มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 5: เทคโนโลยีเอเลี่ยน & หลุมเจาะปริศนาอียิปต์ & การหลอมละลายหิน แทนการตัดหิน

มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 5: เทคโนโลยีเอเลี่ยน & หลุมเจาะปริศนาอียิปต์ & การหลอมละลายหิน แทนการตัดหิน

Dark matter - สสารมืด คืออะไร
Dark matter – สสารมืด คืออะไร ?
สิงหาคม 14, 2020
Betelgeuse: ดาวบีเทลจุสคืออะไร? | นาซ่าเผยความลับที่แสงดาวหายไป | สัญญาณระเบิดของซูเปอร์โนวา?
Betelgeuse: ดาวบีเทลจุสคืออะไร? | นาซ่าเผยความลับที่แสงดาวหายไป | สัญญาณระเบิดของซูเปอร์โนวา?
สิงหาคม 17, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 5: เทคโนโลยีเอเลี่ยน & หลุมเจาะปริศนาอียิปต์ & การหลอมละลายหิน แทนการตัดหิน

พูมาพันกู (Puma Punku) คือวิหารสลับซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาในโบลิเวีย นักโบราณคดีกระแสหลักได้ประเมินเอาไว้ว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่สมัยก่อนไม่มีภาษาเขียนหรือแม้แต่ล้อเลื่อนเลย อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ได้สร้างสิ่งที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกขึ้นมาได้

นักทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวโบราณมองว่า Puma Punku นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่อธิบายถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากมนุษย์ต่างดาว

ซากหลักฐานทางโบราณคดีของ Puma Punku นั้นอยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมมาก ที่น่าสนใจก็คือ เราจะพบเห็นการเรียงตัวของก้อนหินแต่ละก้อนอย่างสมบูรณ์แบบไม่มากนัก แต่ที่นี่คุณจะได้รับประสบการณ์ที่สุดยอดของการรับชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ คุณจะพบว่าก้อนหินพวกนี้ไม่ธรรมดา พวกมันถูกออกแบบขึ้นมาตามหลักคณิตศาสตร์เหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่เราได้ใช้กันในทุกวันนี้

ซึ่งในอดีตสถานที่แห่งนี้อาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์บางสิ่ง เช่นเดียวกับที่เราสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้งานเฉพาะด้าน 

เป็นไปได้หรือไม่ ที่ Puma Punku ในพื้นที่ราบสูงของโบลิเวีย จะเป็นอะไรที่มากกว่าแค่บล็อกหินธรรมดาๆ เพราะแต่ละก้อนหินเหล่านี้ถูกตัด และปรับแต่งอย่างปราณีมาเป็นเวลานานกว่า 5,000 ปี!

จะบอกได้ว่ามันแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก้อนหินเหล่านี้มันถูกตัดได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ ซึ่งบางก้อนมีรอยบากบางส่วนด้วย มันคือการปรับแต่งภายในที่ยากที่จะทำได้จริงๆ ในความหมายก็คือมันยากมากๆที่เราจะมีเครื่องมืออะไรมาเลียนแบบงานสร้างที่มีความแม่นยำเช่นนี้

ในความหมายก็คือมันแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นไปแล้ว เพราะเราได้เห็นงานตัดที่เฉียบขาดมาก และสร้างความประทับใจทุกครั้งให้แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน

สำหรับปฏิมากรแล้วนี่ถือเป็นงานนรกเลยทีเดียว ใกล้เคียงสุดถ้าเราจะทำอะไรเช่นนั้นในทุกวันนี้ ปัจจุบันเรามีเครื่องมือแกะสลักที่เรียกว่า เครื่อง CNC ที่หัวเข็มนั้นสร้างขึ้นมาจากเพชร ก่อนเริ่มเดินเครื่อง ช่างจะทำการออกแบบชิ้นงานล่วงหน้าอยู่ภายในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก่อน หลังจากนั้นเมื่อคุณได้แม่แบบแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะทำการสั่งการไปยังเครื่อง CNC ให้ออกแบบชิ้นงานได้ตามที่วางไว้ แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ไม่มีทางไหนที่คุณจะสามารถมองเห็นได้ถึงความสมบูรณ์แบบใดๆ 

มันเหมือนกับว่า ถ้าคุณไปอยู่ที่นั่น แล้วคุณได้ใช้นิ้วกดไปที่ขอบของวัตถุเหล่านั้น เพียงแค่คุณออกแรงกดที่ปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย มันก็สามารถบาดนิ้วคุณได้ และนี่คือความเฉียบคมของขอบของหินจาก Puma Punku

แต่คนสมัยโบราณสามารถพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมาจากที่ไหน หรือแท้จริงแล้วเป็นไปได้ไหมที่สติทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกเป็นผู้มอบวิธีการหรือเครื่องมือใดๆไว้ใช้สำหรับการก่อสร้างสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามคงเป็นการยากจริงๆที่พวกเขาจะสามารถตัดหินแข็งเหล่านี้ได้โดยปราศจากองค์ความรู้ก้าวหน้า

ในอีกทางหนึ่งเราอาจจะสามารถมองเห็นรูปแบบการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกันในปัจจุบันได้ เช่นในงานของ ‘แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์’ (Frank Lloyd Wright) ที่ชื่อ textile block system ที่เขาได้ใช้วิธีนี้ในการสร้างบ้านของตน ในแคลิฟอร์เนียของช่วงต้นทศวรรษที่ 1920

สิ่งที่เขาทำในตอนนั้นก็คือ เขาได้นำคอนกรีตไปเทลงในแม่พิมพ์นั่นเอง ผลที่ได้ออกมาก็คือบล็อกหินของเขานั้นดูมีความสมบูรณ์แบบมากและเหมือนกันในทุกๆบล็อก

ในทางกลับกันหากเราลองมาอ้างอิงในงานก่อสร้างด้วยวิธีนี้ กับงานสร้างของตำนานชาวอินคาโบราณ จะเป็นไปได้ไหมว่าในสมัยนั้นเขาจะมีวิธีทำให้เนื้อหินสามารถอ่อนนุ่มได้!

ยกตัวอย่างเช่นที่กำแพงหินป้อมปราการยักษ์ ‘แซคไซวามาน’ (Sacsayhuaman) เราจะพบว่า ก้อนหินขนาดมหึมาที่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงเหล่านี้ มันดูเหมือนราวกับว่าหินพวกนี้ได้ถูกหลอมเหลวเทลงใส่ภาชนะ แล้วรอให้หินได้เกิดการแข็งตัวอีกครั้ง

และห่างไกลออกไปทางตอนเหนือประมาณ 100 ไมล์ (160 กิโลเมตร) ของ Puma Punku ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ‘มาชูปิกชู’ (Machu Picchu) หรือนิยมเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองสาบสูญแห่งอินคา สถานที่แห่งนี้เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูง 2,430 เมตร ในประเทศเปรู สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวอินคาในช่วงกลางยุคศตวรรษที่ 15 หินเหล่านี้ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีกว่าจะมีการค้นพบอีกครั้ง ซึ่งคล้ายกันกับ Puma Punku ที่มาชูปิกชู ก็ดูเหมือนจะมีสัญญาณของงานก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูงอยู่ และอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในลักษณะของการหลอมหินลงบนแม่พิมพ์

งานก่อสร้างเหล่านี้ดูเหมือนจะมีการเตรียมการมาอย่างดี และมีกระบวนการตั้งแต่ต้นยันจบ พวกเขาไม่ได้เพียงแต่ขุดหินแล้วตัดสินใจว่า “แล้วพวกเราจะเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร” นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกได้คิดกระบวนการสร้างเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นยันจบ ว่าจะต้องใช้เทคนิคไหน หรือเทคโนโลยีแบบไหน ดังนั้นแล้วงานก่อสร้างที่ดูเหมือนจะมีความเป็นไปไม่ได้เหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสำหรับพวกเขา

ในเชิงอุตสาหกรรมทุกวันนี้มีสุภาษิตหนึ่งที่ใช้อธิบายถึงความง่ายดายนี่ว่า “Keep it simple, stupid” โดยเขียนเป็นตัวย่อว่า KISS ซึ่งเป็นหลักการณ์ที่นิยมกล่าวถึงในขั้นตอนการออกแบบ และการวางแผนเพื่อเตือนให้หลีกเลี่ยงความซับซ้อนของงานที่ทำอยู่ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นในระยะต่างๆ

จากประสบการณ์ทำงานของ ‘ไมค์ ดันน์’ (Mike Dunn) เชื่อว่า วิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการสร้างกำแพงหินอันยิ่งใหญ่แห่งมาชูปิกชูนั้น คนโบราณจะต้องค่อยๆเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดเล็กๆขึ้นไปบนยอดเขาก่อน หลังจากนั้นเขาก็จะจะทำการหลอมละลายมัน โดยใช้แม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดรูปร่างและขนาดที่แน่นอน และนี่คือวิธีการแก้ไขปัญหาสุดหินสำหรับงานสร้างกำแพงนี้

อันดับแรก คุณจะต้องมองหาขนาดของหินที่คุณต้องการ แล้วมีรูปร่างที่เหมือนกันในแต่ละก้อน ดังนั้นคุณสามารถรับประกันได้เลยว่า พวกมันจะสามารถ ตัด หรือจัดเรียงเพื่อลำเลียงหินออกมาได้

หลังจากนั้นพวกเขาทำการละลายหินพวกนี้ แล้วเทมันลงไปยังพื้นที่ที่พวกเขาได้จัดเตรียมเอาไว้ แต่ก่อนอื่นพวกเขาจำเป็นต้องสร้างความร้อนที่สูงพอจะละลายเห็นพวกนี้ด้วย

โดยอุณหภูมิหลอมเหลวของหินแกรนิตแห้งที่ความดันบรรยากาศนั้นก็คือประมาณ 1,215–1,260 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงสุดๆ แล้วเมื่อเราได้มองย้อนกลับไปในสมัยก่อน จะเป็นไปได้หรือที่คนโบราณจะสามารถสร้างความร้อนได้สูงในระดับพันองศาเซลเซียส และให้มันคงอยู่เช่นนั้นให้เป็นเวลานานพอสำหรับการหลอมละลายหินที่มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล พวกเขาได้ใช้เชื้อเพลิงแบบไหน แน่นอนว่าคงต้องใช้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียวเลยล่ะ หากพวกเขาจะทำมันจริงๆ เช่นหากพวกเขาได้ใช้แหล่งเชื้อเพลิงเป็นไม้ แน่นอนว่าต้นไม้ทั้งหมดบนภูเขาก็จะต้องถูกตัด และนำมาป้อนพลังงานให้แก่เตาหลอมละลายเป็นต้น

แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในเรื่องของทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวโบราณต่างก็ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่เอเลี่ยนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานสร้างกำแพงหินเหล่านี้ ดังนั้นจึงมีข้อสรุปอยู่ 2 อย่างคือ พระเจ้าเป็นคนสร้างกำแพงหิน ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ หรือไม่ก็นี่อาจจะเป็นผลลัพธ์ของเทคโนโลยีขั้นสูงของอารยธรรมจากดาวดวงอื่น ที่ได้เดินทางมายังโลกและแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้งาน โดยพวกเขาได้มอบวัสดุและเครื่องมือให้ก่อนจะเดินทางกลับ หรือพูดง่ายๆก็คือเบื้องหลังงานสร้างกำแพงหินหรือวิหารหินต่างๆนี้ เกิดขึ้นมาจากฝีมือของบรรพบุรุษเรา แต่เครื่องมือที่พวกเขาได้ใช้นั้นเป็นเป็นเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว หรือจะสรุปให้สั้นลงกว่านี้อีกก็จะได้ว่า มนุษย์เป็นคนสร้างด้วยเทคโนโลยีต่างดาว!

แต่ถ้าหากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงจากดาวเคราะห์ดวงอื่นเป็นคนมอบเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ไว้ให้แก่มนุษย์โลก อุปกรณ์พวกนั้นมันก็ควรจะหลงเหลืออยู่มาจนถึงยุคปัจจุบันสักชิ้นไหม? หรือวิธีการสร้างอาณาจักรหินสุดยิ่งใหญ่อย่างเช่น Puma Punku หรือ พีระมิดอียิปต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา

ปัญหาคือเครื่องมือเหล่านั้นที่ใช้สร้างมันคืออะไร? และพวกมันไปอยู่ที่ไหน? รวมถึงเบาะแสที่น่าจะนำไปสู่การสร้างงานหินขนาดใหญ่พวกนี้ก็ด้วย

จากการศึกษาพบว่า โครงสร้างหินโบราณลึกลับส่วนใหญ่ ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาที่คนในสมัยนั้นยังไม่รู้จักเหล็ก หรือแม้แต่ทองแดงเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเครื่องมือที่มีอยู่ ที่แข็งแรงพอจะใช่ทุบหินแข็งด้วยกันก็คือ ค้อนหินธรรมดา อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้แข็งเท่ากับหินบะซอลต์หรือหินแกรนิตอยู่ดี

ดังนั้นแม้จะรู้วิธีสร้าง แต่ถ้าเครื่องมือยังไม่แข็งแรงพอมันก็ลำบากอยู่ดีที่จะสร้างสิ่งใดๆขึ้นมา โดยสรุปก็คือเครื่องมือ และเครื่องจักร ก็ควรมีระดับที่ทัดเทียมกันกับงานที่คุณกำลังก่อสร้าง หรือมีระดับที่ไม่ห่างกันเกินไป แต่สำหรับผู้คนสมัยก่อนพวกเขาสามารถมีเทคโนโลยีก้าวหน้าได้อย่างไร หากไม่ได้รับการสนับสนุนมาจากเอเลี่ยน อธิบายโดย ‘ไมค์ ดันน์’ (Mike Dunn) ผู้มากประสบการณ์ในธุรกิจงานหินมานานกว่า 40 ปี

อย่างที่ทราบกัน คำถามส่วนใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ แล้วเครื่องไม้เครื่องมือสรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณนั้นหายไปไหนหมด?

ในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 19 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ‘เซอร์ ฟลินเดอรส์ เพตรี’ (Sir Flinders Petrie (มีชีวิตอยู่ระหว่าง 3 มิถุนายน 1853 – 28 กรกฎาคม 1942)) ได้ออกเดินทางสำรวจไปทั่วอียิปต์ เขาไม่ได้มุ่งแต่จะมองหาเครื่องมือขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เขายังมองหาในสิ่งที่เล็กที่สุดด้วย

หลังจากนั้น เขาก็รู้สึกทึ่งกับความสำเร็จทางด้านเทคนิคของชาวอียิปต์ที่ได้สร้างทิ้งเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานสร้างของชาวอียิปต์ในยุคเริ่มต้น

สิ่งที่เขาทำคือ เขาจะพยายามมองหาวิธีการต่างๆที่ชาวอียิปต์โบราณได้สร้าง ว่าพวกเขาพัฒนามันขึ้นมา จนกลายเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพได้อย่างไร จากอุปกรณ์พื้นฐานที่มีให้เลือกอยู่อย่างน้อยนิดในยุคนั้น 

ปกติเราจะได้รับการสอนมาว่า ชาวอียิปต์นั้นมีเพียงแต่เครื่องมือง่ายๆ แต่ว่าสิ่งที่ Petrie นำเสนอนั้น ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกันมากกับหลักฐานที่ปรากฎ 

นี่คือตัวอย่างของหลุมเจาะ (drill hole) คุณสามารถมองเห็นการปรับแต่งลายเส้นที่ละเอียดอ่อนอยู่บนเนื้อหิน ซึ่งโดยรวมแล้ว ดูเป็นหลุมที่มีความสมบูรณ์แบบมาก ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของรูจะค่อยๆมีความเรียวลดลงไป นี่สามารถเป็นหลักฐานบ่งบอกได้ไหมว่าคือเทคโนโลยีก้าวหน้าที่พวกเขาได้ใช้

ถัดไปคือชิ้นส่วนของชามไดออไรต์ (diorite bowl) มันคือหนึ่งในประเภทหินที่มีความแข็งแกร่งมาก แล้วเมื่อคุณได้มองดูสิ่งนี้ตามชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะพบเห็นถึงเครื่องหมายกลึง (a lathe mark) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ที่พวกเขาสามารถสร้างเครื่องหมายของตนลงบนพื้นผิววัสดุที่มีความแข็งอย่างมากเช่นนี้ได้

อย่างไรก็ตามท่ามกลางบรรดาเครื่องมือทั้งหมดที่ถูกค้นพบโดย Petrie ก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่มีความโดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใด

ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ในมหาพีระมิด (Great Pyramid) Petrie บังเอิญเดินสะดุดเข้ากับงานขุดเจาะรูปทรงท่อบนหินแกรนิต ซึ่งคาดว่านี่คงจะเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับงานสร้างของชาวอียิปต์

สิ่งที่ Petrie ค้นพบในกิซ่านั้นมันน่าสนใจมาก เพราะมันคือหินแข็งที่ถูกคว้านออกมาได้อย่างมีความแม่นยำ แล้วเมื่อคุณได้ลองซูมเข้าดูมันไปใกล้ๆ ก็จะพบเห็นแนวเส้นที่มีความละเอียดและแม่นยำ ซึ่งแต่ละเส้นนั้นอยู่ห่างกันเพียงในระดับมิลลิเมตรเท่านั้น!

และเมื่อมองให้ห่างออกไปอีกหน่อย เราก็จะพบว่านี่คือรูปแบบของการหมุนควง! อย่างเป็นระเบียบ สิ่งนี้ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เขานำเรื่องนี้เก็บไปคิดแล้วคิดอีก จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังไม่อาจไขปริศนานี้ได้

จะเป็นไปได้ไหมว่าในอดีตนั้นชาวอียิปต์สามารถเข้าถึง แหล่งอัญมณีที่มีความแข็งแกร่งที่สุดอย่างเพชรได้

อย่างไรก็ดีตลอดการสำรวจอียิปต์แม้ว่า ‘เซอร์ ฟลินเดอรส์ เพตรี’ (Sir Flinders Petrie) จะค้นพบลายเส้นขุดเจาะอยู่หลายชิ้น แต่เขายังไม่เคยค้นพบการปรากฏตัวของเพชรใดๆเลย!

แล้วถ้าหากมันมีอยู่จริง เพชรเหล่านี้มันหายไปไหนหมด? มันไปอยู่ที่ไหน? แน่นอนว่าเรื่องนี้เราก็ยังไม่อาจรู้ได้ 

ถ้าชาวอียิปต์โบราณไม่ได้มีเครื่องมือเพชรมาไว้ใช้สำหรับงานสร้าง แล้วพวกเขาสามารถตัดหรือเจาะหินแกรนิตพวกนี้ได้อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่ Petrie ค้นพบโดยบังเอิญนั้น คือหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ของผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าจากมนุษย์ต่างดาว

Chris Dunn ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลได้เคยลองพยายามตอบคำถามนี้ โดยเขาได้สร้างสว่านหินแกรนิตขึ้นมา เพื่อเลียนแบบเครื่องมือและเทคนิคที่ชาวอียิปต์โบราณได้ใช้ 

การทดสอบนี้อาจแสดงให้เห็นว่าชาวอียิปต์สามารถเจาะหินแกรนิตได้จริงๆหรือไม่ เขานำท่อที่จัดเตรียมขึ้นมาและปรับแต่งข้อเหวี่ยงโดยใช้ส่วนผสมของทรายและซิลิคอนคาร์ไบด์ (silicon carbide) จากความพยายามทำอยู่หลายชั่วโมงในการกลึงและเจาะเข้าไปในหินแกรนิตชิ้นนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ได้ระดับความลึกที่มากพอจะสามารถดึงแกนกลางของมันออกมาได้

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด