มนุษย์ต่างดาวอาจเคยมาเยือนโลกของเราแล้วในอดีต
หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 4: เรือนจำ ชั่วนิรันดร์ ในอวกาศ
หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 4: เรือนจำ ชั่วนิรันดร์ ในอวกาศ
กันยายน 9, 2019
กล้องอวกาศฮับเบิลตรวจพบไอน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบได้เป็นครั้งแรก
ตรวจพบไอน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบในเขตอาศัยอยู่ได้เป็นครั้งแรก
กันยายน 15, 2019
มนุษย์ต่างดาวอาจเคยมาเยือนโลกของเราแล้วในอดีต

Sombrero Galaxy

อารยธรรมเอเลี่ยนอาจเคยสำรวจแกแล็คซีและเยือนโลกของเรามาแล้ว และนั่นจึงทำให้เราไม่พบเจอพวกเขา แกแล็คซี่ทางช้างเผือกของเราอาจเต็มไปด้วยอารยธรรมต่างดาว และสาเหตุที่พวกเราไม่พบเจอพวกเขา นั้นก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้มาเยือนเรามาเป็นเวลานานหลาย 10 ล้านปีแล้วนั่นเอง การศึกษานี้ได้ถูกเผยแพร่เอาไว้อยู่ใน วารสารดาราศาสตร์ (The Astronomical Journal ) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2019 ในบทความวิชาการที่มีชื่อว่า The Fermi Paradox and the Aurora Effect ที่ระบุว่า สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา อาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการสำรวจแกแล็คซี่ และอาศัยระบบดวงดาวต่างๆภายในนั้นเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนไปสู่ระบบดวงดาวอื่นๆ

งานวิจัยนี้ได้ตอบคำถามให้กับปฏิทรรศน์ของแฟร์มี (Fermi paradox) ที่ได้เคยถามเราเอาไว้ว่า ทำไมเราถึงยังไม่ตรวจพบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวเลย

ปฏิทรรศน์ของแฟร์มี (Fermi paradox) ได้ถูกพูดถึงขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวอิตาลีที่ชื่อ “เอนรีโก แฟร์มี” (Enrico Fermi) ผู้ซึ่งได้ตั้งคำถามที่มีชื่อเสียงว่า “คนอื่นๆไปอยู่ที่ไหนกันหมด?” (“Where is everybody?”) คำถามของแฟร์มีถึงความเป็นไปได้ในการเดินทางระหว่างดวงดาวนั้นได้รับการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รวมถึงข้อสงสัยของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกอันชาญฉลาดก็ด้วย

เมื่อปี ค.ศ. 1975 นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ “ไมเคิล ฮาร์ต” (Michael Hart) ก็เคยได้ออกมากล่าวถึงข้อสงสัยนี้ไว้อยู่เช่นกัน ในบทความวิชาการที่มีชื่อว่า “คำอธิบายของการที่ไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก” (Explanation for the Absence of Extraterrestrials on Earth) เขาตั้งข้อสังเกตว่า มีเวลาให้สำรวจทางช้างเผือกเหลือเฟือ มากถึง 13.6 พันล้านปีนับตั้งแต่แกแล็คซี่ของเราได้ถือกำเนิดมา แต่เหตุไฉนเราถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากพวกเขา ดังนั้นฮาร์ต จึงสรุปเอาไว้ว่า นั้นก็เป็นเพราะไม่มีสังคมของอารยธรรมชั้นสูงอื่นใดแล้วนอกจากเราภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือกแห่งนี้

ใจกลางทางช้างเผือก นี้คือภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือ Paranal เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2007 ถ่ายโดยนักดาราศาสตร์ Yuri Beletsky จาก ESO
ใจกลางทางช้างเผือก นี้คือภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือ Paranal เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2007 ถ่ายโดยนักดาราศาสตร์ Yuri Beletsky จาก ESO

แต่การศึกษาใหม่ได้นำเสนอมุมมองของคำตอบที่แตกต่างกันออกไปนั่นก็คือ บางทีเอเลี่ยนอาจกำลังรอคอยเวลาและกำลังวางแผนดำเนินการอยู่! ซึ่งการเดินทางในอวกาศที่ดวงดาวกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดนั้น หากเราไม่คำนึงถึงมัน เราก็จะมีข้อสรุปอยู่ 2 อย่างก็คือ 1 เอเลี่ยนอาจไม่เคยได้ออกไปไกลจากดาวเคราะห์ของพวกเขาเลย หรือไม่ก็ แท้จริงแล้วเราอาจเป็นเพียงอารยธรรมเดียวที่มีเทคโนโลยีที่อันสมัยล้ำสมัยสุด

แต่หากเราคำนึงถึงการเคลื่อนที่ในวงโคจรของดาวเคราะห์รอบๆดาวฤกษ์ต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์รอบๆใจกลางแกแล็คซี่ ก็จะพบว่ามันมีเส้นทางและความเร็วที่แตกต่างกันไปอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่เอเลี่ยนนักเดินทางในอวกาศจะต้องทำก็คือ การรอคอยโอกาสอันเหมาะสม ที่ปลายทางถัดไปจะเคลื่อนเข้ามาใกล้พวกเขา

ซึ่งในกรณีนี้ อารยธรรมต่างดาวอันแสนฉลาด ก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางข้ามระบบดวงดาวเป็นเวลานานอย่างยิ่ง และดวงดาวภายในแกแล็คซี่ของเราเอง ก็มีอยู่เป็นจำนวนนับแสนล้าน หรือพูดง่ายๆก็คือ บางทีพวกเขาอาจยังเดินทางมาไม่ถึงโลกของเรา หรือไม่ก็อาจได้เคยมาเยือนโลกของเราแล้วในช่วงก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มมีวิวัฒนาการ

แนวคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางระหว่างดวงดาว

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักวิจัยหลายท่านได้พยายามค้นหาคำตอบไว้ให้กับ “ปฏิทรรศน์ของแฟร์มี” (Fermi paradox) อย่างต่อเนื่อง หลากหลายวิธี เช่นการที่เอเลี่ยนจะได้พัฒนาเทคโนโลยีองพวกเขา ให้สำเร็จเพื่อเดินทางข้ามระบบดวงดาวนั้น อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยตั้งแต่แรก เพราะติดปัญหาในเรื่องของการก่อตั้งอารยธรรม! นั่นก็คือจากการศึกษาถึงความเป็นไปในรูปแบบของชีวิตก็พบว่า เอเลี่ยนส่วนใหญ่นั้นจะอาศัยอยู่ภายในของเหลว เช่นการอาศัยอยู่ในมหาสมุทรใต้ผิวของดาวเคราะห์เป็นต้น ดังนั้นการก่อตั้งอารยธรรมของพวกเขาในนั้น จึงดำเนินไปอย่างยากลำบากและไม่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังอาจรวมไปถึงคำอธบายในข้อ “สมมติฐานสวนสัตว์” (zoo hypothesis) ที่กล่าวว่าในทางช้างเผือกของเราอาจมีสังคมของอรยธรรมชั้นสูงอยู่เป็นจำนวนมาก และได้ก่อตั้งเป็นสหพันธ์แห่งดวงดาว (United Federation of Planets) ขึ้นมา ดังที่เราจะได้เห็นจากจินตนาการของแฟรนไชส์สื่อบันเทิงคดีวิทยาศาสตร์ชื่อดังเรื่อง “สตาร์ เทรค” (Star Trek) ที่ภายหลังจากเริ่มมีการก่อตั้งสหพันธ์แห่งดวงดาวขึ้นมาแล้ว เหล่าบรรดาเอเลี่ยนก็อาจได้มีมติเป็นเอกฉันท์ โดยการเลือกที่จะไม่ติดต่อกับมนุษย์โลกของเรา เพราะมีเหตุผลบางประการที่เรายังวิวัฒนาการไปไม่ถึงจุดที่พวกเขายอมรับ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อการไปแทรกแทรงทางความเชื่อในวัฒนธรรมของชนชาวพื้นเมืองนั้นๆ ถ้า “สมมติฐานสวนสัตว์” (zoo hypothesis) นี้มีจริง นั่นก็แสดงว่าดาวเคราะห์โลก ก็กำลังถูกเฝ้ามองดูพัฒนาการอยู่ตลอด ผ่านทุกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์

และผลจากการศึกษาในบทความวิจัยที่ชื่อ Dissolving the Fermi Paradox ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ที่เคยเผยแผร่ลงในเว็บไซต์ arxiv.org เมื่อปี ค.ศ. 2018 ก็แนะนำว่า มีโอกาส 2 ใน 5 ที่เราอาจอยู่ลำพังภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก และมีโอกาศมากสุดถึง 1 ใน 3 ที่เราอาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในจักรวาลแห่งนี้!

แผนภาพแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในทางช้างเผือก โดยมุมต่างๆนั้นเป็นเป็นตัวบอกลองจิจูดในระบบพิกัดกาแลคซี
แผนภาพแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในทางช้างเผือก โดยมุมต่างๆนั้นเป็นเป็นตัวบอกลองจิจูดในระบบพิกัดกาแลคซี (แหล่งที่มาของภาพ: Brews added grid to original NASA file – PD-USGov-NASA, PD-USGov-NASA/copyright)

แต่เร็วๆนี้นักวิชาการ จากบทความวิจัยล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่า ผลการค้นคว้าเก่าๆของนักวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงในเรื่องความสัมพันธ์ของการเคลื่อนที่ในอวกาศเลย นั่นก็คือ ดาวเคราะห์นั้นกำลังโคจรอยู่โดยรอบดาวฤกษ์ และระบบดาวฤกษ์เองก็กำลังเคลื่อนที่อยู่รอบใจกลางแกแล็คซี่ เช่นระบบสุริยะของเรานั้นต้องใช้เวลานานถึง 225 ถึง 250 ล้านปีถึงจะสามารถโคจรรอบใจกลางทางช้างเผือกครบ 1 รอบ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Galactic year

ดังนั้นหากมีอารยธรรมเกิดขึ้นในระบบดวงดาวอันห่างไกล อย่างเช่นโลกของเราเป็นต้น ที่ตำแหน่งของระบบสุริยะเรานั้น อยู่ไกลเกือบถึงปลายแขนของกังหันทางช้างเผือก แต่ถึงอย่างนั้นระบบสุริยะก็ยังอยู่ภายในกระแสดวงดาวที่หมุนวนอยู่ภายในแกแล็คซี่แห่งนี้ ซึ่งหากเรามองออกไปให้กว้างพอ เราก็จะเห็นว่าทุกสิ่งภายในแกแล็คซี่มีความเคลื่อนไหวอยู่อย่างเป็นระบบ ดังนั้นทุกๆการเดินทางเพื่อไปเยือนดาวเป้าหมายที่ระบุเอาไว้ ทางที่ดีสุดเพื่อลดระยะทางและพลังงานที่จะต้องใช้จ่ายไปก็คือ การรอคอยเวลาจนกว่าคาบวงโคจรระหว่างดาว 2 ดวง จะมีความสัมพันธ์กันในระยะทางที่สั้นที่สุด! ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาสามารถเดินทางมาเยือนถึงโซนอยู่อาศัยของระบบดวงดาวต่างๆได้อย่างมีประสิทธภาพ และครั้งเมื่อการมาเยือนถึงเสร็จสิ้น พวกเขาก็จะต้องรอเวลาโดยการอยู่อาศัยภายในระบบดาวแห่งนั้นชั่วคราว ก่อนที่เริ่มทำการเดินทางสู่เป้าหมายถัดไป ในสถานการณ์สมมติเช่นนี้ๆเอง ก็หมายควมว่าพวกเขาไม่ได้เดิทางรวดเดียวข้ามแกแล็คซี่ในแบบที่เคยเข้าใจกันก่อนหน้าเลย ดังนั้นด้วยการเดินทางในอวกาศของเอเลี่ยนเช่นนี้ก็พอช่วยไขข้อสงสัยใน “ปฏิทรรศน์ของแฟร์มี” (Fermi paradox) ได้ เพราะกว่าการเดินทางของพวกเขาจะมาถึงเรา ก็อาจจำเป็นต้องใช้เวลานับพันล้านปี!

ทางช้างเผือกเต็มไปด้วยระบบดาวฤกษ์

ในการสำรวจถึงความเป็นไปได้ของการมีอยู่ของเอเลี่ยน นักวิจัยได้ใช้แบบจำลองเชิงตัวเลขเข้ามาช่วย เพื่อสำรวจดูการกระจายไปของอารยธรรมในส่วนต่างๆของแกแล็คซี่ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้อย่างหลากหลาย เช่น ระบบดาวฤกษ์ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย, ระยะทาง, ความเร็วของยานอวกาศ และอัตราการปล่อยยานสำรวจเหล่านั้น ทีมวิจัยไม่ได้คำนึงถึงแรงจูงใจหรือการเข้าใจสังคมวิทยาของมนุษย์ต่างดาวเลย ซึ่งนี้เป็นจุดที่นักดาราศาสตร์บางท่านมองว่า มันเป็นข้อผิดพลาดในการแก้ปัญหาของ Fermi Paradox อื่นๆ ที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในการสร้างแบบจำลองกาแล็กซี่ของการแพร่กระจายอารยธรรมมนุษย์ต่างดาว เพราะเราทำงานด้วยข้อมูลเพียงจุดเดียว และในมุมมองของเรา ดังนั้นการคาดการณ์เหตุการณ์ทั้งหมด จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตัวเราเองทั้งนั้น

แต่ถึงแม้จะมีข้อจำกัดอยู่ นักวิจัยก็พบว่า ทางช้างเผือกของเรามันก็เต็มไปด้วยระบบดาวฤกษ์อยู่มากมาย รวมไปถึงดาวเคราะห์ในโซนอาศัยอยู่ได้ในนั้น และมันก็คงเป็นจริงอยู่ที่การประเมินโดยใช้ปัจจัยของความเร็ว และความถี่ของการเดินทางระหว่างดวงดาวของเอเลี่ยน จะออกมาได้ในลักษณะนั้น และถึงแม้ดาวเคราะห์จะอยู่ในโซนอาศัยได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้น หากไม่มีแรงจูงใจที่จะเดินทางไป หรือเพราะเส้นทางไม่ใกล้พอ

มีดาวฤกษ์เป็นนับแสนล้านดวงภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก
มีดาวฤกษ์เป็นนับแสนล้านดวงภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก (ภาพจาก ESO/M. Kornmesser)

จนถึงตอนนี้ถึงแม้ว่า ด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคอันล้ำสมัยของเรา จะสามารถสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะไปมากกว่า 4,000 ดวงแล้วก็ตาม เราก็ยังไม่พบเบาะแสถึงการมีอยู่ของเอเลี่ยนใดๆเลย แต่ถึงอย่างนั้น ดาวเคราะห์นอกระบบที่เราค้นพบ ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากจำนวนดาวฤกษ์อย่างน้อยๆ 100,000 ล้านดวงภายในทางช้างเผือก ที่ประเมินแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีดาวเคราะห์เหมือนกันกับโลกอยู่มากถึง 10 ล้านดาวเคราะห์!

ดังนั้นเราจึงไม่ควรด่วนสรุปว่า บนดาวเคราะห์เหล่านั้นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ ก็เปรียบเหมือนกับการที่เรามองดูสระน้ำในมหาสมุทรแล้วด่วนสรุปว่าไม่พบโลมา จากนั้นจึงตัดสินใจว่าในมหาสมุทรทั้งหมดไม่มีโลมาอยู่จริงๆเป็นต้น!

มนุษย์ต่างดาวอาจมาเยี่ยมเยือนโลกของเราแล้วในอดีต

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะพูดถึงไม่ได้เลยสำหรับการอภิปรายหัวข้อเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเอเลี่ยนก็คือ ปัจจุบันจะดูเหมือนว่า เรายังไม่พบเบาะแสถึงการมีอยู่ของผู้มาเยือนใดๆเลยก็ตาม ขณะเดียวกัน เราก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดใดๆมายืนยันว่า เมื่อครั้งอดีตพวกเขาไม่เคยได้มาเยือนพวกเรา และไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกแห่งนี้เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว

ดังนั้นตลอดช่วงเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมา ถ้าพวกเขามาเยือนเราจริงๆ คงจะเป็นการยากที่หลักฐานเหล่านั้นจะหลงเหลืออยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจากงานวิจัยก่อนหน้า จึงชี้ให้เห็นว่า เราไม่อาจสามารถตรวจสอบเพื่อค้นหาหลักฐานของผู้มาเยือนได้ เนื่องจากเวลานั้นได้ล่วงเลยมานานหลายล้านปี ตราบจนถึงปัจจุบันนี้โลกของเราเอง ก็มีอายุมานานมากถึง 4.5 พันล้านปีแล้ว

ภาพจำลองแสดงให้เห็นถึงดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ขณะโคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ 2 ดวง
ภาพจำลองแสดงให้เห็นถึงดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ขณะโคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ 2 ดวง (ภาพจาก ESA/Hubble)

อีกทั้งมันยังมีความเป็นไปได้อีกว่า พวกเขาได้เคยเดินทางผ่านเข้ามาใกล้โลกแล้ว แต่กลับเลือกตัดสินใจไม่มาเยี่ยมเยือนพวกเรา ในงานวิจัยนี้เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “Aurora effect” ซึ่งตั้งชื่อตามนวนิยายเรื่อง “ออโรร่า” ของคิมสแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) หรือบางทีพวกเขาก็อาจเลือกที่จะไม่มาโลกตั้งแต่แรกเลยก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามนักวิจัยกล่าวว่าหากมีโลกที่น่าอยู่มากพอ มนุษย์ต่างดาวก็น่าจะแพร่กระจายตัวเองไปทั่วกาแลคซีแล้วในตอนนี้

ยังมีอะไรอีกมากมายให้เรียนรู้

จนถึงตอนนี้ นักวิจัยก็ไม่คิดว่าพวกเราจะรู้สึกท้อแท้ต่อความเงียบเหงาที่รับจากจักรวาลแห่งนี้เลย

“ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่นี้มันหมายความว่าดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่ได้นั้น คงจะเป็นของหายากและยากต่อการเข้าถึงจริงๆ” กล่าวโดยโจนาธาน แคโรล เนลเลนแบ็ค (Jonathan Carroll-Nellenback) หนึ่งในผู้ร่วมเขียนบนความวิจัยเรื่อง The Fermi Paradox and the Aurora Effect.

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็จะเริ่มมีความสามารถในการตราจหา และสอดส่องดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือเราจะมีกล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่ที่ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว และเตรียมพร้อมส่งขึ้นสู่อวกาศ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ by NASA

สำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ได้ทำให้การสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศในวงโคจรของโลกเช่น กล้องฮับเบิล และดาวเทียมสำรวจอื่นๆ

แต่ที่น่าตื่นเต้นไปยิ่งกว่านั้น ในปี ค.ศ. 2021 นาซ่าก็พร้อมที่จะส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งมันมีขนาดใหญ่กว่ากล้องฮับเบิลเกือบ 3 เท่าและมีเทคโนโลยีอันล้ำสมัยกว่ามาก ที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเกี่ยวกับจักรวาลแห่งนี้ รวมถึงจุดกำเนิดของมัน ที่เราเรียกว่า บิ๊กแบง!

แหล่งอ้างอิง Alien civilizations may have explored the galaxy and visited Earth already, a new study says. We just haven’t seen them recently.

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
YouTube
กลับสู่บนสุด