SCIWAYS – หน้า 13 – SCIWAYS
สิงหาคม 19, 2019

25 ข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของ “ดาวอังคาร”

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่น่าสนใจมานานแล้วในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงยุคต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตเชื่อว่าดาวอังคารนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ จนไปทำให้เกิดความหวั่นเกรงต่างๆนาๆว่า โลกอาจถูกมนุษย์ดาวอังคารบุกโจมตี แต่เมื่อยาน ไวกิ้ง 1 ของนาซ่าสามารถทำการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1976 มันก็ได้เผยให้เห็นแล้วว่า ดาวอังคารนั้นแห้งแล้งเพียงใด และไม่ปรากฎให้เห็นถึงสังคมอารยธรรมชั้นสูงของสิ่งมีชีวิตใดๆบนนั้น ต่อไปนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านของเรากันใน 25 ข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของ “ดาวอังคาร” ดังต่อไปนี้...อ่านเพิ่มเติมคลิกเข้ามาเลย
สิงหาคม 17, 2019

พบเบาะแสใหม่ “หลุมดำ” กำลังกลืนกิน “ดาวนิวตรอน” (S190814bv)

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมปี ค.ศ. 2019 ทีมนักวิจัยจาก LIGO และ VIRGO รายงานว่าตรวจพบความผิดปกติจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งพวกเขาตรวจพบความสั่นไหวของอวกาศที่สะเทือนมาถึงโลก! ซึ่งความสั่นไหวดังกล่าวนั้นก็คือคลื่นความโน้มถ่วงนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ลักษณะของคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวในเบื้องต้น ก็ดูเหมือนว่า นี้อาจเป็นสัญญาณของกิจกรรมสุดท้ายระหว่างหลุมดำและดาวนิวตรอนที่เรียกว่า S190814bv ที่อาจกำลังรวมตัวกัน ก็บอกได้เลยว่านี้เป็นวาระสุดท้ายอันน่าเศร้าของดาวนิวตรอนจริงๆ ที่จะถูกสหายของมันกลืนกินเข้าไป!
สิงหาคม 16, 2019

ค้นพบหลุมดำลึกลับแห่งใหม่ และมันเก่าแก่ที่สุด! ก่อตัวขึ้นมาในยุคเริ่มแรกของจักรวาล (Cloaked Black Hole PSO167-13)

นักดาราศาสตร์ค้นพบหลักฐานการมีอยู่ของ “cloaked” หลุมดำที่อยู่ไกลที่สุด ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา อีกทั้งยังพบอีกว่ามันมีอายุเพียง 6% ของอายุขัยจักรวาลในปัจจุบันเราเท่านั้น ซึ่งนี้ก็บอกกับเราได้ว่า ยังมีหลุมดำอีกส่วนหนึ่ง ที่ยังคงถูกซ่อนเอาไว้ภายอยู่ในกลุ่มแก๊ส ณ ช่วงเริ่มแรกของประวัติศาสตร์จักรวาล!...
สิงหาคม 12, 2019

หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 3: ดาวสีดำขนาดยักษ์

แนวคิดของวัตถุที่มีมวลมากเสียจนไปส่งผลให้แม้แต่แสงก็ไม่อาจหนีออกมาได้พ้นนั้นได้ถูกนำเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนักบุกเบิกบาทหลวงชาวอังกฤษที่ชื่อ ‘จอห์น มิเชลล์’ (John Michell) ในปี ค.ศ. 1784 การคำนวณอย่างง่ายของมิเชลกล่าวว่า เมื่อวัตถุที่มีความหนาแน่นเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ และเมื่อมันมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าดวงอาทิตย์ที่ 500 เท่าละก็ นั่นก็จะไปส่งผลทำให้ความเร็วหลุดพ้นบนพื้นผิวของดาว ก็จะมีมากเสียจนแม้แต่แสงก็หนีออกมาไม่ได้!..อ่านเพิ่มเติม
กรกฎาคม 26, 2019

ครบรอบ 50 ปี นักบินอวกาศ ‘อะพอลโล่’ เหยียบดวงจันทร์

คอลลินส์กล่าวว่าภารกิจอะพอลโล 11 สู่ดวงจันทร์นั้นมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นตลอดทาง และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันเป็นบทพิสูจน์ของความพยายามของทุกคน ที่ได้ร่วมแรงใจกันทำงานอย่างหนักจนมีวันนั้นเกิดขึ้น ซึ่งความพยายามเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้วจากผู้คนกว่า 650 ล้านคนที่ได้เคยรับชมถ่ายทอดสดในครั้งนั้น กับภาพของนีล อาร์มสตรองพร้อมกับคำพูดในตำนานที่ว่า “ก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” (“one small step for (a) man, one giant leap for mankind.”) จนถึงปัจจุบันภาพของทั้งสองนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ทั้งอัลดรินและอาร์มสตรองก็ยังคงเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์สืบต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภาพที่พวกเขากำลังปักธงชาติอเมริกันบนดวงจันทร์ หรือภาพอื่นๆ ทั้งหมดนี้มีความหมายสำคัญต่อสัญลักษณ์แรกของโครงการอวกาศสหรัฐ อีกทั้งเหล่านักบินอวกาศทั้งสามในภารกิจอะพอลโล่ 11 ยังเดินทางไปสู่ดวงจันทร์ในฐานะตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมดอีกด้วย
กรกฎาคม 17, 2019

จากดวงจันทร์สู่ดาวอังคาร ในโครงการสุดยิ่งใหญ่ ‘อาร์ทิมิส’ (Artemis)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ได้ร้องขอต่อนาซ่า ให้เร่งแผนดำเนินการของเรา ในการย้อนกลับไปสู่ดวงจันทร์ และส่งมนุษย์ลงไปเหยียบบนพื้นผิวอีกครั้งในปี ค.ศ. 2024 ในครั้งนี้เรากลับมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อใช้ในการสำรวจพื้นผิวได้มากยิ่งกว่าครั้งใดๆ แต่คราวนี้เมื่อเราไปยังดวงจันทร์เราจะอยู่ต่อ, จากนั้นเราก็จะใช้เวลาในการเรียนรู้อยู่บนดวงจันทร์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ นั่นก็คือการส่งนักบินอวกาศไปยังดาวอังคาร!..อ่านเพิ่มเติมคลิกเข้ามาดูเลย
กรกฎาคม 7, 2019

พื้นที่ว่างขนาดยักษ์ “โบโอธีส” (Boötes void) ทรงกลมแห่งความมืดในเอกภพ

The Boötes void หรือเป็นที่รู้จักกันในสมญานามของ “พื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ที่แทบไม่มีอะไรเลย” มันคือความมหาศาลของพื้นที่ว่างเกือบทรงกลมขนาดยักษ์ภายในจักรวาลของเรา ที่ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ตรวจพบว่าภายใน ‘โบโอธีส วอย’ (Boötes void) นั้นมันประกอบไปด้วยกาแล็กซี่อยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น! ซึ่งความใหญ่โตของมันหากเราเดินทางด้วยความเร็วแสงจากขอบด้านหนึ่งไปทะลุอีกด้านหนึ่ง เราก็จะต้องใช้เวลานานมากถึง 330 ล้านปี! (หรือก็คือมันมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 330 ล้านปีแสงนั่นเอง) ซึ่งด้วยความใหญ่โตขนาดนี้สามารถคิดเป็นสัดส่วนได้ที่ 0.27% ของเส้นผ่านศูนย์กลางจักรวาลของเราที่สังเกตเห็นได้ และไม่เพียงแค่วอยที่ชื่อ โบโอธีส เท่านั้น เพราะในจักรวาลของเรามันเต็มไปด้วยวอยต่างๆมากมาย เช่น ‘เคนิส วอย’ (Canis Major Void),’โคลัมเบีย วอย’ (Columba Void), ‘แคปพริคอร์นัส วอย’ (Capricornus Void), ‘ฟอร์แน็กส์ วอย’ (Fornax Void) และอื่นๆอีกมากมาย เพียงแต่ ‘โบโอธีส วอย’ (Boötes void) นั้นจัดได้ว่ามันคือ วอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในแผนที่ Galaxy Superclusters และ Galaxy voids....(กดอ่านเพิ่มเติม)
กรกฎาคม 2, 2019

นาซ่าเอาจริง ส่งเฮลิคอปเตอร์ โดรน (Dragonfly) บุกดวงจันทร์ไททัน

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนปี ค.ศ. 2019 นาซ่าได้ออกมาประกาศว่า ปลายทางต่อไปที่พวกเขากำลังจะเดินทางไปเยือนภายในระบบสุริยะของเราก็คือ “ดวงจันทร์ไททัน” ซึ่งเป็นดาวที่มีชื่อเสียง ไม่เหมือนใคร และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยองค์ประกอบทางชีวิต (Bio Organic Life) ซึ่งภายหลังโครงการ Dragonfly ได้ถูกอนุมัติให้เตรียมพร้อมไปบินร่อนอยู่บนไททัน ก็ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่า พวกเขาอาจได้ค้นเจอเข้ากับเบาะแสการมีอยู่ของชีวิตนอกโลกได้! โดยไททันนั้นเป็นหนึ่งในดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ โดย Dragonfly นั้นจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศอย่างเป็นทางการภายในปี ค.ศ. 2026 และจะใช้เวลาเร่ร่อนอยู่ในอวกาศเป็นเวลานานถึง 8 ปี ก่อนที่มันจะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ไททันในปี ค.ศ. 2034 โดยโรเตอร์คราฟต์ (The Rotorcraft) นี้ จะสามารถบินไปในที่ต่างๆบนพื้นผิวของดาวได้อย่างอิสระมากกว่ายานสำรวจแบบเก่าที่มีล้ออย่าง “โรเวอร์คราฟต์” (Rovercraft) และนักวิทยาศาสตร์ก็หวังว่าด้วยยานสำรวจโรเตอร์คราฟต์นี้ จะสามารถค้นพบกระบวนการทางเคมีของพรีไบโอติกส์ที่เชื่อมโลกกันระหว่างโลกและดวงจันทร์ไททันได้ โดย ‘พรีไบโอติกส์’ (Prebiotic) ก็คือโครงสร้างทางชีวภาพที่สามารถพบได้ส่วนมากในพืช...อ่านเพิ่มเติม
มิถุนายน 29, 2019

พบสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งออกมาจากภายในทางช้างเผือก

เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้มีวัตถุอวกาศปริศนาบางสิ่งภายในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ได้ส่งสัญญาณไฟกระพริบแปลกๆมาหาเรา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้ไปรบกวนจิตใจให้แก่นักดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก แน่นอนตอนนี้พวกเขาก็คิดว่า อาจจะพอรู้คำตอบถึงสาเหตุนั้นแล้ว! วัตถุอวกาศปริศนาดังที่ได้เกริ่นนำไว้ข้างต้นนี้มีชื่อเรียกว่า NGTS-7Ab ซึ่งสำหรับการส่องดูมันด้วยกล้องโทรทรรศน์ส่วนใหญ่ ก็ดูเหมือนราวกับว่าระบบดาว NGTS-7 นั้นมีเพียงดาวฤกษ์เดียวอาศัยอยู่ แต่ภายหลังจากที่ได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของปรากฏการณ์เปล่งแสงวูบวาบในดาวดวงนี้ โดยนักวิจัยของ The University of Warwick (มหาวิทยาลัยวอร์ริก) ณ ชานเมืองโคเวนทรี ประเทศ ประเทศอังกฤษ ก็พบว่า แสงของดาวมีอัตราริบหรี่อยู่ในช่วงเวลาทุกๆ 16.2 ชั่วโมง และครั้งเมื่อนักดาราศาสตร์พยายามซูมเข้าไปยังระบบดาว NGTS-7 พวกเขาก็ตระหนักได้เลยทันทีว่า แท้จริงแล้ว NGTS-7 มันประกอบไปด้วยดาวแคระแดงอยู่เป็นจำนวน 2 ดวง (M dwarfs (M-type main sequence stars)) ที่กำลังโคจรร่วมกันอยู่ (หรือที่เรียกว่าระบบดาวฤกษ์คู่ (Binary star) ) ดังนั้นชื่อของระบบดาวจึงควรจะเป็น NGTS-7AB ในที่สุด และดูเหมือนว่ามีเพียง 1 ดวงในจำนวนนี้ที่มีปรากฏให้เห็นถึงความสว่างแบบริบหรี่! ซึ่งจากสันนิษฐานเบื้องต้นก็คือ อาจมีอะไรบางสิ่งที่มืดมิดโคจรอยู่โดยรอบมัน หรือปรากฏอยู่เหนือพื้นผิวของมัน!
Facebook
กลับสู่บนสุด