การทดลองจริง! เพื่อพิสูจน์ว่าไก่สุกได้ด้วยการตบ 23,034 ครั้ง

การทดลองจริง! เพื่อพิสูจน์ว่าไก่สุกได้ด้วยการตบ 23,034 ครั้ง

เรากำลังอยู่ในจักรวาลทารกที่ดูเหมือน “หลุมดำ” เมื่อมองเห็นจากด้านนอก?
เรากำลังอยู่ในจักรวาลทารกที่ดูเหมือน “หลุมดำ” เมื่อมองจากด้านนอก? (ทฤษฎีพหุภพแบบใหม่)
มกราคม 6, 2021
ไม่มีเวลาอยู่​ก่อนบิกแบง ดังนั้นจึงไม่มีผู้สร้าง เพราะไม่มีเวลาให้ผู้สร้างได้ดำรงอยู่ - สตีเฟน​ ฮอว์กิง
ไม่มีเวลาอยู่​ก่อนบิกแบง ดังนั้นจึงไม่มีผู้สร้าง เพราะไม่มีเวลาให้ผู้สร้างได้ดำรงอยู่ – สตีเฟน​ ฮอว์กิง
มกราคม 15, 2021

คำถามสุดประหลาดนี้ได้ถูกถามเอาไว้ใน เว็บไซต์ Reddit เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 ผู้ใช้นามว่า u/MrWaterplant ถามว่า “ถ้าพลังงานจลน์สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนได้ ผมต้องตบไก่แรงแค่ไหนกว่าไก่จะสุก?” จนมีนักฟิสิกส์นามว่า ‘ปาร์คเกอร์ ออร์มอนเด’ (Parker Ormonde) ได้ออกมาให้คำตอบ นักฟิสิกส์คนนั้นอธิบายว่า “สามารถคำนวณโดยใช้สมมติฐานสองสามข้อสูตรสำหรับการแปลงระหว่างพลังงานจลน์และพลังงานความร้อน โดยเฉลี่ยมือของมนุษย์มีน้ำหนักประมาณ 4 กก การตบครั้งหนึ่งมีความเร็วเฉลี่ย 11 เมตร / วินาที ไก่งวงดิบมีน้ำหนัก 1 กก. และมีความร้อนจำเพาะ 2,720 จูลต่อกิโลกรัม*เซลเซียส ดังนั้นหากจะทำไก่ให้สุกในเพียงครั้งเดียว เราจะต้องตบไก่ด้วยความเร็ว 1,665.56 เมตรต่อวินาที”

แต่จากแบบจำลองพบว่าการตบไก่ด้วยความเร็ว 1,665.56 เมตรต่อวินาที นั้นจะทำให้ไก่ระเบิด และกระดูกแขนของผู้ที่ตบก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ ออร์มอนเด จึงเสนออีกหนึ่งแนวทางว่า “ไก่จะสุกได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูงถึง 205 องศาเซลเซียส ซึ่งการตบไก่หนึ่งครั้งจะทำให้อุณหภูมิไก่เพิ่มขึ้น 0.0089 °C ฉะนั้นเราจะต้องตบไก่ประมาณ 23,034 ครั้ง เพื่อทำให้ไก่สุก”


การทดลอง

อันที่จริงคงไม่มีใครมานั่งตบไก่นานขนาดนั้น เพราะจะคุ้มไหมกับเวลาที่เสียไป แถมมือยังพังอีก และยังไม่รู้ว่าไก่จะสุกไหมอีกด้วย ดังนั้นนักทดลอง-ยูทูปเปอร์ จากช่อง Louis Weisz จึงได้พยายามสร้างเครื่องมือมาตบไก่แทน เขาสร้างชุดการทดลองออกมา 4 ชุดที่ชื่อ Live Slap-Cooking Test ดังนี้ (ขอเรียกสั้นๆว่า LSCT)

การทดลองตบไก่ครั้งที่ 1) เขาใช้ระบบคานกระดกเชื่อมกับมอเตอร์ โดยที่ปลายแขนนั้นมีมือจำลองที่สวมถุงมืออยู่ และโยกตบไก่อยู่ในตู้ที่เขาสร้างขึ้น แต่ปัญหาก็คือพอตบไก่ไปสักพัก มือจำลองที่ว่าดันหลุดออก

การทดลองตบไก่ครั้งที่ 1.5) เขานำ LSCT 1 มาดัดแปลงส่วนแขนโดยนำมือจำลองออกไป แล้วแทนที่ด้วยแท่งไม้สี่เหลี่ยม เบื้องต้นเครื่องนี้สามารถตบไก่ได้เร็ว 5 ครั้งต่อวินาที แล้วค่อยๆเพิ่มความถี่ไปเป็น 6 – 7 – 8 ตามลำดับ ซึ่งอุณหภูมิของไก่ก็ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นจาก 22 องศาเซลเซียส (คือบ้านเขาหนาวครับ อุณหภูมิห้องก็จะเริ่มต้นต่ำ) เมื่อเขาเร่งเครื่องจนถึงขีดสุดที่ 15 ครั้งต่อวินาที จนไก่ร้อน 35 องศาเซลเซียส  แท่งไม้ที่มาแทนมือเทียมก่อนหน้าเกิดหลุดไปอีก การทดลองเลยต้องหยุดพักไป

การทดลองตบไก่ครั้งที่ 2) หน้าตาของอุปกรณ์คล้ายกับ LSCT 1.5 แต่มีการปรับตู้ไก่ให้มั่นคงขึ้น และมีมือตบที่แข็งแรงกว่าเดิม เริ่มต้นที่อุณหภูมิห้องที่ 13 °C แล้วตบไปจนมีอุณหภูมิร้อนสูงสุดที่ 23 °C ทันใดนั้นมอเตอร์เกิดไหม้ สรุปคือเครื่องพังและแย่กว่าครั้งที่แล้ว

หลังจากล้มเหลวอยู่พักหนึ่ง ผู้ทดลองจึงพักเบรกครึ่งแรก โดยการนำเอาการทดลองทั้ง 3 ครั้งนี้ไปวิเคราะห์ แล้วพบว่าการจะให้ไก่ร้อนขึ้นในช่วงหลังๆ นั้น เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ แผนผังแนวโน้มของเขาแสดงให้เห็นว่าที่อุณหภูมิ 22 °C ไปถึง 38 °C นั้นง่ายดาย แต่การจะเหนือไปกว่านั้นที่อุณหภูมิ 54 ถึง 71 °C นั้นยากมากๆเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา จนทำให้เขาเริ่มคิดแล้วว่า อุณหภูมิห้องที่เย็นของเขานั้นน่าจะเป็นอุปสรรค (เขาน่าจะอยู่ที่ไหนสักที่ใน สหรัฐอเมริกา) การทดลองต่อไปเลยจำเป็นต้องไปทำกันในช่วงกลางวันของหน้าร้อน

การทดลองตบไก่ครั้งที่ 3) พอเข้าถึงฤดูร้อน อุณหภูมิห้องที่ 31 °C ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทดลอง เขาใช้การทดลองชุดเดิมที่ดัดแปลงมาเล็กน้อย โดนทำการคลุมอุปกรณ์ด้วยพลาสติกใสทั้งหมด (ซึ่งครอบไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิไก่) รอบนี้เขาสามารถทำให้ไก่ร้อนได้ถึง 50 °C แต่โชคร้ายที่การทดลองต้องหยุดไป เพราะมือตบพังจนใช้การไม่ได้อีกแล้ว (ขนาดยึดมาอย่างดี เหล็กยังแตกออกได้)

จะเห็นได้ว่าหลังๆเขาไม่สนแล้วว่าจะต้องตีไก่เป็นจำนวนเท่าไหร่ เขาสนแค่ว่าจะทำอุณหภูมิได้สูงสุดเท่าไหร่โดยที่เครื่องตบไก่ไม่พัง เพราะตอนนี้ปัญหาหลักๆเลยก็คือ ไม่มอเตอร์พังก็มือตบพัง สลับกันไปมา

การทดลองตบไก่ครั้งที่ 4) รอบนี้เขาศึกษาและออกแบบเครื่องตบไก่มาใหม่ทั้งหมด เขาจริงจังมากพร้อมกับศึกษาทฤษฎีกลไกการควบคุมต่างๆ จนสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด นั่นคือเขาต้องเปลี่ยนในส่วนของมือตบไก่ที่เชื่อมต่อกับคานไม้ กับมอเตอร์ และแทนที่มือตบด้วยแผ่นยางที่ยืดหยุ่น โดยเสียบแผ่นยางไว้ตามร่องของทรงกลมหมุนที่เขาออกแบบมาเป็นอย่างดี ส่วนมอเตอร์เขาแก้ปัญหาโดยการใช้เครื่องยนตร์แทน ซึ่งจะทำงานได้หนักกว่าและนานกว่า ผลที่ได้คือเครื่องมือของเขาสามารถทำความเร็วได้อย่างมหาศาล เพราะใช้พลังงานจากการหมุนเพียวๆ ไม่มีการลดทอนพลังงานจากจุดเชื่อมต่อ (เพราะไม่มีระบบคานกระดกแล้ว นึกถึงล้อรถที่เสียบด้วยแผ่นผ้าแล้วหมุนดู นั่นแหละมันเร็วมาก) ขณะตีไก่ไปเขาก็พยายามหยอดน้ำมันไปด้วย ซึ่งไม่ใช่น้ำมันเครื่อง แต่เป็นน้ำมันพืช! ที่เขาเทลงไปยังบริเวณผิวไก่ (ตรงจุดปะทะ) เครื่องตบทำงานได้ไวมากจนพบว่าปัญหาต่อมาคือตัวไก่เริ่มขยับออกจากฐาน ผู้ทดลองจึงแก้ปัญหาโดยการนำสว่านมาหมุนยึดไก่ติดไว้กับฐานเลย แต่การทดลองครั้งนี้จบไวมาก แถมทำไก่ร้อนได้เพียงนิดเดียว สูงสุดที่เห็นคือ 32 °C เขายังไม่ทันได้ตบจนครบ 23,034 ครั้งเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะว่ามือตบพัง หรือเครื่องยนต์พัง แต่ที่พังคือ “ไก่” สรุปรอบนี้ไก่เป็นต้นเหตุที่ทำให้การทดลองล้มเหลว สภาพของไก่นั้นแหลกละเอียด และแบนราบ จนไม่น่าจะกินได้

จากที่เห็นคือในทางปฏิบัติยากมากๆ ที่จะทำความร้อนด้วยการตบไก่เพียงอย่างเดียว ตามหลักการของการแปลงเปลี่ยนพลังงานจลน์ให้เป็นพลังงานความร้อน หรือว่าการทดลองนี้ยังไม่สมบูรณ์กันแน่ เช่น การตบไก่เราอาจจะต้องย้ายจุดตบไปเรื่อยๆ ไม่ย้ำอยู่กับที่แบบเดียวกับเครื่องตบไก่ข้างต้นนี้ ลองนึกสภาพแขนของเราดู ถ้าโดนตบจุดเดียวนานๆ ขนาดนั้นก็คงต้องช้ำและแหลกไปหมด หรือจะง่ายกว่าไหมหากเราจะเปลี่ยนวิธีอุ่นไก่โดยการใช้พลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ช่วงความถี่ 2.45 จิกะเฮิรตซ์ – ความยาวคลื่น 12.24 เซนติเมตร ฉายผ่านเนื้อไก่เพื่อทำให้โมเลกุลภายในสั่นจนร้อน ตามหลักการทำงานของเตาอบไมโครเวฟ

อ้างอิงจาก

  1. How Many Slaps does it Take to Cook a Chicken?
  2. ชาวเน็ตแห่ ‘ตบไก่’ หลังนักฟิสิกส์บอก ไก่ดิบสามารถสุกได้ หลังตบไป 23,034 ครั้ง
  3. Slaps Chicken at 3275.95 MPH
SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
5 4 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
0
ร่วมแสดงความคิดเห็นx
()
x
กลับสู่บนสุด