Avenger End Game: แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน

Avenger End Game: แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน

ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029
ดาวเคราะห์น้อย อาโพฟิส มีโอกาสชนโลก ในปี 2029
พฤษภาคม 6, 2019
การทดสอบยิงยานอวกาศเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยในภารกิจ DART
การทดสอบยิงยานอวกาศเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยในภารกิจ DART
พฤษภาคม 15, 2019
Avenger End Game: แนวคิดเรื่อง จักรวาลที่มีจำนวนเป็นอนันต์ และจักรวาลคู่ขนาน

Avenger End Game/ Time Heist

ในปี 2018 ภายหลังที่กลุ่มอเวนเจอร์สได้พ่ายแพ้ให้กับธานอสไป พวกเขาจึงรวมกลุ่มเหล่าฮีโร่ที่เหลืออยู่อีกครั้ง เพื่อออกเดินทางไปลอบโจมตีธานอสบนดาว The Garden (Titan II) หรือดาวที่ธานอสได้ลี้ภัยมาหลบอยู่ ดังที่ได้เห็นในฉากสุดท้ายของภาค Avengers: Infinity War นั่นเอง ซึ่งภารกิจในครั้งนี้ของอเวนเจอร์สก็คือการชิง อัญมณีทั้ง 6 (Infinity Stone) มาเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ธานอสได้กระทำลงไป แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะก่อนที่เหล่าอเวนเจอร์สจะมาถึง ธานอสก็ได้ชิงทำลายอัญมณีไปเสียแล้ว นี้ก็หมายความว่าการจะทำให้จักรวาลของสิ่งมีชีวิตได้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง จึงไม่อาจสามารถทำให้เกิดขึ้นได้แล้วนั่นเอง

Time Heist (แผนปล้นเวลา)

ทีนี้กลับมาที่โลกใน 5 ปีให้หลังหรือในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งโลกในตอนนั้นต้องบอกได้เลยว่าสิ้นหวังมากๆ รัฐบาลในหลายๆประเทศถึงขั้นต้องล่มสลายไป เพราะในยุคนั้นผู้คนกว่าครึ่งบนโลก ได้ถูกทำให้สลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมด และแล้วจุดเริ่มต้นแห่งความหวังก็ปรากฏขึ้นเมื่อ ‘สกอตต์ แลง’ (Scott Lang) (ที่หลายคนเข้าใจว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้สลายไปด้วย) ก็สามารถหลุดออกมาได้จากมิติควอนตัมได้หรือที่ในภาพยนตร์เรียกว่า Quantum Realm ซึ่งเมื่อเขาหลุดออกมาได้เขาก็ค่อนข้าง งง กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับโลก เพราะโลกดูเหมือนจะเสื่อมโทรมลงไปเยอะมาก และมารู้ในภายหลังว่าโลกที่เขาอยู่นั้น เวลามันได้เดินผ่านไปเร็วอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ นาฬิกาที่เขาติดอยู่ใน Quantum Realm นั้นเดินผ่านไปเพียงแค่ 5 ชั่วโมงเท่านั้นหากเทียบกับเวลาบนโลก 5 ปี นี้จึงทำให้เขารู้ได้เลยทันทีว่าโลกที่เขาได้ออกมาก็คือโลกอนาคตนั่นเอง เขาจึงไม่รอช้าแล้วเดินทางไปยังฐานอเวนเจอร์สโดนทันที เพื่ออธิบายถึงสิ่งต่างๆภายในมิติควอนตัมว่า มันมีช่องทางให้สำหรับการเดินทางไปในเวลาได้! และนี้จึงกลายมาเป็นที่มาของการสร้างเครื่องย้อนเวลา (Time Machine) ขึ้น ซึ่งอุปกรณ์นี้มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อแผนการที่เรียกว่า Time Heist หรือ แผนปล้นเวลาของเหล่าอเวนเจอร์ส โดยพวกเขาได้ใช้อุปกรณ์นี้ย้อนเวลาไปยังช่วงเวลาต่างๆของเหตุการณ์สำคัญๆในอดีต ที่มีการปรากฏขึ้นของ Infinity Stone แล้วไปขโมยมันกลับมายังไทม์ไลน์ปัจจุบันเพื่อใช้มันในการแก้ไขถึงสิ่งต่างๆที่ธานอสได้กระทำเอาไว้

อุโมงค์ควอนตัม (Quantum Tunnel) สร้างขึ้นโดย Hank Pym, Elihas Starr และ Bill Foster

ขอเกริ่นนำเอาไว้เพียงเท่านี้ สำหรับผู้ใดที่ยังไม่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง Avenger End Game ก็สามารถตีตั๋วเข้าไปได้เลยเพราะหนังเพิ่งจะฉายได้เพียงไม่กี่สัปดาห์อีกอย่าง ต้องบอกได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเล่นประเด็นของการย้อนเวลาที่แหวกแนวและแปลกใหม่กว่าภาพยนตร์ไซไฟแนวย้อนเวลาต่างๆในอดีตอยู่มาก เพราะปกติเราจะคุ้นชินกันการย้อนเวลาผ่านเครื่องมือขนาดใหญ่หรืออาจเป็นย้อนเวลาแบบเร่งความเร็ว หรือการย้อนเวลาผ่านหลุมดำขนาดใหญ่เป็นต้น แต่สำหรับ Avenger End Game นั้นจะแตกต่างออกไปตรงที่พวกเขาได้เล่าเรื่องการย้อนเวลาผ่านความเป็นไปได้ในฟิสิกส์สมัยใหม่ ในเรื่อง ฟิสิกส์ควอนตัม! หรือซึ่งจะเกี่ยวข้องกับจักรวาลของสิ่งที่เล็กที่สุด (เล็กกว่าอะตอม) และวุ่นวายที่สุด

Quantum Realm (มิติควอนตัม)

ถ้าอิงจากภาพยนตร์เรื่อง Avenger End Game หรือ Ant-Man ก็มักจะมีการกล่าวถึงมิติควอนตัมที่เรียกว่า Quantum Realm อยู่ ซึ่ง Quantum Realm นี้คือ มิติในส่วนย่อยที่สุด ที่หากเราติดอยู่ในมิตินี้แล้วก็จะพบว่า เราจะเห็นถึงความเป็นไปได้ของจักรวาลต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่เป็นอนันต์ หรือพูดง่ายๆก็คือ Quantum Realm นั้นคือช่องว่างที่อยู่ระหว่าง multiverse หรือ พหุภพ ซึ่งพหุภพนั้นถือได้ว่าเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างได้รับการยอมรับในปัจจุบันว่าอาจมีอยู่จริง โดยพหุภพก็คือแนวคิดตามสมมติฐานว่า มีจำนวนของจักรวาลที่สามารถเกิดขึ้นและสลายไปอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้จบ (รวมถึงจักรวาลของเราก็ด้วย) โดยแต่ละจักรวาลก็จะประกอบไปด้วยทุกสิ่งอย่างที่เป็นจริงทางกายภาพ เช่น เวลา อวกาศ รูปแบบของสสารทุกชนิด พลังงาน โมเมนตัม และกฎทางฟิสิกส์รวมถึงค่าคงที่ต่างๆเช่น ความเร็วแสง ที่ครอบคลุมอยู่ก็ด้วย และที่สำคัญคือ ในแต่ละจักรวาลก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า จักรวาลคู่ขนานอยู่ด้วยเสมอ (เพื่อให้เข้าใจคือพหุภพคือจักรวาลจำนวนอนันต์ที่เกิดขึ้นและสลายไปอยู่ตลอดเวลา โดยจักรวาลคู่ขนานก็คือจักรวาลที่อยู่ในพหุภพอีกที ที่จะปรากฏให้เห็นในลักษณะของการทับซ้อน และเรียงกันอยู่ตามลำดับส่วนย่อยของเวลา อย่างไม่รู้จบ)

สกอตต์ แลง ขณะติดอยู่ใน Quantum Realm

Multiverse/ Parallel Universes (พหุภพ/ เอกภพคู่ขนาน)

ซึ่งแนวคิดของของพหุภพนี้อยู่ในวิชาขั้นสูงทางฟิสิกส์ 3 ทฤษฎีได้แก่ ‘ทฤษฎีทฤษฎีเส้นเชือก’ (String Theory), ทฤษฎีเอกภพขยายตัว (Cosmic Inflation ซึ่งในทฤษฎีนี้มีการรวมเอาแนวคิดของพลังงานมืดเอาไว้ด้วย), และทฤษฎีสสารมืด (Dark matters) โดยทฤษฎีสสารมืดนี้ นักฟิสิกส์ ได้เคยคำนวณปริมาณสสารเอาไว้แล้ว ปรากฏว่ามันมีอยู่เป็นจำนวนมากกว่าสสารทั้งเอกภพรวมกันเสียอีก (หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ร้อยละ 85 ของสสารทั้งหมดในจักรวาล) จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ทฤษฏีดังที่ได้เอ่ยมานั้น มันไปส่งผลอย่างมากต่อความเป็นไปได้ ของแนวคิดเรื่อง ‘พหุภพ’ (Multiverse)

Stephen Strange ขณะเดินทางผ่าน Quantum Realm

แต่การจะที่เราจะพิสูจน์ในเรื่องความถูกต้องของแนวคิด‘พหุภพ’ (Multiverse) นั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็กำลังดำเนินการอยู่ซึ่งเรายังคงขาดทั้งเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างเครื่องชนอนุภาคกำลังสูง (เครื่องชนอนุภาค CERN ยังมีกำลังไม่มากพอจะตรวจหาอนุภาคมวลมากในส่วนที่เหลือ) และองค์ความรู้อีกหลายอย่างที่จะมาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ แต่คงจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นหากเรา Ant-Man Suit ที่สามารถย่อส่วนลงไปศึกษาในโลกของควอนตัมด้วยตัวเองดังเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Ant-Man หรือ Avenger End Game ที่พวกเขาได้ใช้อนุภาคในส่วนย่อยของอะตอมที่ชื่อว่า Pym Particles มาช่วยในการย่อหรือขยายมิติของขนาดวัตถุได้อย่างอิสระ แต่เนื่องจากในมิติควอนตัมนั้นไม่มีความเสถียรและวุ่นวายมากๆ ดังนั้นผู้เขียนบทจึงจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือในส่วนของ Quantum Tunnel หรือ อุโมงค์ควอนตัมเอาไว้ด้วย ซึ่งมันคือประตูทางเข้าและออกไปสู่พื้นที่ของ Quantum Realm ถ้าไม่มี Quantum Tunnel แล้วละก็เราก็จะไม่สามารถระบุตำแหน่งต่างๆภายใน Quantum Realm ได้เลย ซึ่งในภายหลังด้วยความช่วยเหลือโดยเหล่าทีมอเวนเจอร์ที่เหลือใน Avenger End Game จึงให้ Quantum Tunnel ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก และสามารถใช้มันเป็นประตูทางผ่านไปสู่เวลาและสถานที่ต่างๆในอดีตได้!

Chaos theory (ทฤษฎีความอลวน)

แต่ผลของการไปแทรกแซงเวลานี้เอง ก็สามารถไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจักรวาลขนานได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในจักรวาลขนานนี้เองที่อาจไปทำให้เกิดการแตกย่อยของจักรวาลออกไปอีก ที่เราจะพบว่าจักรวาลที่ถูกแทรกแซงนั้นอาจมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนกับจักรวาลของเรา เช่นหากเราใช้ อุโมงค์ควอนตัม (Quantum Tunnel) ย้อนไปยังสถานที่และเวลาในสมัยที่เรายังไม่เกิด แล้วไปขัดขวางความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่ง ซึ่งทั้งสองคนนี้ในอนาคตจะกลายมาเป็นพ่อและแม่ของเรา! นี้หมายความว่าอะไร? นี้ก็หมายถึงตัวตนของเราในจักรวาลขนานแห่งนี้ก็จะไม่มีตัวตนของเราในอนาคตนั่นเอง ซึ่งนี้อาจรวมไปถึงผลกระทบต่างๆที่วุ่นวายตามมาหลังจากนี้อีกมากมาย หรือที่หลายคนอาจรู้จักกันในชื่อของ Butterfly Effect ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฎีความอลวนที่อธิบายว่า ด้วยจุดเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็อาจสามารถสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงอย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าใน Avenger End Game ทำไมภารกิจนี้จึงจำเป็นจะต้องไม่ให้มีผู้ใดจับตัวได้ และดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อลำดับความสำคัญในเวลาของจักรวาลขนานแห่งนั้น และนี้ก็ไม่ใช่แต่เพียงใน Avenger End Game เท่านั้น ในภาพยนตร์ไซไฟแนวย้อนเวลาหลายๆเรื่อง ก็มักมีการกำชับให้เห็นอยู่บ่อยๆเช่นกัน ในเรื่องของการกระทำที่อาจไปส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในลำดับเหตุการณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การไปพัวพันกับอดีตของตัวเอง เช่น การพบเจอเข้ากับร่างของตัวเอง หรือ การไปขัดขวางความรักของผู้ที่จะกลายมาเป็นผู้ให้กำเนิดเราในอนาคต!

ทฤษฎีความอลวน เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัต เรามักจะได้ยินคำพูดที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือ “ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ”

บทสรุป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราอาจได้พลาด ไปทำให้คู่รักของผู้จะกลายมาเป็นผู้ให้กำเนิดเราในอนาคตเปลี่ยนไป แต่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวตนของเราในปัจจุบัน (จักรวาลที่เรามา) ได้หายไปแต่อย่างใด หากเราได้อิงในเรื่องที่ว่าด้วยจักรวาลมีจำนวนอนันต์ หรือ แนวคิดของ ‘พหุภพ’ (Multiverse)! เพียงแต่ว่าการไปแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงอดีตดังกล่าว มันจะไปส่งผลทำให้เกิดการแตกกิ่งก้านของจักรวาลขนานใหม่ ที่เรื่องราวต่างๆภายในโลกแห่งนั้นจะไม่เหมือนกับโลกของเราอีกต่อไป! แต่ถึงอย่างนั้นหากการแทรกแซงอดีตที่ไม่ได้ไปส่งผลสำคัญ หรือไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก จักรวาลขนานแห่งนั้นก็คงจะยังคงดำเนิน ลำดับเรื่องราวต่างๆ ไม่ไปต่างจากจักรวาลปัจจุบันของเรา

ปัจจุบันเรื่องที่ว่าด้วยการเดินทางในเวลานั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงอยู่! แต่จริงในเรื่องของการเดินทางไปสู่อนาคต ซึ่งจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กล่าวว่า หากเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เราจะเห็นได้เลยว่านาฬิกาของเราจะเดินช้ากว่าผู้คนที่หยุดนิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความแตกต่างของเวลาจะเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเราเคลื่อนที่เข้าใกล้กับอัตราเร็วแสง เช่นหากเราเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วที่ 99.99% ของอัตราเร็วแสง เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้วหยุด ก็จะพบว่าเวลาบนโลกของเราได้ล่วงเลยผ่านไปแล้วหลายปีเป็นต้น

แหล่งข้อมูลประกอบบางส่วน

  1. Time Heist
  2. Multiverse
  3. Chaos theory
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา

ใส่ความเห็น

Facebook
กลับสู่บนสุด