มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets
ท่องอวกาศ | การเดินทางระหว่างดวงดาว | เทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศ | ยานอวกาศ
Interstellar travel: การเดินทางระหว่างดวงดาว และ เทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศ
มีนาคม 4, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 2: วิมานะ อากาศยานเก่าแก่ของอินเดีย & ไจโรสโคปปรอท ระบบต้านแรงโน้มถ่วง?
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 2: วิมานะ อากาศยานเก่าแก่ของอินเดีย & ไจโรสโคปปรอท ระบบต้านแรงโน้มถ่วง?
มีนาคม 18, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets

เครื่องบินยุคใหม่ที่สามารถบรรทุกผู้คนโดยสารนับล้านคนได้ในแต่ละวันทั่วโลก และกระสวยอวกาศที่ส่งมนุษย์เดินทางออกไปสู่ท่ามกลางดวงดาว จากความพยายามที่ได้เอ่ยมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างนั้นหรือ หรือว่าแท้จริงแล้วในอดีตเมื่อหลายพันก่อน สิ่งเหลือเชื่อเหล่านี้อาจได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกันแน่

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็จะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพลาดอะไรที่จุดไหนของส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกหรือไม่

มนุษย์โบราณ จะสามารถมีกระบวนการทางความรู้ที่เหนือกว่าเราในศตวรรษนี้ได้ไหม แล้วถ้าได้ พวกเขามาจากที่ไหน บางทีพวกเขาอาจไม่ได้มาจากโลกของเราเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาคือผู้มาเยือนจากต่างดาวปริศนา ที่ได้มอบเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์สุดล้ำสมัยนี้เอาไว้ให้แก่มนุษย์โลก! และถ้าเราได้เห็นหลักฐานต้องตามที่ปรากฏขึ้นในอดีต เราก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนที่เกี่ยวกับคำถามที่ว่า “เคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนเราแล้วในอดีตจริงหรือไม่” ซึ่งคำตอบก็คือ “ใช่”

มีผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างก็เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาได้เคยมาเยือนเราแล้วในอดีต จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมันเป็นจริง มนุษย์ต่างดาวโบราณได้มีส่วนช่วยในการสร้างประวัติศาสตร์ของเราหรือไม่ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น อะไรล่ะที่จะเป็นเบาะแสสำคัญที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งบางครั้งชิ้นส่วนปริศนาเหล่านั้นอาจถูกซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียบง่าย แล้วถ้าเราสามารถค้นหาหลักฐานนั้นได้ อย่างเช่น หลักฐานที่พบอยู่ในสิ่งก่อสร้างโบราณแห่ง ซัคคาร่า (Saqqara) อียิปต์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 32 กิโลเมตรทางตอนใต้ของกรุงไคโร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างชื่อเสียงระดับโลกของพีระมิดขั้นบันได แห่ง King Djoser (ฟาโรห์โจเซอร์)

ย้อนหลังไปกว่า 4,000 ปี นี่คือพีระมิดที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์ Saqqara มีชื่อเสียงในด้านของการเป็นสถานที่ฝังศพอันเลื่องชื่อ จนได้รับฉายาว่าเมืองแห่งความตาย “City of the Dead”

และในปี ค.ศ.1891 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบหลุมฝังศพโบราณที่บรรจุร่างของ Pa-di-Imen ในยุคศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช ในบรรดาสิ่งของต่างๆที่ค้นพบนั้นคือแบบจำลองงานไม้ขนาดเล็ก ที่มีรูปทรงคล้ายนก วางอยู่ข้างกับกระดาษปาปิรัสที่จารึกไว้ว่า “ฉันต้องการเป็น” (I want to fly.) หลังจากนั้นต่อมา สิ่งประดิษฐ์นี้ก็ได้ถูกส่งต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ไคโร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำมันไปวางไว้ข้างๆกับกลุ่มของรูปนกแกะสลักตัวอื่นๆ

แบบจำลองส่วนมากไม่มีใครสังเกตเห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในถึงรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปี 1969 เมื่อนักอียิปต์วิทยา ด็อกเตอร์ คาห์ลิล เมซซิฮา (Kahlil Messiha) ขณะกำลังตรวจสอบชุดสะสมงานประดิษฐ์นกอยู่นั้น เขาสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับนกจากซัคคาร่า (Saqqara bird) 

ที่มันน่าสนใจก็เพราะ มันมีความชัดเจนที่เหมือนกับนกเพียงครึ่งเดียว เช่นมีตาและจมูกโดยทั่วไปเหมือนกับนก แต่ในขณะที่ ปีกของมัน อันนี้ค่อนข้างชัดเจนเลยว่ามันไม่ใช่ปีกของนก แล้วจะสังเกตเห็นได้ว่า ตรงกลางขอบของปีกนี้มีความหนาขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสามารถสร้างแรงยกขั้นสูงสุดขึ้นมาได้ให้กับงานบินชิ้นนี้ ขณะที่สุดปลายของปีกนั้นจะมีความบางที่ลดลงไป ซึ่งหากมองดูในมุมข้างจะเห็นว่าปีกนั้นมีรูปทรงที่โค้งลง ทั้งหมดที่ได้เอ่ยมาถึงลักษณะของปีกดังกล่าว มันบ่งบอกได้ถึงการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทันสมัยมาก และอีกประเด็นหนึ่งก็คือนกในธรรมชาตินั้นไม่ได้มีหางเสือ เพราะว่านกไม่จำเป็นต้องอาศัยสถาปัตยกรรมอากาศพลศาสตร์ดังเช่นหางเสือนั่นเอง 

ดังนั้นจึงมีความคิดที่เป็นไปได้ว่าสิ่งประดิษฐ์รูปทรงกึ่งคล้ายนกนี้ อาจไม่ได้สื่อถึงงานออกแบบของนกในธรรมชาติจริงๆ แต่มันคือเครื่องยนต์ที่บินได้ หรือเครื่องบินนั่นเอง!

แล้วชาวอียิปต์โบราณสามารถครอบครองพลังแห่งการบินนี้มาได้อย่างไร? ในปี 2006 ไซม่อน แซนเดอร์สัน (Simon Sanderson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและอากาศพลศาสตร์ได้สร้างแบบจำลองขนาดของนก Saqqara ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงห้าเท่าเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ดังกล่าว แล้วพบว่าแบบจำลองนก Saqqara นี้สามารถบินได้จริงๆ ด้วยความเร็วที่คงที่ และสามารถเร็วขึ้นได้อีกเมื่อมีมุมองศาเพิ่มขึ้น และจากการที่ทีมงานได้ลองศึกษาลักษณะการบินของมันอย่างละเอียดก็พบว่า ที่มุม 10 องศา จะก่อให้เกิดแรงยกเป็นสี่เทาของน้ำหนัก ซึ่งผลสรุปก็คือ มันสามารถบินได้และบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการทดสอบแสดงให้เห็นว่านก Saqqara เป็นเครื่องร่อนที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก และนี่คือการออกแบบที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้อีกด้วย แต่มีเพียงสิ่งหนึ่งที่นก Saqqara ยังขาดไปก็คือ หางเสือแนวขวางบนส่วนท้ายของเครื่องบิน ถ้ามีสิ่งนี้จะช่วยให้การบินของ Saqqara เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 

แต่เป็นไปได้ไหมว่า Saqqara bird อาจเคยมีองค์ประกอบที่สำคัญในส่วนนี้อยู่จริงๆ เพราะมันคือสิ่งที่ขาดหายไปของความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากเราดูลักษณะโดยรวมของมันก็จะพบว่าชิ้นส่วนหางเสือบางส่วนของมันได้หายไปอย่างลึกลับในช่วงระหว่างประวัติศาสตร์

แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ยังสนับสนุนอีกว่า รูปร่างของ Saqqara bird นั้นก่อให้เกิดการถ่ายเทอากาศได้อย่างยอดเยี่ยม 

แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาอย่างอื่นที่จะต้องพิจารณาถึงเลยก็คือ การปล่อยตัวเครื่องร่อน (launching a glider) ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ Saqqara bird สามารถบินขึ้นไปสู่อากาศ 

สำหรับวิธีการสมัยใหม่ก็คือเราจะใช้เครื่องลากจูง เพื่อดึงให้เครื่องร่อนบินขึ้นไปในอากาศ แล้วปล่อยให้ตกลงมาในระดับความสูงที่เหมาะสม 

แล้วชาวอียิปต์โบราณ พวกเขาจะมีวิธีการอย่างไรที่จะให้ Saqqara bird บินได้กันแน่ โดยในเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์อียิปต์บอกกับเราว่า นกตัวนี้จะใช้กำลังจากเครื่องดีด (catapults) ที่ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นหนังสติ๊กขนาดใหญ่ เพื่อส่งกำลังให้มันสามารถบินขึ้นไปได้ในอากาศ ปัจจุบันด้วยวิธีนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยส่วนมากของนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่ศึกษาชาวอียิปต์โบราณแล้ว ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ชื่นชอบเครื่องร่อนในปัจจุบันจำนวนมาก ก็ยังคงใช้ระบบเชือกบันจี้จัมเพื่อส่งให้เครื่องร่อนของพวกเขาได้บินขึ้นไปสู่อากาศอีกด้วย 

แต่ถ้า Saqqara bird สามารถบินได้จริง แล้วชาวอียิปต์โบราณพวกเขาได้รับเทคโนโลยีดังกล่าวมาจากที่ไหน? ซึ่งสำหรับนักมนุษย์ต่างดาวโบราณวิทยา ก็เชื่อว่าในอดีตเคยมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ไม่ได้มาจากโลกใบนี้ มาเยี่ยมเยือนพวกเรา แล้วพวกเขาก็ได้มอบวัฒนธรรม และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เรา เพื่อให้เราได้นำไปใช้ปรับปรุงชีวิตการดำรงอยู่จากยุคโบราณอันป่าเถื่อน ไปสู่พัฒนาการกลายไปเป็นอารยธรรมที่ได้รับการพัฒนา 

หากวัฒนธรรมโบราณ สามารถผลิตเครื่องจักรที่บินได้นี้จริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาน่าจะไปได้ไกลกว่าที่เราเชื่อกันอยู่ในทุกวันนี้ หรือก็คือยังมีอะไรอีกมากที่ล้ำสมัยอยู่ในยุคโบราณ

และมันจะเปลี่ยนมุมมองของเราต่อสังคมโบราณไปแบบคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว นั่นก็คือความจริงที่ว่าบรรพบุรุษของเรานั้นฉลาด และมีความสามารถในด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่าสิ่งที่บอกเอาไว้อยู่ในตำราประวัติศาสตร์อย่างไม่เคยมีมาก่อน 

ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นคำถามขึ้นกับตัวเราเองว่า “พวกเราขาดข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไปหรือไม่”

ซึ่งบางทีเราอาจจะได้ลืมความรู้ในทางประวัติศาสตร์มนุษย์ไป หรือไม่ก็สายพันธุ์ของเราในยุคนั้นมีความจำที่สั้นเหลือเกิน ที่จดจำถึงสิ่งต่างๆพวกเขาได้มอบหมายให้ เราจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใครหรือเป็นอะไรกับเรา 

แม้หลักฐานทางโบราณคดีต่างๆจะบ่งชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในเทคโนโลยีโบราณอันล้ำสมัยเหล่านั้นก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์หลายท่านก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยยืนยันถึงความเป็นไปได้ว่าครั้งอดีตมนุษย์ต่างดาวได้เคยมาเยือนเราจริงๆ 

อียิปต์ และป่าอันหนาทึบของภูเขาแห่งโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่อยู่ของแหล่งโบราณคดีเป็นจำนวนมาก 

นักล่าสมบัติหลายคนเชื่อว่า เมืองแห่งตำนานทองคำ เอลโดราโด (El Dorado) ได้ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ที่ไหนสักแห่งภายใต้ต้นไม้ที่หนาแน่นแห่งนี้ 

ในขณะที่เมืองในตำนานยังไม่เคยถูกค้นพบ แต่ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นักปล้นหลุมสมบัติ (tomb-robbers) ได้ออกเดินตามแม่น้ำแมกดาเลนา (Magdalena River) จนได้พบเข้ากับหลุมฝังศพที่มีอายุกว่า 1,500 ปี ซึ่งเป็นอารยธรรมยุคก่อนโคลัมเบีย เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “โทลิม่า” (Tolima)

ในบรรดาวัตถุที่พบบริเวณหลุมฝังศพนั้น เขายังได้เจอเข้ากับรูปแกะสลักทองคำขนาดเล็กประมาณ 2-3 นิ้ว 

พวกมันดูเหมือนกับแมลงและปลา อย่างไรก็ตามจากจำนวนนับร้อยที่ค้นพบ มีเพียงประมาณ 12 ชิ้น ที่มีรูปร่างคล้ายกับเครื่องบินรบสมัยใหม่อย่างมาก (เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Tolima Fighter Jets) พวกมันมีรูปทรงสามเหลี่ยม และที่ส่วนหางมีครีบและหางเสือ และปีกที่แนบอยู่กับลำตัว ซึ่งเอกลักษณ์ดังกล่าวมันไม่น่ามีอะไรที่เหมือนหรือคล้ายกันกับสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเลย 

เป็นไปได้ไหมว่าวัตถุทองคำเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าโลกของเราได้เคยถูกเยี่ยมเยือนโดยมนุษย์ต่างดาวโบราณมาแล้ว เพราะหนึ่งในวัตถุเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงรูปร่างของปีกที่คล้ายกับเครื่องบินสมัยใหม่ยังไม่มีผิดเพี้ยน อีกทั้งเมื่อลองนำมาเปรียบเทียบดีๆแล้วมันก็ดูเหมือนกับกระสวยอวกาศอีกด้วย!

และคุณจะเห็นได้ว่า รูปร่างของทรงปีกพื้นฐานนั้น ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสำหรับการบินในอากาศด้วยความเร็วสูง! เช่นเดียวกับเครื่องบินเจ็ท

แน่นอนว่าบนโลกใบนี้ไม่มีแมลงตัวไหนที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกันกับงานแกะสลักทองคำขนาดเล็กพวกนี้เลย (ที่ตำแหน่งปีกของมันอยู่ด้านล่างลำตัว)

ในปี 1997 ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินของเยอรมนีสองท่านอย่างคุณ ‘อัลกุลด์ เอนบูม’ (Algund Eenboom) และ ‘ปีเตอร์ เบลติง’ (Peter Belting) ก็เคยได้ออกมาพิสูจน์แล้วว่าแบบจำลองงานแกะสลักที่คล้ายกันกับเครื่องบินนี้ มันสามารถบินได้จริงๆ เมื่อพวกเขาได้เนรมิตมันขึ้นมาให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมติดตั้งเครื่องยนต์ให้กับมัน

จะเห็นได้ว่าพวกเขาแทบไม่ได้เสริมแต่งเพิ่มเติมโครงสร้างเดิมของมันเลยแต่อย่างใด เพราะรูปทรงของเดิมนั้นมันสมบูรณ์แบบในตัวเองอยู่แล้ว! ทุกๆอย่างยังคงเดิมกับงานประดิษฐ์ของผู้คนเมื่อกว่า 2000 ปีที่แล้ว พวกเขาไม่ได้เพิ่มหรือลบชิ้นส่วนใดออกไปเลย พวกเขาเพียงแต่ทำการขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่านี่มันคือเรื่องที่น่าตื่นเต้นเอามากๆ สำหรับการที่อารยธรรม Columbia สมัยก่อนจะมีความรู้เกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์เป็นอย่างดีเช่นนี้

แล้วเมื่อคุณได้เห็นการขึ้นบินของแบบจำลองเครื่องบินดังกล่าว ก็คงจะปฏิเสธได้ยากจริงๆว่า งานแกะสลักทองคำ Tolima Fighter Jets นี้ มันคือเครื่องบินของจริง แม้ว่าคำอธิบายเบื้องต้นในทางวิทยาศาสตร์จะบอกว่ามันคือความบังเอิญมากกว่า แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวโบราณอยู่ลึกๆ ก็คงจะยากที่จะห้ามไม่ให้เขาคิดว่า นี่คือเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ผู้มาเยือนได้เคยทิ้งไว้ให้ 

แล้วถ้านี่คือเครื่องบินของผู้มาเยือนจากต่างดาวจริงๆ นี่ก็คงจะเป็นยานพาหนะที่ใช้สำหรับการเดินทางไปมาทั่วโลก และเมื่อมนุษย์ในยุคนั้นได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาก็ได้บูชาผู้มาเยือนเหล่านั้นว่าคือเทพเจ้า อีกทั้งในคำอธิบายของเอกสารโบราณยังได้บอกรายละเอียดการบินเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสเปคของเครื่องบิน และข้อมูลทางอากาศพลศาสตร์

โดยตลอด 50 ปีที่ผ่านมาแม้ว่า NASA จะได้ส่งนักบินขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ที่บรรทุกไปกับจรวดขนาดใหญ่มาแล้วหลายต่อหลายเที่ยว

แต่วิธีการดังกล่าว ดูเหมือนจะได้เคยถูกอธิบายเอาไว้แล้วจากข้อความโบราณที่แปลได้ว่า “บรรจุผู้คนเอาไว้อยู่ในประทับขนาดใหญ่ แล้วทำการจุดชนวนมันขึ้นไป”

ความสามารถในการเดินทางไปสู่อวกาศนั้นจำเป็นจะต้องอาศัยระบบขับเคลื่อนที่ก้าวหน้ามากๆ ซึ่งหลายแหล่งเทคโนโลยีขับดันในปัจจุบันมาจากนาซ่า งานวิจัยแหล่งอื่นๆ

อีกหนึ่งความแปลกใหม่ของการปล่อยตัวยานบินของอารยธรรมโบราณก็คือ พวกเขาได้ใช้เครื่องดีดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังสูง ซึ่งสามารถนำพาจรวดพุ่งไปได้ด้วยความเร็วสูงกว่า 1 มัค ก่อนที่จรวดจะถูกสลัดออก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แต่เพียงในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่สำหรับทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวโบราณก็ยังคงเชื่อว่า อารยธรรมในอดีตน่าจะมีเทคโนโลยีที่คล้ายดังกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ปริศนามากมายในอดีตได้เคยถูกอธิบายเอาไว้โดยผู้คนในสมัยก่อนว่า พวกเขาได้พบเห็นเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมา ราวกับลมหายใจของมังกร หรือได้เห็นรูปทรงโลหะที่ดูคล้ายกับเครื่องจักร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่อาจบ่งบอกว่าในอดีต ได้เคยมีผู้มาเยือนโลกของเรามาแล้ว และดูเหมือนตำนานนิยายปรัมปราเหล่านั้นจะอิงอยู่บนบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นจริงอีกด้วย

แม้ว่าบางตำนานจะถูกเล่าขานต่อๆกันมาเกินจริงไปหน่อย แต่ก็มีในหลายๆกรณีที่อาจมีความจริงซุกซ่อนเอาไว้ เช่นในเรื่องการบินขึ้นไปในอากาศ เช่นเดียวกับที่เราได้สร้างเครื่องบินโดยสารผู้คนไปรอบโลกกันอยู่ทุกวันนี้

แต่สำหรับเรือบินโบราณที่เดินทางมาถึงโลกในยุคก่อนนั้น พวกเขาได้ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบเช่นเดียวกับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งคำตอบนี้เราอาจค้นหาคำตอบได้จากตำนานที่เล่าขานของประเทศอินเดียในเรื่อง วิมานะ (Vimana) : อากาศยานอินเดียโบราณแห่งมหาภารตะยุค

โปรดติดตามตอนต่อกับบทความชุดมนุษย์ต่างดาวโบราณ 

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด