มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 6: ตำนานโมเสส & เครื่องแมนนา (Manna Machine) & ไขปริศนารูบนหินแกรนิต
Betelgeuse: ดาวบีเทลจุสคืออะไร? | นาซ่าเผยความลับที่แสงดาวหายไป | สัญญาณระเบิดของซูเปอร์โนวา?
Betelgeuse: ดาวบีเทลจุสคืออะไร? | นาซ่าเผยความลับที่แสงดาวหายไป | สัญญาณระเบิดของซูเปอร์โนวา?
สิงหาคม 17, 2020
ดาวเคราะห์น้อย 2020 QG บินเฉียดเข้าใกล้โลกมากที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก! ในระยะเพียง 2,950 กิโลเมตร
ระทึก! ดาวเคราะห์น้อย 2020 QG บินเฉียดเข้าใกล้โลกมากที่สุด นับตั้งแต่มีการบันทึก! ในระยะเพียง 2,950 กิโลเมตร
สิงหาคม 19, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 6: ตำนานโมเสส & เครื่องแมนนา (Manna Machine) & ไขปริศนารูบนหินแกรนิต

A Manna Machine model. The original is on the book covers

จะเป็นไปได้ไหมว่าในอดีตนั้นชาวอียิปต์สามารถเข้าถึง แหล่งอัญมณีที่มีความแข็งแกร่งที่สุดอย่างเพชรได้ อย่างไรก็ดีตลอดการสำรวจอียิปต์แม้ว่า ‘เซอร์ ฟลินเดอรส์ เพตรี’ (Sir Flinders Petrie) จะค้นพบลายเส้นขุดเจาะอยู่หลายชิ้น แต่เขายังไม่เคยค้นพบการปรากฏตัวของเพชรใดๆเลย! แล้วถ้าหากมันมีอยู่จริง เพชรเหล่านี้มันหายไปไหนหมด? มันไปอยู่ที่ไหน? แน่นอนว่าเรื่องนี้เราก็ยังไม่อาจรู้ได้ ถ้าชาวอียิปต์โบราณไม่ได้มีเครื่องมือเพชรมาไว้ใช้สำหรับงานสร้าง แล้วพวกเขาสามารถตัดหรือเจาะหินแกรนิตพวกนี้ได้อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่ Petrie ค้นพบโดยบังเอิญนั้น คือหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ของผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าจากมนุษย์ต่างดาว

Chris Dunn ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลได้เคยลองพยายามตอบคำถามนี้ โดยเขาได้สร้างสว่านเจาะหินแกรนิตขึ้นมา เพื่อเลียนแบบเครื่องมือและเทคนิคที่ชาวอียิปต์โบราณได้ใช้ 

การทดสอบนี้อาจแสดงให้เห็นว่าชาวอียิปต์สามารถเจาะหินแกรนิตได้จริงๆหรือไม่ เขานำท่อที่จัดเตรียมขึ้นมาและปรับแต่งข้อเหวี่ยงโดยใช้ส่วนผสมของทรายและซิลิคอนคาร์ไบด์ (silicon carbide) จากความพยายามทำอยู่หลายชั่วโมงในการกลึงและเจาะเข้าไปในหินแกรนิตชิ้นนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ได้ระดับความลึกที่มากพอจะสามารถดึงแกนกลางของมันออกมาได้

แต่เหตุผลของการทดลองในครั้งนี้นั้นไม่ได้เพื่อมองดูแต่สภาพพื้นผิวโดยรวมเท่านั้น แต่พวกเขาจะเน้นศึกษาไปยังแกนกลางของการขุดเจาะในครั้งนี้

โดยขั้นต่อไปคือ ทีมงานจะใช้กล้องจุลทรรศน์ทรงประสิทธิภาพสูง (industrial microscope) เพื่อส่องวิเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างแกนขุดที่สร้างขึ้น กับ แกนขุดต้นฉบับที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ Petrie

เมื่อพวกเขาใช้กล้องส่องไปยังแกนขุดที่พวกเขาได้ขุดมันด้วยท่อทองแดงและทราย พวกเขาก็ได้เห็นพื้นผิวรอยต่อรอบๆแกนกลางที่ไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่ หรือก็คือมันไม่ค่อยมีความละเอียด นี่แสดงให้เห็นว่ามันไม่มีอะไรโดดเด่นเลยในแง่ของการใช้เครื่องมือขุดเจาะที่สร้างขึ้นมาจากทรายและทองแดง

ทีนี้เมื่อพวกเขาได้ลองหยิบนำชิ้นงานต้นฉบับขึ้นมาส่องดูบ้าง พวกเขาก็ได้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับชิ้นงานที่สร้างขึ้น เพราะการขุดเจาะต้นฉบับจากฝีมือของชาวอียิปต์โบราณนั้น มันดูมีความละเอียดที่เห็นได้อย่างชัดเจน และทำได้ค่อนข้างลึกกว่ามากด้วย ทำให้พวกเขาคิดว่าสิ่งที่จะคว้านหินแกรนิตให้ได้มีความแม่นยำขนาดนี้ มันจะต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์อะไรบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานเฉพาะด้าน

Chris Dunn ทึ่งกับสิ่งที่เขาค้นพบนี้จริงๆ อย่างที่คุณจะได้เห็น ที่พื้นผิวของแกนขุดนั้น จะมีความละเอียดมากถึง 2 ในส่วน 10,000 นิ้ว ซึ่งมีความหนาน้อยกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 10 เท่า เขาบอกว่าเขารู้สึกประหลาดใจทุกครั้งเมื่อได้เข้าไปยังวิหารเซราเพียม (Serapeum) และได้วางเครื่องมือวัดลงบนพื้นผิวเหล่านี้ เพราะสิ่งก่อสร้างที่ชาวอียิปต์โบราณนั้นได้สร้างขึ้นพวกเขาใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน

และเขาสามารถสรุปได้ถึงความละเอียดของงานหินโบราณเหล่านี้ออกมาได้ว่า มันมีความละเอียดอยู่ในระดับ 2 ใน 1,000 นิ้ว ดังนั้นงานสร้างทั้งหมดจะถูกเตรียมการและออกแบบกันอย่างมีแบบแผนมากๆ อีกทั้งเมื่อเขาได้เห็นหลักฐานงานแกะสลักบนหินแกรนิต เขาบอกว่าสิ่งนี้อาจถูกทำขึ้นมาจากเศษควอตซ์ ซึ่งเป็นแร่ที่พบได้มากที่สุดในโลก เขาเชื่อว่าชาวอียิปต์โบราณได้ใช้มันในการขัดเกลาหินให้ออกมาเกลี้ยงเกลาได้ดั่งใจนึก แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเราจะต้องใช้ความอดทนในการทำงานเป็นอย่างมาก เขาหมายถึงว่าต้องมีใครบางคนยอมเสียสละเวลาทั้งชีวิตเพื่อมาทำงานขัดหินอะไรเช่นนี้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราก็อาจจะได้เห็นอยู่ แต่ได้พัฒนากลายมาเป็นอาชีพที่เรียกว่า stonecutter หรือช่างตัดหิน และพวกเขาคงไม่อยากทำงานอะไรที่เปล่าประโยชน์ไปตลอดชีวิตหากไม่ได้รับสิ่งตอบแทน

แต่งานตัดหินของชาวอียิปต์โบราณก็ยังคงเป็นอนุสรณ์แห่งความลึกลับที่ถูกซ่อนเอาไว้อยู่ในตะวันออกกลาง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมได้ตรวจสอบเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการอพยพของชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ กล่าวคือพวกเขาอยู่รอดมาได้อย่างไรนานถึง 40 ปี ท่ามกลางทะเลทราย? พวกเขาไม่ได้สร้างเครื่องจักรอะไรเอาไว้ใช้พยุงชีพเลยหรือ หรือไม่ก็เป็นสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออะไรสักอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงอยู่รอดมาได้ 

ในคัมภีร์ฮีบรู (Hebrew Bible) หนังสืออพยพ (the Book of Exodus) อธิบายว่า ในช่วงศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล ชาวยิวได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากในฐานะของการเป็นทาสขณะอยู่ในอียิปต์ และฟาโรห์ผู้ปกครอง ณ ขณะนั้น เริ่มหวั่นเกรงต่อผู้คนหัวรุนแรงที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นมาในแต่ละวัน ดังนั้นพระองค์จึงได้มีคำสั่งให้สังหาร ยิวเกิดใหม่ (first-born Jews) ที่อาศัยอยู่ในอียิปต์ทุกคน ถึงอย่างนั้นก็มีเด็กผู้หนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น โดยมาดาได้นำทารกของเธอใส่ลงตะกร้าใบเล็ก แล้วปล่อยให้เขาล่องลอยไปตามแม่น้ำไนล์แล้วแต่ตามชะตาลิขิต

แต่เด็กคนนี้ดวงแข็งมากเขามีชีวิตอยู่รอดไปถึงฝั่ง และได้พบกับครอบครัวของฟาโรห์ ก่อนที่ตั้งชื่อให้ว่า โมเสส และเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีมานับตั้งแต่วันนั้น 

เมื่อโมเสสโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเขา และได้ร้องขอให้ฟาโรห์ได้ปลดปล่อยชาวยิวไปเสีย แต่ฟาโรห์ทรงปฏิเสธ ทำให้ไม่มีทางเลือก โมเสสจึงได้ช่วยเหลือชาวยิวให้อพยพออกไปจากอียิปต์ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า โมเสสและผู้คนเขาได้ข้ามทะเลแดง (Red Sea) และเดินทางต่อไปยังทะเลทรายไซนาย (Sinai Desert)

ตามที่ได้กล่าวไว้ในตำราโบราณ พระเจ้า (God ) ทรงโกรธดั่งเพลิงกาล เมื่อได้เห็นชาวยิวนมัสการรูปเคารพแทนที่จะระลึกถึงพระองค์ (Idolatry in Judaism) พระองค์จึงลงโทษให้พวกเขาเดินทางข้ามผ่านทะเลทรายอยู่เป็นเวลานานถึง 40 ปี ก่อนที่จะยอมให้พวกเขาได้เข้ามาสู่อิสราเอล

ซึ่งระหว่างนี้ ในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่าชาวอิสราเอลอยู่รอดได้จากการกินอาหารจากแหล่งที่เรียกว่า แมนนา (Manna)

แต่อะไรคือ Manna จากคำอธิบายเบื้องต้น พระเจ้าได้จัดเตรียมอาหารเอาไว้ให้อย่างมากมาย มันเป็นอย่างที่เชื่ออย่างนั้นหรือ? แม้ว่าในคัมภีร์ไบเบิลจะอธิบายว่าชาวยิวจะสามารถเดินทางจากอียิปต์ไปยังดินแดนพันธสัญญา (Promised Land) ได้อย่างไร แต่ปัญหาคือพวกเขาจะต้องข้ามทะเลทรายไซนาย (Sinai Desert) นี่แหละ ที่ยังคงเป็นข้อสงสัย

มันคงหลีกเลี่ยงได้ยากที่ชาวอิสราเอลจำนวนมากจากอียิปต์ จะสามารถยังชีพได้ด้วยเสบียงอันน้อยนิด แต่จู่ๆพระเจ้าก็ได้เข้ามาช่วยเหลือยังจุดนี้ และได้ส่ง Manna ลงมาจากสวรรค์ให้กับพวกเขา ซึ่งมันดูคล้ายกับเป็นเมล็ดแห่งฝนที่โปรยลงมาบนทะเลทราย ก่อนที่พวกเขาจะทำการรวบรวมมันไว้ในวันถัดไป โดยพวกเขาจะให้อาหารแก่ชาวอิสราเอลทุกวัน โดยเฉพาะวันศุกร์ที่พวกเขาจะต้องเก็บรวบรวม Manna และแบ่งอาหารเป็น 2 ส่วน เนื่องจากในวันเสาร์นั้น Manna จะไม่ร่วงหล่น

ในขณะที่คัมภีร์ฮีบรู (Hebrew Bible) ดูเหมือนจะล้มเหลวในการที่จะให้คำอธิบายที่กระจ่าง ที่เกี่ยวข้องกับ Manna 

อีกข้อความหนึ่งของชาวยิวโบราณได้ให้เบาะแสไว้อยู่ในหนังสือที่ชื่อ ‘โซฮา’ (The Zohar) ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รวบรวมข้อคิดทางจิตวิญญาณ และการตีความของชุดคัมภีร์ โทราห์ (Torah) ที่ว่ากันว่าคือศูนย์กลางของความเชื่อคับบาลาห์ (Kabbalah) ลึกลับ ที่ถูกเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 13

The Zohar อธิบายสิ่งที่เรียกว่า Ancient of Days คือการมอบ Manna แต่จริงๆแล้วนี่คือ Ancient of Days อย่างนั้นเหรอ หรือไม่ได้หมายถึงบุคคล, พระเจ้า หรือสิ่งอื่นกันแน่

จากข้อความดูเหมือนจะมีการกล่าวถึงความแตกต่างของขนาดหัว รวมถึงใบหน้าที่ถูกเชื่อมต่อเข้ากับท่อ รวมถึงแหล่งแสงต่างๆที่เกิดขึ้น

นักศาสนศาสตร์แนะว่านี่คือคำอธิบายของพระเจ้า อย่างไรก็ตามจากมุมมองสมัยใหม่ ที่ถูกอธิบายเอาไว้อยู่ในหนังสือ Zohar ได้บอกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าเป็น แต่มันคือรูปแบบของเครื่องจักรชนิดหนึ่ง!

และจากข้อมูลนี้วิศวกรไฟฟ้า 2 คน ‘จอร์จ แซสซูน’ (George Sassoon) และ ‘รอดนี่ เดล’ (Rodney Dale) จะใช้คำอธิบายทางกายวิภาคของ Ancient of Days เพื่อมาออกแบบในสิ่งที่เขาเรียกว่า เครื่องจักรแมนนา (Manna Machine)

และนี่คือคีย์สำคัญของเครื่องจักรแมนนา ที่พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาจากข้อความบรรยายในหนังสือ ยกตัวอย่างเช่นปาก ซึ่งอันที่จริงมันคือท่อระบายอากาศ ในขณะที่คำอธิบายของลมหายใจของชีวิต ก็คืออากาศที่เคลื่อนขึ้นไปสู่ท่อ 

โดยเครื่องจักรนี้จะใช้ความชื้นอากาศในยามเช้า มาควบแน่นออกมาอยู่ภายในส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ดูคล้ายกับโดมลูกแก้ว (Plexiglass dome) ซึ่งเป็นที่อยู่ของสาหร่าย ก่อนที่จะถูกยิงด้วยลำแสงเลเซอร์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต (จะบอกเลยว่านี่คือเครื่องเพาะเลี้ยงสาหร่ายเลยก็ว่าได้)

และแน่นอนว่าเครื่องนี้ต้องต้องการพลังงาน แหล่งพลังงานของมันคือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งจะให้ทั้งความร้อนและแสงตามที่ต้องการได้ ดังนั้นจะว่าไปแล้ว Manna Machine ก็ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความอันตรายอย่างมากชนิดหนึ่ง แต่คาดว่าเตาปฏิกรณ์ขับเคลื่อนนี้น่าจะถูกขนไปอยู่ไว้ใน หีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant) โดยวิศวกรไฟฟ้าทั้งสองอ้างว่าพวกเขาได้ทำการอ้างอิงทุกๆส่วนของเครื่องจักรมาจากคัมภีร์ไบเบิล และเมื่อพวกเขาพยายามไขปริศนาสิ่งที่เกี่ยวกับ หีบแห่งพันธสัญญานี้พวกเขาก็จะตกมาตายทุกครั้ง

ดังนั้นแล้วหีบแห่งพันธสัญญา มันจึงดูเหมือนกับเป็นแหล่งที่อยู่ของอุปกรณ์ล้ำยุคต่างๆ ที่เอเลี่ยนได้มอบไว้ให้แก่ชาวอิสราเอลในช่วง 40 ปีแห่งการเดินทางข้ามผ่านทะเลทราย

และเชื่อว่าเครื่องจักรแมนนานี้น่าจะให้แหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่างเช่นสาหร่ายคลอเรลลา (chlorella) และนี่ก็น่าจะเป็นแหล่งอาหารหลักของพวกเขาในระหว่างเดินทาง 

ปัจจุบันกระบวนการทำงานของเครื่องจักรชนิดนี้ได้รับการสนับสนุนแล้วในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเป็นแหล่งเสบียงให้แก่นักเดินทางระหว่างดวงดาว สาหร่ายคลอเรลลา สามารถเพราะเลี้ยงเอาไว้อยู่ในถังในสภาพแวดล้อมแบบปิดได้

จากงานวิจัยของนาซ่าในปี 1960 ก็ค้นพบว่าเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเพียงแค่การบริโภคสาหร่ายคลอเรลลา โดยไม่พึ่งพาอาหารชนิดอื่นเลย ดังนั้นนี่จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่นักบินอวกาศจะสามารถอยู่รอดได้โดยมีแต่เพียงแค่แหล่งอาหารประเภทสาหร่าย และเครื่องจักรแมนนาก็คือคำตอบให้สำหรับปริศนานี้

โดยเครื่องจักรจะต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แล้ววันนั้นเครื่องก็จะถูกแยกออกเพื่อทำความสะอาด ดังนั้นแล้วจึงมีความเป็นไปได้ว่าวัน ‘ชาบัท’ (Sabbath) หรือวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ (ในพระคัมภีร์) แท้จริงแล้วก็คือ วันแห่งการล้างเครื่องจักรนี้ๆเอง

โดยหนึ่งในทฤษฎีที่ถูกหยิบมาพูดถึงก็คือ เครื่องจักรแมนนา แม้ชาวอิสราเอลจะรู้วิธีการบำรุงรักษา และวิธีเก็บเกี่ยว แต่ครั้งเมื่อเครื่องจักรนี้พัง และไม่อาจใช้การได้อีกต่อไป ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องเดินออกมาจากทะเลทราย

แม้ว่าการอยู่รอดของชาวอิสราเอลจะขึ้นอยู่กับ เครื่องแมนนา แต่คำถามก็คือพวกเขาได้รับมันมาจากที่ไหน? บางคนเชื่อว่าพวกเขาได้ขโมยมันมาจากชาวอียิปต์ก่อนทำการอพยพ แต่บางคนเสนอแนะว่า มนุษย์ต่างดาวอาจช่วยเหลือพวกเขาขณะกำลังสู้อยู่กับความอดอยากท่ามกลางทะเลทราย และไม่ว่าเราจะพยายามหาคำตอบใดๆมาอธิบายก็ตาม ก็ดูเหมือนกับว่า หีบแห่งพันธสัญญจะได้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์เรา

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด