มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 3: พระเจ้าจากอวกาศ | ยานอวกาศแห่งเอเสเคียล | พรมวิเศษหรือยานอวกาศ
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 2: วิมานะ อากาศยานเก่าแก่ของอินเดีย & ไจโรสโคปปรอท ระบบต้านแรงโน้มถ่วง?
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 2: วิมานะ อากาศยานเก่าแก่ของอินเดีย & ไจโรสโคปปรอท ระบบต้านแรงโน้มถ่วง?
มีนาคม 18, 2020
3 ระดับความก้าวหน้าของอารยธรรม โดย คาร์ดาเชฟ (Kardashev scale)
Kardashev scale: 3 ระดับความก้าวหน้าของอารยธรรม โดย คาร์ดาเชฟ
กรกฎาคม 31, 2020

วิมานะ อาจเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญ ที่จะมาเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไประหว่างวัฒนธรรมเดียวกันในโลกของเรา เพราะว่าพวกเขาใช้เวลาที่สั้นมากๆสำหรับการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งของโลก 

อีกตำนานสำหรับการเดินทางในอากาศ ยังสามารถพบเจอได้ในแอฟริกาโบราณ และในตะวันออกกลางอีกด้วย

จากบันทึกของ ‘เคบรา เนกัสท’ (The Kebra Nagast) ซึ่งเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของชาวเอธิโอเปีย ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึงศตวรรษที่ 2 แห่งราชินีชีบา (the queen of Sheba) ที่เคยกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงได้รับพรมของขวัญ ที่บินมาจากกษัตริย์โซโลมอนแห่งอิสราเอล (King Solomon of Israel) มาแล้ว

จึงถือได้ว่า The Kebra Nagast คือหนึ่งในตำราที่มีความสำคัญที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยชื่อของมันมีความหมายว่า หนังสือของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นหนังสือที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวเอธิโอเปีย

ในนั้นมีการอธิบายถึงกษัตริย์โซโลมอน ที่เขามีความสามารถในการขับเครื่องจักรบินได้บางประเภท และเป็นที่เข้าใจกันในปัจจุบันก็คือ ‘พรมบินได้’ นั่นเอง (flying carpet)

แต่คำถามก็คือ สิ่งที่พวกเขาหมายถึงจริงๆนั้นมันคือพรมบินอย่างนั้นหรือ หรือว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นในอีกความหมายอื่น ที่อธิบายได้ถึงเครื่องจักรบินบางชนิดกันแน่ 

ซึ่งอาจรวมไปถึงคำอธิบายในหนังสือ “ราชรถแห่งพระเจ้า” (Chariots of the Gods) โดย ‘อีริก วอน แดนิเคน’ (Erich von Daniken) ด้วย ที่เขาได้พูดถึงเรื่องราวของพรมวิเศษที่บินได้แห่ง Arabian Nights หนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะพูดถึงในเรื่องของทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ (Gods from space) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์ต่างดาว ซึ่งได้เดินทางมายังโลก และได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ยุคโบราณ โดยมีหลักฐานและเรื่องราวซุกซ่อนอยู่ในหลาย อารยธรรมโบราณ ทั้งอารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมมายา และอารยธรรมอินคา

มีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งโดยกษัตริย์ โซโลมอน ซึ่งพระองค์ทรงมียานพาหนะลอยได้ และทรงโบยบินไปยังพื้นที่ต่างๆในแถบตะวันออกกลาง หนึ่งในสถานที่เหล่านั้นก็คือ ภูเขาโซโลมอน (mountains of solomon) จะเป็นไปได้ไหมว่า ณ ที่แห่งนี้อาจเคยเป็นสนามบินหรือพื้นที่สำคัญไว้สำหรับเชื่อมโยงติดต่อกับวิมานะมาก่อน 

นิโคลัส โรก (Nicholas Rourke) นักสำรวจชาวรัสเซีย – อเมริกัน ผู้โด่งดัง จากการเดินทางไปทั่วเอเชียกลางและทิเบตในช่วงทศวรรษที่ 1920 เขาอ้างว่าชาวทิเบตมีประเพณีต้อนรับการมาเยือนกษัตริย์โซโลมอน ที่เดินทางมาพร้อมกับยานพาหนะบินได้ จากตำราศักดิ์สิทธิ์ The Kebra Nagast อธิบายว่ากษัตริย์โซโลมอนทรงใช้เรือบินลำนี้ในการท่องไปยังพื้นที่ต่างๆเพื่อสร้างแผนที่โลกขึ้นมา

เรื่องเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับแผนที่เก่าแก่อื่นๆที่เชื่อว่าอาจเป็นฝีมือจากผู้มาเยือนหรือไม่ หลังจากผ่านยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายมา ครั้งนั้นมันอาจจะดูไม่เหมือนกับทุกวันนี้ก็ได้ และนี้คงยากที่จะให้คำอธิบายได้จริงๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘แผนที่ปีรีรีส’ (Piri Reis map) ที่ถูกวาดลงบนหนังกวางมาแล้ว แต่น่าจะยังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘แผนที่ออรันเธียส ฟินเนียส’ (Orontius Finnaeus map) หรือ ‘แผนที่เมอร์เคเตอร์’ (Mercator maps) ที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของทวีปแอนตาร์กติกา ก่อนที่จะมีการค้นพบจริงๆในอีกหลายร้อยปีให้หลัง

หนึ่งในเรื่องราวที่มีการอ้างอิง และพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับเครื่องบินโบราณที่พบได้อย่างน่าประหลาดใจก็คือใน ‘พระคัมภีร์ไบเบิล’ (The Bible)

ในหนังสือของเอเสเคียล (the Book of Ezekiel) ผู้เผยพระวจนะได้บรรยายถึงราชรถบินได้ที่มีล้อ โดยภายในวงล้อจะถูกขับเคลื่อนโดยเหล่าเทพ แม้ว่านักประวัติศาสตร์คัมภีร์ไบเบิลได้ออกมาแนะนำว่า อันแท้จริงแล้ว เอเสเคียล นั้นพูดถึงในเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่เผชิญหน้ากับอิสราเอล หรือว่านี้อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเอเลี่ยนได้เคยลงมาสำรวจโลกของเรามาแล้ว และสิ่งนั้นคือเครื่องบินในยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือไม่? โดยในเรื่องราวของราชรถบัลลังก์ของเอเสเคียลนั้นอธิบายราวกับว่ายานพาหนะบินได้นี้ ดูไม่เหมือนอะไรกับสิ่งที่เราคิดว่าคือ “ทูตสวรรค์” เลย เช่นพลังงานที่เปล่งลงมาจากสวรรค์ หรือเสียงคำรามกึกก้องจากฟ้า สิ่งเหล่านี้ดูคล้ายกับผลลัพธ์ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของยานอวกาศมากกว่าหรือเปล่า?

เอเสเคียลเห็นบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนคุกเข่าลง โดยพระสิริของพระเจ้า (The Glory of God) นี้ เปล่งออกมาจากฉลองพระองค์ซึ่งดูคล้ายกับโลหะ

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ‘โจเซฟ บลัมริช’ (Joseph Blumrich) นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่า เคยออกมาพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของทฤษฎีเอเสเคียลว่าเป็นยานอวกาศมาแล้ว

หลังจากที่เขาทำงานให้กับนาซ่าในโครงการสำรวจดวงจันทร์ เขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ครั้งเมื่อได้อ่านเนื้อหาในส่วนแรกของหนังสือเอเสเคียล เขาใช้เวลาหลายเดือนในการค้นคว้า จน โจเซฟ บลัมริช ได้ข้อสรุปออกมาว่า เอเสเคียล คือยานอวกาศประเภทหนึ่ง! ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก หลังจากนั้นเขาก็ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่ายานอวกาศแห่งเอเสเคียล (The Spaceships of Ezekiel) ขึ้นมา เพื่อมาอธิบายถึงหลักการทำงานของยานอวกาศลำนี้

หลายปีต่อมา วิศวกรโครงสร้างชาวเยอรมันนามว่า ‘ฮันส์ เฮอร์เบิร์ต ไบเออร์’ (Hans Herbert Beier) ได้ร่างพิมพ์เขียว ตามสิ่งที่บอกเล่าในส่วนที่สองของหนังสือเอเสเคียล ในหนังสือกล่าวว่า มีวิหารแห่งหนึ่งที่มีสิ่งก่อสร้างทรงหลังคาเปิดโล่งอยู่ และเป็นสถานที่ตั้งของราชรถบินได้ 

นี่คือความบังเอิญอย่างนั้นหรือที่แบบจำลองยานอวกาศเอเสเคียลโดยวิศวกรนาซ่า จะสามารถมีขนาดได้ที่พอดิบพอดีกับแบบจำลองวิหารของ ฮันส์ เฮอร์เบิร์ต ไบเออร์ เช่นนี้ ทั้งๆที่พวกเขาทั้งสองยังไม่เคยได้รู้เกี่ยวกับงานของกันและกันเลย 

อย่างไรก็ตามความบังเอิญที่ลงตัวเหมือนดั่งจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนแบบจับต้องได้ มาช่วยยืนยันถึงความถูกต้องในงานออกแบบของทั้งสองนี้อยู่ดี ดังนั้นนี่จึงยังไม่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ เพราะยังอยู่ในขั้นของสันนิษฐานที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

แต่ถึงอย่างนั้นในสิ่งที่พระเจ้าทำมันก็ดูเหมือนจะบ่งบอกว่า ไม่จำเป็นจะต้องมียานพาหนะในการนำพาพระองค์ให้เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเลยก็ได้

แต่เป็นไปได้ไหมที่อะไรก็ตามที่ได้อธิบายเอาไว้อยู่ในพันธสัญญาเดิม (Old Testament) จะไม่ใช่พระเจ้า แต่มันคือเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตต่างดาวลึกลับ ที่บรรพบุรุษของเราได้ตีความผิดไปกลายเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นเทคโนโลยีอะไรบางสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ และนั่นอาจเป็นรากฐานของข้อมูลทั้งหมด ตามในสิ่งที่ ‘ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณ’ (the ancient astronaut theory) บรรยายไว้

อักขระโบราณได้ให้เบาะแสสำคัญที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาเรื่องราวในอดีตที่ขาดหายไป ในขณะที่หลักฐานทางกายภาพอย่างเช่นภาพวาดก็อาจให้ข้อมูลที่กระจ่างกับเราได้เช่นกัน แต่ในท้ายที่สุดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะสามารถพิสูจน์ได้ไหมว่า ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณนั้นคือความจริง, ความจริงที่ว่า อารยธรรมของโลกในยุคเก่าได้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านั้น และดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วย!

สถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่, เหมืองหิน รวมถึงเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่ใช้สำหรับขุด, ตัด และยกหินหนักๆ สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นหากไม่มีเครื่องมือไฮโดรลิคเหล่านี้ ก็คงจะเป็นการยากที่จะสร้างตึกระฟ้าเช่นนี้ได้

ขณะเดียวกัน หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน เราจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่จากน้ำมือของอารยธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ และวิหาร ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ก่อร่างขึ้นมาจากก้อนหินขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก รวมถึงการปรับมันอย่างเป็นระเบียบ ดังนั้นการเคลื่อนย้ายและการตัดหินเหล่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายหากขาดเครื่องมือที่เหมาะสม อีกทั้งหินแต่ละก้อนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 100 ตัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับความสามารถทางวิศวกรรมยุคใหม่

ในขณะที่เมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนได้ตัดก้อนหินแข็ง และเคลื่อนย้ายพวกมันไปไกลหลายไมล์ แถมไม่พอยังต้องยกก้อนหินพวกนี้ขึ้นมาวางซ้อนๆกันอีก คำถามก็คือ “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” 

พวกเขาสามารถตัดบล็อกหินได้ด้วยค้อน, สิ่ว และลวดทองแดง ตามคำอธิบายของนักโบราณคดีได้หรือไม่ เป็นไปได้หรือ? ที่พวกเขาได้เคลื่อนย้ายหรือยกก้อนหินหนักเหล่านี้ โดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงใดๆ หรือในอดีตอารยธรรมของเราอาจจะมีเทคโนโลยีก้าวหน้าอยู่จริง แต่ได้สูญเสียวิทยาศาสตร์นั้นไปอย่างลึกลับ

ที่กิซา (Giza), ไม่ได้มีแต่เพียงพีระมิดเท่านั้น โดยสิ่งที่เชื่อมโยงกับพีระมิดนักประวัติศาสตร์อียิปต์ (Egyptology) เรียกมันว่า ‘หุบเขาแห่งวิหาร’ (valley temples) เราไม่จำเป็นต้องใช้วิศวกรจรวดเพื่อไปวิเคราะห์ยังสถานที่แห่งนั้นก็ได้ เพราะเมื่อมองจากสายตาของเราแล้ว มันดูมีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นสำหรับที่นี่

หากเราได้ศึกษาโครงสร้างของพีระมิดก็จะทราบว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากบล็อกหินที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2-3 ตัน ในขณะที่วิหารเหล่านี้หากเทียบกับพีระมิดแล้ว มันถูกสร้างขึ้นมาจากบล็อกหินเดียวกันแต่มีน้ำหนักมากกว่าถึง 100 ตัน ซึ่งถือเป็นมวลที่หนักมาก หรือเทียบเท่าได้กับรถยนต์บ้านกว่า 100 คัน ที่ถูกบีบอัดเข้ามารวมไว้ด้วยกันอยู่ในปริมาตรของก้อนหินเพียง 1 ก้อน สรุปก็คือมันฟังดูแล้วไม่เข้าท่าเลย 

ไม่มีเหตุผลที่พวกมันจะถูกสร้างขึ้นมาจากหินแกรนิตบล็อกขนาดเท่ารถบรรทุก อันดับแรก มันเป็นไปไม่ได้ที่จู่ๆหินพวกนี้มันจะขยับแล้วเข้ามารวมตัวกัน อีกอย่างคือ ทำไมจะต้องใช้หินบล็อกที่มีน้ำหนัก 100 ตันด้วย

แต่ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมัน มันคงจะเป็นเทคโนโลยีที่มีความสลับซับซ้อนมาก และถ้าคุณได้ไปดูงานในเหมืองหินในทุกวันนี้ก็จะเห็นว่า พวกเขาจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เพื่อที่จะทำการยกหินหรือตัดหินพวกนั้น

สำหรับผู้ที่ติดตามทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวโบราณเชื่อว่า นี่ไม่ได้เป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว แต่นี่คือเทคโนโลยีก้าวหน้า ที่พวกเขาได้มอบไว้ให้แก่บรรพบุรุษเรา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆก็ตาม

คริส ดันน์ (Chris Dunn) วิศวกรรมผู้เชี่ยวชาญ ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการค้นคว้าเครื่องมือ เพื่อหาว่าชาวอียิปต์โบราณนั้นได้ใช้แบบไหน โดยปกติแล้วเราถูกสอนโดยนักโบราณคดีว่า ชาวอียิปต์โบราณนั้นใช้เพียงแค่เครื่องมือง่ายๆในการสร้างวิหารหรือพีระมิด บ้างก็ว่าพวกเขาได้ใช้ก้อนหินทรงกลม, ท่อทองแดง, สิ่วทองแดง และทราย เพื่อตอกและเจาะรูหินแกรนิต และหินไดโอไรต์ ซึ่งหินพวกนี้เป็นหินที่มีความแข็งมาก แต่วิศวกร คริส ดันน์ กลับไม่เชื่อเช่นนั้น หลังจากใช้เวลามาหลายปีในการวิจัย จากข้อมูลก็ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่เครื่องมืออย่างง่ายพวกนั้นแน่ๆ

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด