Sci Ways – หน้า 3 – Sci Ways
มีนาคม 13, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets

มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets

เครื่องบินยุคใหม่ที่สามารถบรรทุกผู้คนโดยสารนับล้านคนได้ในแต่ละวันทั่วโลก และกระสวยอวกาศที่ส่งมนุษย์เดินทางออกไปสู่ท่ามกลางดวงดาว จากความพยายามที่ได้เอ่ยมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างนั้นหรือ หรือว่าแท้จริงแล้วในอดีตเมื่อหลายพันก่อน สิ่งเหลือเชื่อเหล่านี้อาจได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกันแน่ เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็จะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพลาดอะไรที่จุดไหนของส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกหรือไม่....
มีนาคม 4, 2020
ท่องอวกาศ | การเดินทางระหว่างดวงดาว | เทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศ | ยานอวกาศ

Interstellar travel: การเดินทางระหว่างดวงดาว และ เทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศ

การเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar travel) นั้นก็คือการออกไปจากระบบสุริยะของตัวเองเพื่อเดินทางไปสู่ระบบดวงดาวอื่น ซึ่งยานอวกาศนั้นอาจจะมีลูกเรือควบคุมอยู่หรือไม่มีก็ได้ ปัจจุบันแนวคิดของการเดินทางระหว่างดวงดาวนั้นยังถือว่าค่อนข้างห่างไกลจากความเป็นจริง (ใกล้เคียงสุดก็คือการเดินทางของยานอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และยานวอยเอเจอร์ 2 ที่ปัจจุบันยานสำรวจทั้ง 2 ลำ เพิ่งจะเดินทางออกไปจากระบบสุริยะของเราได้สำเร็จ โดยทั้งสองเป็นยานอวกาศแบบไร้คนขับ) อีกทางการเดินทางระหว่างดวงดาวยังถือเป็นเรื่องที่ยากกว่าการเดินทางไปมาภายในระบบสุริยะมาก
กุมภาพันธ์ 4, 2020
ดาว J1407b ราชาแห่งวงแหวนที่แท้จริง ในฉายาว่า "ดาวเสาร์ในร่างสเตียรอยด์"

ดาว J1407b ราชาแห่งวงแหวนที่แท้จริง ในฉายาว่า “ดาวเสาร์ในร่างสเตียรอยด์”

ในปี 2007, J1407 ถูกสังเกตว่า การที่แสงของมันได้ถูกบดบังเป็นช่วงๆนั้น เป็นผลมาจากการมีอยู่ของสหายของดาวที่มีชื่อว่า 1SWASP J1407b (J1407b) คาดว่าน่าจะเป็นประเภทของดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ หรือไม่ก็เป็นดาวแคระน้ำตาล ที่มีวงแหวนขนาดใหญ่โตมโหฬารอยู่โดยรอบ แต่ภายหลังการส่องหาดูดาวเคราะห์ดวงนี้อีกครั้ง นักดาราศาสตร์ก็ไม่พบเจอมันอีก สืบเนื่องมาจากวงโคจรของมันมีลักษณะที่บิดเบี้ยวมาก (highly eccentric orbit) นั่นเอง สหายมวลต่ำ J1407b ดวงนี้ ถูกขนานนามว่าเป็น “ดาวเสาร์ในร่างสเตียรอยด์” (Saturn on steroids) หรือ “ซูเปอร์ดาวเสาร์” (Super Saturn) อันเนื่องจากมันมีระบบวงแหวนที่มีขนาดใหญ่มาก โดยรัศมีของมันขยายออกไปสู่อากาศไกลถึง 90 ล้านกิโลเมตร (หรือคิดได้เป็น 0.6 หน่วยดาราศาสตร์ (AU)) ข้อมูลเบื้องต้นประเมินไว้ว่า J1407b จะใช้เวลาโคจรครบรอบสหายดาวฤกษ์ของมันในทุกๆ 1 ทศวรรษ หรือราวๆ 10 ปี (ช่วงประมาณ 3.5 ถึง 13.8 ปี) และมวลของมันมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีอยู่ในช่วงระหว่าง 13 ถึง 26 เท่า ส่วนขนาดความยิ่งใหญ่ของระบบวงแหวนรอบดาว J1407b นั้นกว้างใหญ่กว่าดาวฤกษ์ของมันเสียอีก! และหากนำมวลสารของวงแหวนรอบดาวทั้งหมดมารวมกัน มันก็จะมีขนาดมวลพอๆกับมวลของโลก
กุมภาพันธ์ 2, 2020
ภารกิจพิชิตขั้ว ดวงอาทิตย์ โดย Solar Orbiter

Solar Orbiter: ภารกิจพิชิต “ขั้ว” ดวงอาทิตย์ โดยโซลาร์ออร์บิเตอร์

Solar Orbiter คือยานท่องอวกาศลําใหม่ล่าสุด ที่มีแผนจะส่งไปถ่ายภาพแรกบริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงอาทิตย์ ซึ่งยานอวกาศลำนี้เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือกันระหว่าง องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) และมีแผนจะส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวด Atlas V ณ แหลมคะแนเวอรัล ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 11:03 นาที ตามเวลาในประเทศไทย โดยยานอวกาศจะใช้แรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์ และโลกมาช่วยในการสวิงตัวออกไปจากระนาบวงโคจรของดวงอาทิตย์ที่เป็นแนววงโคจรเดียวกับวงโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ เช่น ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก และดาวอังคารเป็นต้น จากตำแหน่งนี้ Solar Orbiter จะให้มุมมองเหมือนกับเป็นสายตาของนก ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นขั้วของดวงอาทิตย์ได้เป็นครั้งแรก....คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติม
มกราคม 31, 2020
นาซ่าเคปเลอร์ เป็นพยานต่อการค้นพบระบบดาว “แวมไพร์” ที่เกิดซุปเปอร์ระเบิดออกมาจาก “โนวาแคระ” (Dwarf nova)

นาซ่าเคปเลอร์ เป็นพยานต่อการค้นพบระบบดาว “แวมไพร์” ที่เกิดซุปเปอร์ระเบิดออกมาจาก “โนวาแคระ” (Dwarf nova)

ยานอวกาศเคปเลอร์ของนาซ่า ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ผ่านเทคนิคการสังเกตแสงดาวฤกษ์ที่ลดลงครั้งเมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านหน้าที่เรียกว่า “Transit Method” และด้วยความรู้ในเรื่องนี้นักดาราศาสตร์จึงได้ออกแบบวิธีการค้นหาเทหวัตถุอื่นๆในจักรวาลเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ซึ่งจากการขุดค้นข้อมูลเก่าๆของเคปเลอร์ ก็ได้เผยให้เห็นถึงการระเบิดอย่างรุนแรงแบบไม่ปกติ (unusual super-outburst) ออกมาจากวัตถุประหลาดที่เรียกว่า ‘โนวาแคระ’ (Dwarf nova) ซึ่งจู่ๆก็เกิดมีความสว่างขึ้นถึง 1,600 เท่าภายในเวลาไม่ถึงวัน ก่อนที่จะจางหายไป ระบบดาวดวงนี้ประกอบไปด้วย ดาวแคระขาว (white dwarf star) ที่อยู่ร่วมกันกับดาวแคระน้ำตาล (brown dwarf) ที่มีมวล 1 ใน 10 เท่าของมวลดาวแคระขาว จากการศึกษาวงโคจรของดาวแคระน้ำตาลดวงนี้ก็พบว่า มันอยู่ห่างไกลจากดาวแคระขาวเพียง 400,000 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะทางกับระยะห่างของโลกและดวงจันทร์ นี่จึงส่งผลทำให้มันมีความเร็วที่สูงมาก ในการเคลื่อนตัวอยู่ในวงโคจรของดาวแคระขาว ซึ่งมันใช้เวลาโคจรครบรอบดาวทุกๆ 83 นาทีเท่านั้น และด้วยการที่มันอยู่ใกล้กันเกินไปขนาดนี้ แรงโน้มถ่วงอันแข็งแกร่งของดาวแคระขาวจึงได้ฉีกมวลสาร ของดาวแคระสีน้ำตาลออกมา! พร้อมกับค่อยๆดูดกลืนมันเข้าไป คล้ายกันกับพฤติกรรมของ “แวมไพร์” (vampire) ที่กำลังดูดเลือดจากออกมาจากตัวเหยื่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน โดยมวลสารต่างๆเหล่านี้ที่ถูกฉีกออก มันก็ก่อจะตัวกลายเป็นแผ่นดิสก์ที่หมุนวนลงไปสู่ใจกลาง (ซึ่งในกรณีนี้ก็จะคล้ายกันกับ จานพอกพูนมวลรอบหลุมดำ หรือดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดใหม่ ที่เรียกว่า Accretion disk)
มกราคม 26, 2020
ปิดตำนานกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope)

Spitzer Space Telescope: กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์

สปิตเซอร์ ถือเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศ 1 ใน 4 ของโครงการสำรวจอวกาศที่ชื่อ Great Observatories program อันประกอบไปด้วย กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ( Hubble Space Telescope), กล้องโทรทรรศน์อวกาศคอมป์ตัน (Compton Gamma Ray Observatory), กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) และ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแค่กล้องฮับเบิล กับกล้องจันทราเท่านั้นที่ยังคงดำเนินภารกิจต่ออย่างปกติ ในขณะที่กล้องคอมป์ตันนั้นได้สิ้นสุดภารกิจไปนานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 และเร็วๆนี้ กล้องอวกาศสปิตเซอร์ก็มีแผนยุติหน้าที่ภายในวันที่ 30 มกราคม ปี 2020 นี่ก็ 16 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่กล้องสปิตเซอร์ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศครั้งแรกในปี 2003 ซึ่งมันก็ได้เผยให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย อันนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราออกไปจนเกือบถึงขอบของจักรวาล สปิตเซอร์ถูกออกแบบมาเพื่อทำการศึกษาองค์ประกอบของจักรวาลต่างๆได้แก่ the cold, the old และ the dusty ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะสามารถสังเกตเห็นได้ดีภายใต้แสงอินฟราเรด
มกราคม 23, 2020
ตรวจพบกระจุกของสสารมืดหายาก โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แล้วพบว่ามันมีขนาดเล็กที่สุดตั้งแต่เคยพบมา (dark matter clumps)

ตรวจพบกระจุกของสสารมืดหายาก โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แล้วพบว่ามันมีขนาดเล็กที่สุดตั้งแต่เคยพบมา (dark matter clumps)

สสารมืดนั้นคือรูปแบบของสสารที่มองไม่เห็น ซึ่งมันมีอยู่จริงและประกอบกันขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของมวลในเอกภพ และมีส่วนช่วยสำคัญสำหรับการก่อร่างสร้างกาแล็กซีขึ้นมา แม้ว่านักดาราศาสตร์จะมองไม่เห็นสสารมืด แต่พวกเขาก็สามารถตรวจจับการมีอยู่ของมันทางอ้อมได้ โดยการวัดว่า แรงโน้มถ่วงของมัน จะส่งผลกระทบต่อดาวฤกษ์และกาแลกซี่เช่นไร การตามล่าหาสสารมืดโดยปราศจากดวงดาวนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันมีความท้าทายมาก อย่างไรก็ตามทีมวิจัยฮับเบิล ก็ได้ใช้เทคนิคในการตรวจหาแบบใหม่ จนสามารถค้นหาสสารมืดได้พบ โดยไม่จำเป็นต้องสืบหามันผ่านอิทธิพลของความโน้มถ่วงจากดาวฤกษ์ก็ได้ โดยเป้าหมายที่ทีมงานได้เล็งเอาไว้ก็คือ บริเวณของจุดอันทรงพลัง และห่างไกลทั้ง 8 แห่ง ที่เปรียบเสมือนเป็น “ไฟถนน” (streetlights) ให้แก่จักรวาล ที่เรียกว่า ‘เควซาร์’ (Quasar) โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวัดค่าของแสงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากก๊าซออกซิเจน และนีออน ที่กำลังโคจรอยู่โดยรอบของแต่ละหลุมดำในเควซาร์ ซึ่งถูกทำให้โค้งงอโดยความโน้มถ่วงของกาแล็กซี่ที่อยู่เบื้องหน้า ที่เปรียบเสมือนดังกับทำหน้าที่เป็นแว่นขยายให้ ด้วยวิธีการนี้ ทีมงานจึงสามารถค้นพบกระจุกสสารมืด (cold dark matter) ได้ ผ่านการสังเกตแสงที่เล็ดลอดออกมาจากเควซาร์ ผ่านกาแล็กซี่ที่เสมือนเป็นเลนส์กำลังขยายอยู่เบื้องหน้า
มกราคม 20, 2020
เรื่องราวปริศนาของ Lieserl Einstein ลูกสาวคนแรกของ ไอน์สไตน์

Lieserl Einstein: เรื่องราวปริศนาของ ลูกสาวคนแรกของ ไอน์สไตน์

ไลแซล ไอน์สไตน์ (Lieserl Einstein) เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1902 (ไม่ทราบวันเสียชีวิต) เธอคือลูกคนแรกของ ‘มิเลวา มาริค’ (Mileva Marić) และ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ (Albert Einstein) จากการติดตามเนื้อหาในจดหมายระหว่างพ่อและแม่ของเธอ ก็พบว่า ไลแซล นั้นเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคมปี 1902 ก่อนที่พ่อและแม่ของเธอจะแต่งงานกัน (เป็นลูกนอกสมรส) ในเมือง โนวิสาด, วอยวอดีนา ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเซอร์เบีย เธอได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ของเธอเพียงระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่ไอน์สไตน์ กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานใน สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่มาริคจะมาอยู่กับไอ้สไตล์ด้วย โดยไม่มีการติดตามมาของลูกสาวของเธอ
มกราคม 20, 2020
จักรวาลไม่สนใจการมีอยู่ของโลก?

จักรวาลไม่สนใจการมีอยู่ของโลก?

หากโลกของเราถูกลบออกไปแบบทันทีทันใด จักรวาลของเราจะรับรู้หรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับความเร็วแสง และระยะทาง เช่นหากเราอยู่ ณ กาแล็กซี่แอนโดรมีด้าที่อยู่ห่างไกลออกไป 2.5 ล้านปีแสง กว่าเราจะรับรู้ว่าโลกหายไปก็คงต้องใช้เวลา 2.5 ล้านปีเป็นต้น ถามว่า มีใครสนใจโลกของเราหรือเปล่า คือถ้าเขาไม่สนใจ ต่อให้โลกสลายหายไป ทุกอย่างก็ยังคงเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลล่ะ? (แน่นอนว่าตอนนี้เรายังไม่รู้) ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆจักรวาลจะยังมีความหมายอยู่อีกไหม ถ้าขาดผู้สังเกตไป ผู้ซึ่งที่จะมารับรู้และเป็นพยานต่อการมีอยู่ของจักรวาล
Facebook
กลับสู่บนสุด