้วของดาวเกิดละลายหมดสิ้น มันจะสามารถปกคลุมพื้นผิวดาวอังคารได้ทั้งหมด และลึกถึง 11 เมตร!

13) ในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2016 นาซ่าค้นพบน้ำแข็งจำนวนมากอยู่ใต้ผิวดาวที่เรียกว่า ‘ยูโทเปีย แพลนนิเชีย’ Utopia Planitia ซึ่งเป็นแอ่งกระแทกขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์ฺกลางมากถึง 3,300 กิโลเมตร จากการประเมินก็คือมันสามารถมีมวลน้ำเทียบเท่าได้กับทะเลสาบสุพีเรียบนโลก (Lake Superior) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

14) เมื่อ 4 พันล้านปีก่อนพื้นผิวของดาวอังคารเคยปกคลุมไปด้วยน้ำจำนวนมาก จนก่อตัวรวมกันเป็นมหาสมุทรด้วยความลึก 140 เมตร แต่มีแนวโน้มว่ามหาสมุทรส่วนใหญ่ จะปกคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของซีกเหนือของดาว ซึ่งบางภูมิประเทศในแถบนี้ ก้นมหาสมุทรสามารถลึกได้ถึง 1.6 กิโลเมตร

ภาพจำลองดาวอังคารเมื่อ 4 พันล้านปีก่อนพบว่ามันเต็มไปด้วยน้ำ (ภาพโดย European Southern Observatory / M. Kornmesser)
ภาพจำลองดาวอังคารเมื่อ 4 พันล้านปีก่อนพบว่ามันเต็มไปด้วยน้ำ (ภาพโดย European Southern Observatory / M. Kornmesser)

15) เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2018 ยานสำรวจ Mars Express ขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ได้ถ่ายรูปหลุมอุกกาบาตที่ชื่อ ‘โคโรเลฟ’ (Korolev) ได้ มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 82 กิโลเมตร ตำแหน่งของมันตั้งอยู่บริเวณที่ราบต่ำทางตอนเหนือ แถวทะเลทราย ‘โอลิมเปีย อันเด’ (Olympia Undae) บนขั้วเหนือของดาวอังคาร Korolev Crater ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่หลุมอุกกาบาตของดาวอังคารที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ แต่มันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแทน โดยน้ำแข็งของมันจะมีความหนาอยู่ที่ราว ๆ 1.8 กิโลเมตร ตลอดปี

16) ดาวอังคารสามารถมองเห็นได้จากโลก โดยมันจะปรากฎเป็นสีเฉดแดง และมีค่าความส่องสว่างปรากฏสูงสุด (Apparent magnitude) อยู่ที่ −2.94 หรือมีความสว่างเป็นรองเพียงดาวพฤหัสบดี, ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์

17) และหากเรามีน้ำหนัก 100 ปอนด์ (45.4 kg) บนโลก เมื่อไปอยู่ดาวอังคาร น้ำหนักเราจะชั่งได้ 38 ปอนด์ (17.2 kg) หรือจะกล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือที่พื้นผิวดาวอังคาร แรงดึงดูดของมันจะน้อยกว่าบนโลก 62% (หรือแรงดึงดูดประมาณ 38% ของบนผิวโลก) ดังนั้นหากเราไปกระโดดเล่นอยู่บนดาวอังคาร เราก็จะสามารถกระโดดได้สูงกว่าบนโลกมากเป็นสองเท่า

18) ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารประกอบไปด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ 96% อาร์กอนน้อยกว่า 2% ไนโตรเจนน้อยกว่า 2% และอื่นๆน้อยกว่า 1%

19) ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารบางมาก ถ้าเราไปยืนอยู่บนดาวอังคารบริเวณเส้นศูนย์สูตรตอนเที่ยงวัน เท้าของเราจะมีอุณภูมิ 24°C และหัวของเราจะเย็นที่ 0°C

บรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคาร ที่ปรากฏให้เห็นบนขอบฟ้า ภาพจาก NASA
บรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคาร ที่ปรากฏให้เห็นบนขอบฟ้า ภาพจาก NASA

20) ภาพใบหน้าบนดาวอังคาร (Face on Mars) ในบริเวณพื้นที่ ‘ไซโดเนีย’ (Cydonia) นี้ ถูกถ่ายครั้งแรกโดยยานไวกิ้ง 1 เมื่อ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 ในวงโคจรดาวอังคาร เมื่อภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นกระแสไปอย่างแพร่หลาย เช่น มันเป็นอารยธรรมของมนุษย์ดาวอังคาร แต่บ้างก็เชื่อว่า มันเป็นเพียงภูเขาที่ถูกแสงและเงาตกกระทบ แต่ความจริงแล้วภาพนี้เป็นเพียงอาการของ ‘แพริโดเลีย’ (Pareidolia) เท่านั้น ที่ทำให้เรามองว่า มันได้ไปคล้ายกับใบหน้าของมนุษย์ ซึ่งอันที่จริง มันเป็นเพียงแสงและเงาที่ตกกระกันบนภูเขาบนดาวอังคาร เมื่อถ่ายรูปอีกครั้ง ณ สถานที่แห่งเดิม เราก็ไม่ปรากฏภาพในลักษณะเช่นนี้อีกเลย

 ภาพใบหน้าบนดาวอังคารที่มีชื่อว่า 'ไซโดเนีย' (Cydonia) นี้ถูกถ่ายครั้งแรกโดยยานไวกิ้ง 1 เมื่อ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 ในวงโคจรดาวอังคาร ภาพจาก Viking 1, NASA
ภาพใบหน้าบนดาวอังคาร (Face on Mars) นี้ถูกถ่ายครั้งแรกโดยยานไวกิ้ง 1 เมื่อ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 ในวงโคจรดาวอังคาร ภาพจาก Viking 1, NASA

21) ระยะทางต่ำสุดจากโลกถึงดาวอังคารอยู่ที่ประมาณ 54.6 ล้านกิโลเมตร

22) ในเดือนมกราคม 2006 ยาน New Horizons ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยความเร็ว 58,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้ายานลำนี้มุ่งหน้าสู่ดาวอังคาร มันจะใช้เวลา 942 ชั่วโมง หรือ 39 วัน โดยประมาณ

23) ถ้าเดินทางด้วยความเร็วแสงเราจะไปถึงดาวอังคารเพียง 3 นาที

24) เปอร์เซ็นต์ความสำเร้จของภารกิจไปเยือนดาวอังคารในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมี มีตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ 40 เท่านั้น นั่นก็หมายความว่าจำนวนยานอวกาศไร้คนขับกว่าร้อยละ 60 เดินทางไปไม่ถึงดาวอังคาร! จากสถิติในปี 2018 ที่จัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ (Forbes) ก็แสดงให้เห็นว่าสหรัฐประสบผลสำเร็จมากที่สุดที่ 16 ครั้ง ซึ่งสวนทางกับสหภาพโซเวียตกับรัสเซียอย่างยิ่ง ที่ล้มเหลวในการไปเยือนดาวอังคารมากถึง 15 ครั้ง

ความสำเร็จในภารกิจไปเยือนดาวอังคารของแต่ละประเทศ (อัปเดทล่าสุดในปี ค.ศ. 2018) ภาพจากนิตยสารฟอบส์ (Forbes)

25) แต่ถึงอย่างนั้นในทศวรรษที่ 2030 มนุษย์ ก็มีแผนเดินทางไปเยือนยังดาวอังคารแล้ว

ความจริงข้อมูลยังมีมากกว่านี้ ไว้มีโอกาสจะรวบรวมข้อมูลมาเล่าให้ฟังใหม่ ยังไงก็ฝากติดตามเว็บไซต์ scways.co ด้วยนะครับผม ^^

แหล่งอ้างอิงข้อมูลหลัก

  1. All about mars facts
  2. Mars
  3. How Long Does It Take to Get to Mars?
  4. Missions To Mars Have Had A High Failure Rate Historically
  5. ใบหน้าบนดาวอังคาร
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด