Sci Ways – Sci Ways
กรกฎาคม 7, 2019
พื้นที่ว่างขนาดยักษ์ "โบโอธีส" (Boötes void) ทรงกลมแห่งความมืดในเอกภพ

พื้นที่ว่างขนาดยักษ์ “โบโอธีส” (Boötes void) ทรงกลมแห่งความมืดในเอกภพ

The Boötes void หรือเป็นที่รู้จักกันในสมญานามของ “พื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ที่แทบไม่มีอะไรเลย” มันคือความมหาศาลของพื้นที่ว่างเกือบทรงกลมขนาดยักษ์ภายในจักรวาลของเรา ที่ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ตรวจพบว่าภายใน ‘โบโอธีส วอย’ (Boötes void) นั้นมันประกอบไปด้วยกาแล็กซี่อยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น! ซึ่งความใหญ่โตของมันหากเราเดินทางด้วยความเร็วแสงจากขอบด้านหนึ่งไปทะลุอีกด้านหนึ่ง เราก็จะต้องใช้เวลานานมากถึง 330 ล้านปี! (หรือก็คือมันมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 330 ล้านปีแสงนั่นเอง) ซึ่งด้วยความใหญ่โตขนาดนี้สามารถคิดเป็นสัดส่วนได้ที่ 0.27% ของเส้นผ่านศูนย์กลางจักรวาลของเราที่สังเกตเห็นได้ และไม่เพียงแค่วอยที่ชื่อ โบโอธีส เท่านั้น เพราะในจักรวาลของเรามันเต็มไปด้วยวอยต่างๆมากมาย เช่น ‘เคนิส วอย’ (Canis Major Void),’โคลัมเบีย วอย’ (Columba Void), ‘แคปพริคอร์นัส วอย’ (Capricornus Void), ‘ฟอร์แน็กส์ วอย’ (Fornax Void) และอื่นๆอีกมากมาย เพียงแต่ ‘โบโอธีส วอย’ (Boötes void) นั้นจัดได้ว่ามันคือ วอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในแผนที่ Galaxy Superclusters และ Galaxy voids....(กดอ่านเพิ่มเติม)
กรกฎาคม 2, 2019
นาซ่าเอาจริง ส่งเฮลิคอปเตอร์ โดรน (Dragonfly) บุกดาวไททัน

นาซ่าเอาจริง ส่งเฮลิคอปเตอร์ โดรน (Dragonfly) บุกดาวไททัน

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนปี ค.ศ. 2019 นาซ่าได้ออกมาประกาศว่า ปลายทางต่อไปที่พวกเขากำลังจะเดินทางไปเยือนภายในระบบสุริยะของเราก็คือ “ดาวไททัน” ซึ่งเป็นดาวที่มีชื่อเสียง ไม่เหมือนใคร และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยองค์ประกอบทางชีวิต (Bio Organic Life) ซึ่งภายหลังโครงการ Dragonfly ได้ถูกอนุมัติให้เตรียมพร้อมไปบินร่อนอยู่บนดาวไททัน ก็ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่า พวกเขาอาจได้ค้นเจอเข้ากับเบาะแสการมีอยู่ของชีวิตนอกโลกได้! โดยดาวไททันนั้นเป็นหนึ่งในดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ โดย Dragonfly นั้นจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศอย่างเป็นทางการภายในปี ค.ศ. 2026 และจะใช้เวลาเร่ร่อนอยู่ในอวกาศเป็นเวลานานถึง 8 ปี ก่อนที่มันจะเดินทางไปถึงดาวไททันในปี ค.ศ. 2034 โดยโรเตอร์คราฟต์ (The Rotorcraft) นี้ จะสามารถบินไปในที่ต่างๆบนพื้นผิวของดาวไททันได้อย่างอิสระมากกว่ายานสำรวจแบบเก่าที่มีล้ออย่าง “โรเวอร์คราฟต์” (Rovercraft) และนักวิทยาศาสตร์ก็หวังว่าด้วยยานสำรวจโรเตอร์คราฟต์นี้ จะสามารถค้นพบกระบวนการทางเคมีของพรีไบโอติกส์ที่เชื่อมโลกกันระหว่างโลกและดาวไททันได้ โดย ‘พรีไบโอติกส์’ (Prebiotic) ก็คือโครงสร้างทางชีวภาพที่สามารถพบได้ส่วนมากในพืช...อ่านเพิ่มเติม
มิถุนายน 29, 2019
พบสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งออกมาจากภายในทางช้างเผือก

พบสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งออกมาจากภายในทางช้างเผือก

เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้มีวัตถุอวกาศปริศนาบางสิ่งภายในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ได้ส่งสัญญาณไฟกระพริบแปลกๆมาหาเรา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้ไปรบกวนจิตใจให้แก่นักดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก แน่นอนตอนนี้พวกเขาก็คิดว่า อาจจะพอรู้คำตอบถึงสาเหตุนั้นแล้ว! วัตถุอวกาศปริศนาดังที่ได้เกริ่นนำไว้ข้างต้นนี้มีชื่อเรียกว่า NGTS-7Ab ซึ่งสำหรับการส่องดูมันด้วยกล้องโทรทรรศน์ส่วนใหญ่ ก็ดูเหมือนราวกับว่าระบบดาว NGTS-7 นั้นมีเพียงดาวฤกษ์เดียวอาศัยอยู่ แต่ภายหลังจากที่ได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของปรากฏการณ์เปล่งแสงวูบวาบในดาวดวงนี้ โดยนักวิจัยของ The University of Warwick (มหาวิทยาลัยวอร์ริก) ณ ชานเมืองโคเวนทรี ประเทศ ประเทศอังกฤษ ก็พบว่า แสงของดาวมีอัตราริบหรี่อยู่ในช่วงเวลาทุกๆ 16.2 ชั่วโมง และครั้งเมื่อนักดาราศาสตร์พยายามซูมเข้าไปยังระบบดาว NGTS-7 พวกเขาก็ตระหนักได้เลยทันทีว่า แท้จริงแล้ว NGTS-7 มันประกอบไปด้วยดาวแคระแดงอยู่เป็นจำนวน 2 ดวง (M dwarfs (M-type main sequence stars)) ที่กำลังโคจรร่วมกันอยู่ (หรือที่เรียกว่าระบบดาวฤกษ์คู่ (Binary star) ) ดังนั้นชื่อของระบบดาวจึงควรจะเป็น NGTS-7AB ในที่สุด และดูเหมือนว่ามีเพียง 1 ดวงในจำนวนนี้ที่มีปรากฏให้เห็นถึงความสว่างแบบริบหรี่! ซึ่งจากสันนิษฐานเบื้องต้นก็คือ อาจมีอะไรบางสิ่งที่มืดมิดโคจรอยู่โดยรอบมัน หรือปรากฏอยู่เหนือพื้นผิวของมัน!
มิถุนายน 22, 2019
สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทที่ 1

สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทที่ 1: หลักฐานการมีอยู่ของเอเลี่ยน

แนวคิดของชีวิตนอกโลก โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานั้น เรามักจะได้พบเห็นในทางวัฒนธรรมของภาพยนตร์แนว บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์ (science fiction) หรือบทนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น Star trek, Star wars หรือเรื่อง valerian เป็นต้น โดยในตลอดหลายปีที่ผ่านมาสื่อบันเทิงคดีวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็ได้ก็ได้ช่วยผลักดันแนวคิดของความเป็นไปได้ต่างๆของเอเลี่ยน ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งก็มีความหลากลายทางชีวิตอยู่มากมายดังที่ได้ได้เคยรับชมกันมา ซึ่งบ้างก็ได้นำเสนอชีวิตเอเลี่ยนชั้นสูงโดยอิงจากตามหลักทฤษฎีทางวิทศาสตร์อีกด้วย! แน่นอนเราต้องยอมรับว่าสื่อบันเทิงเหล่านี้ได้ไปกระตุ้นทำให้ผู้คนจากสาธารณะทั่วไปอย่างเราๆ ได้หันมาให้ความสนใจในเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
มิถุนายน 20, 2019
ค้นพบระบบดาวที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบมา

ค้นพบระบบดาวที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบมา (HD 106906)

โดยระบบดวงดาวส่วนใหญ่ในจักรวาลก็อย่างที่เราทราบกันก็คือ มันจะมีรูปแบบวงโคจรที่เหมือนๆกัน (star formation model) แต่ทว่าจักรวาลของเรามันกว้างใหญ่มากๆ ซึ่งก็ทำให้บางครั้งนักดาราศาสตร์ก็อาจพลาดบางสิ่งที่ แตกต่างกันออกไปจากฐานข้อมูลของพวกเขาที่มีอยู่แล้วเช่นกัน ซึ่งด้วยความแปลกใหม่ของการค้นพบนี้จึงทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆตามมาอีกหลังจากนี้ นั่นก็คือการไขความลับของจักรวาลเราที่เต็มไปด้วยปริศนามากมาย และดาวเคราะห์ HD 106906 b ก็เป็นหนึ่งในปริศนาที่แปลกใหม่สำหรับนักดาราศาสตร์ ซึ่งการศึกษามันก็อาจทำให้เราได้เข้าใจถึงการมีตัวตนอยู่ของพวกเราได้เช่นกัน! ความประหลาดของ HD 106906 b ก็คือ มันเป็นดาวเคราะห์ที่แปลก แปลกในที่นี้คือ แปลกในเรื่องของเส้นวงโคจรของมันที่เราพบว่า มันไม่ได้เลือกหมุนรอบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งเลย แต่มันกลับเลือกที่จะหมุนอยู่โดยรอบระบบดาวฤกษ์คู่ของมันแทน (ระบบดาวคู่ของมันชื่อว่า HD 106906)
พฤษภาคม 15, 2019
การทดสอบยิงยานอวกาศเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยในภารกิจ DART

การทดสอบยิงยานอวกาศเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยในภารกิจ DART

การทดสอบยิงยานอวกาศเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยในชื่อภารกิจ Double Asteroid Redirection Test หรือเรียกย่อๆว่า DART นี้คือภารกิจประเภท Asteroid Impactor ที่มีแผนการกำหนดการชนเป้าหมายไว้ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2022 ใส่ดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อ (65803) Didymos โดยแผนการพุ่งชนในครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากความต้องการศึกษาของนักดาราศาสตร์ ถึงผลที่อาจเกิดขึ้นของความเคลื่อนไหวหลังการชนดังกล่าวว่า ทิศทางวงโคจรของมันจะเปลี่ยนไปเช่นไรต่อจากนั้น ซึ่งจุดประสงค์ในภารกิจ Double Asteroid Redirection Test ก็คือเพื่อเรียนรู้ และ วางแผนป้องกันดาวเคราะห์น้อยที่อาจพุ่งชนโลกได้ในอนาคต (Planetary Defense)...อ่านเพิ่มเติมคลิกเข้ามาเลย
พฤษภาคม 8, 2019
Avenger End Game: แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน

Avengers: Endgame แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน

ถ้าอิงจากภาพยนตร์เรื่อง Avenger End Game หรือ Ant-Man ก็มักจะมีการกล่าวถึงมิติควอนตัมที่เรียกว่า Quantum Realm อยู่ ซึ่ง Quantum Realm นี้คือ มิติในส่วนย่อยที่สุด ที่หากเราติดอยู่ในมิตินี้แล้วก็จะพบว่า เราจะเห็นถึงความเป็นไปได้ของจักรวาลต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่เป็นอนันต์ หรือพูดง่ายๆก็คือ Quantum Realm นั้นคือช่องว่างที่อยู่ระหว่าง multiverse หรือ พหุภพ ซึ่งพหุภพนั้นถือได้ว่าเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างได้รับการยอมรับในปัจจุบันว่าอาจมีอยู่จริง โดยพหุภพก็คือแนวคิดตามสมมติฐานว่า มีจำนวนของจักรวาลที่สามารถเกิดขึ้นและสลายไปอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้จบ (รวมถึงจักรวาลของเราก็ด้วย) โดยแต่ละจักรวาลก็จะประกอบไปด้วยทุกสิ่งอย่างที่เป็นจริงทางกายภาพ เช่น เวลา อวกาศ รูปแบบของสสารทุกชนิด พลังงาน โมเมนตัม และกฎทางฟิสิกส์รวมถึงค่าคงที่ต่างๆเช่น ความเร็วแสง ที่ครอบคลุมอยู่ก็ด้วย และที่สำคัญคือ ในแต่ละจักรวาลก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า จักรวาลคู่ขนานอยู่ด้วยเสมอ...อ่านเพิ่มเติมคลิกเข้ามาเลย
พฤษภาคม 6, 2019
ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029

ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029

ในวันที่ 13 เมษายน 2029 หรืออีกราว 10 ปีต่อจากนี้ เราจะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างวาบที่พุ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว, ด้วยความเร็วปรากฏ สามารถเท่าได้กับความกว้างของดวงจันทร์เต็มดวงใน 1 นาที (สังเกตเห็นได้บนท้องฟ้า) และมีความสว่างมากพอๆกับดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวหมีเล็ก (Little Dipper), จากพฤติกรรมที่เล่ามาข้างต้นนี้ไม่ใช่ดาวเทียม, เครื่องบิน, หรือจรวดแต่อย่างใด เพราะสิ่งๆนี้ก็คือ ดาวเคราะห์น้อย! โดยดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ‘99942 อาโพฟิส’ (99942 Apophis) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า 2004 MN4 ซึ่งเคราะห์น้อยอาโพฟิสนี้มีความยาวอยู่ที่ 340 เมตร หรือใหญ่ประมาณตึก ‘คิง เพาเวอร์ มหานคร’ (King Power MahaNakhon) โดยในวันที่ 13 เมษายน ปี ค.ศ. 2029 นี้เองมันจะปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้าของโลกที่ความสูงประมาณ 19,000 ไมล์ (31,000 กิโลเมตร) ซึ่งถือได้ว่ามันอยู่ในระยะการบินของยานอวกาศในวงโคจรนอกโลกกันเลยทีเดียว และจากการประเมินความเสี่ยงของโอกาสที่จะพุ่งชนโลกก็พบว่า มันมีโอกาสชนโลกอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์!...
เมษายน 30, 2019
หลุมดำ (Black hole) บทที่ 2: เมื่อแรงโน้มถ่วงสูงเสียจน แสงก็หนีออกมาไม่ได้

หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 2: เมื่อแรงโน้มถ่วงสูงเสียจน แสงก็หนีออกมาไม่ได้

วัตถุที่สนามแรงโน้มถ่วงสูง (gravitational fields) จนไปทำให้แม้แต่แสงก็ไม่อาจหนีออกมาได้นั้น เคยได้ถูกพิจารณาถึงความเป็นไปได้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 โดย นักปรัชญาและบาทหลวงชาวอังกฤษที่ชื่อ ‘จอห์น มิเชลล์’ (John Michell) และนักคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษที่ชื่อ ‘ปีแยร์-ซีมง ลาปลัส’ (Pierre-Simon Laplace) แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับการแก้โจทย์ปัญหาสมัยใหม่ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของหลุมดำเอาไว้อย่างละเอียดในความเป็นจริง ได้ถูกค้นพบโดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันที่ชื่อ ‘คาร์ล ชวาทซ์ชิลท์’ (Karl Schwarzschild) ในปี 1915 ที่ว่ากันว่าเขาคือบุคคลแรกของโลกที่สามารถแก้โจทย์ในสมการที่จัดได้ว่าซับซ้อนที่สุดอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ (แต่ในภายหลังจากที่เขาแก้สมการสุดโหดนี้สำเร็จ ในปีถัดไปเขาก็ต้องจบชีวิตลงด้วยโรค ‘เพมฟิกัส’ (pemphigus) อย่างน่าเสียดาย)
Facebook
กลับสู่บนสุด