ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029

ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029

หลุมดำ (Black hole) บทที่ 2: เมื่อแรงโน้มถ่วงสูงเสียจน แสงก็หนีออกมาไม่ได้
หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 2: เมื่อแรงโน้มถ่วงสูงเสียจน แสงก็หนีออกมาไม่ได้
เมษายน 30, 2019
Avenger End Game: แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน
Avengers: Endgame แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน
พฤษภาคม 8, 2019
ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029

ในวันที่ 13 เมษายน 2029 หรืออีกราว 10 ปีต่อจากนี้ เราจะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างวาบที่พุ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว, ด้วยความเร็วปรากฏ สามารถเท่าได้กับความกว้างของดวงจันทร์เต็มดวงใน 1 นาที (สังเกตเห็นได้บนท้องฟ้า) และมีความสว่างมากพอๆกับดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวหมีเล็ก (Little Dipper), จากพฤติกรรมที่เล่ามาข้างต้นนี้ไม่ใช่ดาวเทียม, เครื่องบิน, หรือจรวดแต่อย่างใด เพราะสิ่งๆนี้ก็คือ ดาวเคราะห์น้อย! โดยดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ‘99942 อาโพฟิส’ (99942 Apophis) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า 2004 MN4 ซึ่งเคราะห์น้อยอาโพฟิสนี้มีความยาวอยู่ที่ 340 เมตร หรือใหญ่ประมาณตึก ‘คิง เพาเวอร์ มหานคร’ (King Power MahaNakhon) โดยในวันที่ 13 เมษายน ปี ค.ศ. 2029 นี้เองมันจะปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้าของโลกที่ความสูงประมาณ 19,000 ไมล์ (31,000 กิโลเมตร) ซึ่งถือได้ว่ามันอยู่ในระยะการบินของยานอวกาศในวงโคจรนอกโลกกันเลยทีเดียว และจากการประเมินความเสี่ยงของโอกาสที่จะพุ่งชนโลกก็พบว่า มันมีโอกาสชนโลกอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์!

โดยเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการจัดการประชุมในหัวข้อ 2019 Planetary Defense Conference หรือหัวข้อว่าด้วยเรื่องการหารือในมาตรการป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ณ คอลเลจพาร์ก/รัฐแมริแลนด์ โดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว และถกเถียงกันต่างๆนาๆถึงแผนสังเกตการณ์ และ โอกาสที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 10 ปีต่อจากนี้ว่าจะมีแผนดำเนินการรับมืออย่างไรบ้าง อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังพยายามหาความเป็นไปในภารกิจที่จะทำการส่งยาวสำรวจไปยังดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อีกด้วย

“การเข้าเฉียดเข้ามาใกล้ของ Apophis ในปี 2029 ที่จะถึงนี้ จะเป็นโอกาสที่เหลือเชื่อสำหรับวิทยาศาสตร์ที่จะได้ศึกษามัน” กล่าวโดย ‘มาริน่า บรอสโซวิค’ (Marina Brozović) นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่าของ ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับดันไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory) ในพาซาดีนา/รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเธอทำงานอยู่ในฝ่ายเรดาร์สำรวจหาวัตถุใกล้โลกในชื่อย่อที่ว่า NEOs (Near-Earth objects)

โดยเธอกล่าวว่าทีมงานของเธอมีงานที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันนั่นก็คือการส่องหาดาวเคราะห์น้อยต่างๆ ทั้งจากกล้องโทรทรรศน์ออพติคอล และเรดาร์ อีกทั้งการสังเกตอวกาศด้วยกล้องเรดาร์นั้น ยังช่วยให้พวกเขาสามารถเห็นรายละเอียดพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยได้ตั้งแต่ขนาดเพียงไม่กี่เมตรได้อีกด้วย

จากประวัติศาสตร์การสำรวจดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งผ่านเฉียดโลกก็พบว่า วัตถุอวกาศขนาด 340 เมตรนี้ ถือเป็นสิ่งที่พบหาได้ยากมาก เพราะมันไม่มีโอกาสได้พุ่งเข้ามาใกล้โลกเช่นนี้อยู่บ่อยๆ กลับกันสำหรับวัตถุอวกาศขนาดประมาณ 5-10 เมตร เรากลับสามารถเจอได้บ่อยกว่าอีกที่ความสูงระดับเดียวกัน ดังนั้นด้วยการมาเยือนของ Apophis จึงถือเป็นเรื่องที่ดีเลยด้วยซ้ำ ที่นักดาราศาสตร์จะได้ศึกษามันกันอย่างละเอียด รวมถึงการเตรียมความพร้อม สำหรับแผนป้องกันภัยทางอวกาศไปในตัว

โดยลักษณะของดาวเคราะห์น้อยที่จะปรากฏตัวในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น จะคล้ายกับจุดของดาวฤกษ์ที่เคลื่อนที่ได้ความเร็วประมาณ 5.85 กิโลเมตรต่อวินาที (เคลื่อนที่สัมพันธ์กับความเร็วของโลก) โดยมันจะเริ่มปรากฏตัวให้เห็นครั้งแรกบนท้องฟ้ายามค่ำทางซีกโลกใต้ (สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในบริเวณอากาศโปร่งใสไม่มีเมฆ) ซึ่งจะบินอยู่เหนือโลกจากชายฝั่งตะวันออกไปสู่ชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย (ซึ่งขณะนั้นจะเป็นเวลาช่วงเช้าบนชายฝั่งตะวันออกของเมริกาเมื่อ Apophis อยู่เหนือออสเตรเลีย) หลังจากนั้นมันก็มุ่งหน้าไปต่อไปยังมหาสมุทรอินเดีย และเมื่อถึงช่วงบ่ายทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา มันก็จะข้ามเส้นศูนย์สูตรไปแล้ว และจะยังคงเดินทางต่อไปยังทิศตะวันตกเหนือทวีปแอฟริกา ซึ่งจุดที่ Apophis จะเข้าใกล้โลกมากสุดก็คือ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น (ตามเวลาตะวันออก หรือ Eastern Daylight Time (EDT)) ซึ่งหากเป็นจุดปะทะกับโลกของดาวเคราะห์น้อย Apophis ก็น่าจะเป็นบริเวณนี้ โดยมีโอกาสชนโลกอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์! แต่หากมันไม่ชนโลก มันก็จะวิ่งข้ามผ่านแอตแลนติกไปในเวลา 1 ชั่วโมงให้หลัง และไปโผล่อยู่เหนือทวีปอเมริกาเป็นครั้งสุดท้าย

และจากการที่ Apophis มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า 2004 MN4 นั้นก็เป็นเพราะ ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกค้นพบโดยทีมนักดาราศาสตร์จากหอดูดาวแห่งชาติคิทพีค (Kitt Peak National Observatory) เมื่อวันที 19 มิถุนายน ปี ค.ศ. 2004 หรือเกือบ 15 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดแต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการประชุมประจำปีเกี่ยวกับที่ชื่อ Planetary Defense Conference จึงทำให้กระแส Apophis นี้ได้กลับมาเป็นที่น่าสนใจกันอีกครั้ง

และตั้งแต่มีการค้นพบ Apophis ในปี 2004 จึงทำให้กล้องโทรทรรศน์ออพติคอล และกล้องเรดาร์ จากทั่วโลกก็ต่างให้ความสนใจพร้อมติดตามเส้นทางโคจรของมันรอบดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง นี้จึงทำเรารู้ถึงจุดหมายปลายทางของมันทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ และจากการคำนวณในปัจจุบันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อย Apophis จะชนโลกนั้นอยู่ที่ราวๆ 1 ต่อ 100,000 ในอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ และทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยประสบการณ์จากการศึกษา Apophis นี้เองจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวัดตำแหน่งของดาวเคราะห์น้อยๆต่างๆที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อโลกของเราได้

ซึ่งกว่าเหตุการณ์ครั้งสำคัญจะมาถึงเราก็ต้องรอไปจนอีกถึงปี ค.ศ. 2029 และวันนั้นจะถือเป็นโอกาสที่ดีเลยทีเดียว นักวิทยาศาสตร์จะได้ทำการศึกษาถึงขนาด, รูปร่าง, องค์ประกอบ และอาจรวมไปถึงโครงสร้างภายในของมัน

โดยในงานประชุม Planetary Defense Conference นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งคำถามเอาไว้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว เช่น “แรงโน้มถ่วงโลกจะไปส่งผลกระทบเช่นไรต่อวิถีวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย ครั้งเมื่อมันได้เฉียดผ่านไป” หรือ “เราจะสามารถใช้โอกาสในการบินผ่านของ Apophis ครั้งนี้ ช่วยในการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของมันได้ไหม?” และสุดท้าย “เราควรที่จะส่งยานอวกาศขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบน Apophis หรือไม่?”

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้หากมีการปะทะ


จากตารางความเสี่ยงของ The Sentry Risk Table ก็บอกค่าประมาณออกมาได้ว่า ดาวเคราะห์น้อย Apophis ขนาด 340 เมตร ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสัมพัทธ์กับโลกราว 5.85 กิโลเมตรต่อวินาทีนี้ หากมันได้พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก มันจะสามารถสร้างพลังงานจลน์ได้มากถึง 750 เมกะตัน ซึ่งถือเป็นค่าพลังงานที่มหาศาลมาก หากเทียบกับระเบิดไฮโดรเจนที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ‘ซาร์บอมบา’ (Tsar Bomba) ของรัสเซีย ก็มีค่าพลังงานงานอยู่ที่ราว 57 เมกะตันเท่านั้น หรือแม้แต่การปะทุของภูเขาไฟ ‘กรากะตัว’ (Krakatoa) เมื่อปี ค.ศ. 1883 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ยังสร้างพลังงานระเบิดอยู่ที่เพียง 200 เมกะตัน เมื่อเทียบกับค่าพลังงานจลน์ของ Apophis ที่ 750 เมกะตัน! แต่ถึงอย่างนั้นหากไปเทียบกับราชาของแรงระเบิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน ที่ไปทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธ์ไปกว่า 75% แล้วละก็ ต้องบอกได้เลยว่า Apophis ยังห่างชั้นกว่ามาก เพราะการปะทะที่เกิดขึ้นของหลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ (Chicxulub crater) นั้น สามารถเทียบเท่าได้กับค่าพลังงานได้สูงถึงหนึ่งร้อยล้านเมกะตัน! เลยทีเดียว (100,000,000 megatons หรือ 100 teratons)


ส่วนผลกระทบที่ตามมาหลังจากการปะทะนั้นจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ รวมไปถึงตำแหน่ง และมุมปะทะก็ด้วย ซึ่งจากการคำนวณก็พบว่าด้วยขนาดของดาวเคราะห์น้อยประมาณนี้ หากได้ปะทะเข้ากับแหล่งหินตะกอน Apophis จะสามารถสร้างหลุมอุกกาบาต ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ราวๆ 4.3 กิโลเมตร แต่หากมันไปมีจุดตกปะทะอยู่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก หรือมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วละก็ มันอาจสร้างความเสียหายกระจายออกไปได้ไกลหลายพันตารางกิโลเมตร! โดยจะมีชายฝั่งต่างๆทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิขนาดใหญ่ได้แก่ ชายฝั่งอเมริกาเหนือใกล้สุดที่ 1,000 กิโลเมตร, ชายฝั่งบราซิล และแอฟริกาที่ระยะ 3,000 กิโลเมตร และ ชายฝั่งเอเชียเช่น ประเทศญี่ปุ่นไกลสุดที่ 4,500 กิโลเมตร ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามจากการประเมินความเสี่ยงสูงสุดของตาราง Sentry: Earth Impact Monitoring ก็พบว่าดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส ได้ถูกจัดวางให้เป็นวัตถุอันตรายในอันดับที่ 4 กันเลยทีเดียว (จากตัวบ่งชี้ Palermo Scale max.) ซึ่งคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของอาโพฟิสนั้นอยู่ที่ 323.6 (หรือ 323.6 วันโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ) และจากการความสัมพันธ์ของคาบวงโคจรโลกและอาโพฟิส ก็พบว่า ระหว่างปี 2060-2105 คือช่วงเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดที่ ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะชนโลก!

แหล่งที่มา

  1. Scientists Planning Now for Asteroid Flyby a Decade Away
  2. Possible impact effects of Apophis
  3. Sentry: Earth Impact Monitoring
  4. The Risk List is a catalogue of all objects
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา

ใส่ความเห็น

Facebook
กลับสู่บนสุด