การสูญพันธุ์ & เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้ง ที่เกิดขึ้นกับโลก

การสูญพันธุ์ & เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้ง ที่เกิดขึ้นกับโลก

ไก่หรือไข่ อะไรเกิดก่อนกัน
ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน
ตุลาคม 26, 2020
การสูญพันธุ์ & เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้ง ที่เกิดขึ้นกับโลก

อุกกาบาตขนาดใหญ่ชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนในยุค ครีเทเชียส–พาลีโอจีน (ภาพจาก Pixabay)

การสูญพันธุ์ ในความหมายแล้วก็คือ การสิ้นสุดของการดำรงอยู่ในกลุ่มของสิ่งมีชีวิต (ส่วนมากจะอยู่ในลำดับของสปีชีส์) โดยทั่วไปช่วงเวลาแห่งการสูญพันธุ์คือการตายของสิ่งมีชีวิตตัวสุดท้ายในสปีชีส์นั้นๆ แม้ว่าความสามารถในการสืบพันธุ์ และการฟื้นตัวจะหายไปก่อนหน้าแล้วก็ตาม เนื่องจากช่วงเวลาการดำรงอยู่ของสปีชีส์ และจำนวนนั้นค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันหลักฐานที่มีก็สวนทางกัน จึงทำให้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับการศึกษาย้อนหลังว่าสิ่งมีชีวิตตัวสุดท้ายของการสูญพันธุ์นั้นคือตัวไหน 

ความลำบากนี้นำไปสู่ปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น ปรากฏการณ์ลาซารัสแทคซอน (Lazarus taxon) ที่สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจู่ๆ ก็หายไปอย่างปุ๊บปับ (จากบันทึกหลักฐานทางฟอสซิล รวมถึงจากการสำรวจ) และกลับมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในภายหลัง ตัวอย่างเช่นนกทาคาฮี (Takahe) หรือนกอีโก้งยักษ์ แห่งนิวซีแลนด์ ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1898 และค้นพบอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1948 

มากกว่าร้อยละ 99 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด จำนวนมากกว่าห้าพันล้านสปีชีส์ ที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้คาดว่าได้ตายจากไปแล้ว ทุกวันนี้สายพันธุ์กว่าประมาณ 8.7 ล้านชนิดทั่วโลกคือสิ่งมีชีวิตชนิดยูแคริโอต และอาจมากกว่านี้อีกหลายเท่าหากรวมเอาจุลินทรีย์อย่างเช่นแบคทีเรียเข้ามาด้วย

การสูญพันธุ์ในเชิงวิวัฒนาการแล้ว จะหมายถึง การที่สิ่งมีชีวิตได้ผ่านกระบวนการ “การเกิดสปีชีส์” (speciation) ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม หากว่าพวกมันสามารถเจริญเติบโต และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาได้ดีกว่า ในขณะที่สิ่งมีชีวิตเดิมจะสูญพันธุ์ก็ต่อเมื่อพวกมันไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลง หรือไม่อาจต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดได้จากการแข่งขันในกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย และโดยปกติแล้ว สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ภายใน 10 ล้านปี นับจากการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก แม้ว่าจะยังคงมีบางสปีชีส์ที่เรียกว่า ‘ซากดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิต’ (living fossils) ที่อยู่รอดมาได้ ด้วยการคงสัณฐานเดิมหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย ในตลอดหลายร้อยล้านปีมาแล้วก็ตาม

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างหายาก (เนื่องจากไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง) ขณะเดียวกันการสูญพันธุ์ไปทีละสายพันธุ์จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า 

จากข้อมูลบันทึกการสูญพันธุ์ในเร็วๆ นี้ ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ที่พบว่าอัตราการสูญพันธุ์ขณะนี้ พุ่งสูงขึ้นอย่างน้อย 100 ถึง 1,000 เท่า ซึ่งสูงกว่าอัตราธรรมชาติที่พบได้จากบันทึกทางฟอสซิลเสียอีก

ในปี ค.ศ. 2012 เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward Osborne Wilson) นักชีววิทยา, นักธรรมชาติวิทยา และนักเขียน ชาวอเมริกัน ได้ทำนายเอาไว้ในหนังสือ The Future of Life เอาไว้ว่า สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์ ครึ่งหนึ่ง อาจสูญพันธุ์ไป ภายในปี ค.ศ. 2100

จากรายงานในปี ค.ศ. 2018 ระบุว่าความหลากหลายทางวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 300 ชนิด ได้ถูกลบหายไป ในยุคที่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาแล้ว ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีน (Pleistocene เป็นธรณีกาลระหว่าง 2,588,000-11,700 ปีก่อน ที่มียุคน้ำแข็งเกิดขึ้นซ้ำๆ กัน) ซึ่งโดยปกติแล้วต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ถึง 7 ล้านปีกว่าความหลากหลายทางวิวัฒนาการเช่นนี้จะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง 

จากผลรายงานประเมินความหลากหลายทางชีวภาพและ ระบบนิเวศ ของหน่วยงาน IPBES ในปี ค.ศ. 2019 ระบุว่า มวลชีวภาพ ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่าลดลงร้อยละ 82 และระบบนิเวศตามธรรมชาติได้สูญเสียพื้นที่ไปกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนับล้านเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์

และในปีเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 2019 จากการศึกษาในเรื่องของการสูญพันธุ์ ก็พบว่า พืช และสัตว์กว่า 1 ล้านชนิดในตอนนี้ตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง และนับตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1750 จนมาถึงปัจจุบัน ก็มีสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตได้สาบสูญไปกว่า 571 ชนิด นี่เป็นเพียงผลจากการสำรวจเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจำนวนของการสาบสูญน่าจะมีมากกว่านี้ 

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Extinction event)

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ คือการที่ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกลดลงไปอย่างฉับพลัน เป็นจำนวนมาก อันเป็นผลมาจากการที่มีเหตุการณ์อะไรบางสิ่งเกิดขึ้น ที่ได้ไปทำให้สภาพแวดล้อมในธรรมชาติเลวร้ายลงอย่างถึงขีดสุด จนไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก (เนื่องจากสิ่งมีชีวิตปรับตัวไม่ทัน) จากผลประเมินหาจำนวนของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วง 540 ล้านปีที่ผ่านมา ก็พบว่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างน้อยๆ 5 ครั้ง

เนื่องจากชีวมวลส่วนใหญ่บนโลก เป็นชีวิตจำพวกจุลินทรีย์ ทำให้ยากมากต่อการวัดเหตุการณ์การสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปสำรวจ องค์ประกอบทางชีวภาพที่มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้นมากกว่านั้นแทน และจากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ทางประวัติศาสตร์ก็พบว่า การสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ และฟอสซิลส่วนใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์นำมาศึกษาก็มาจากซากของสัตว์ที่เคยอยู่ใต้ท้องทะเล เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีลำดับชั้นของเวลาที่ชัดเจนกว่าสัตว์บก แถมยังแสดงให้เห็นถึงภาพรวมทางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคได้ง่ายกว่า

การสูญพันธุ์ครั้งแรก ที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ของโลกคือ การเพิ่มขึ้นของออกซิเจนในบรรยากาศโลกครั้งใหญ่ (Great Oxidation Event) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 2,400 ล้านปีก่อน เหตุการณ์ในครั้งนั้นนำไปสู่การสูญเสียส่วนใหญ่ของจุลชีพจำพวก Obligate anaerobe ซึ่งเป็นกลุ่มของจุลชีพที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการหายใจ (เนื่องจากออกซิเจนเป็นพิษต่อเซลล์ของจุลชีพกลุ่มนี้) หลังจากนั้นโลกของเราก็เข้าสู่ยุคของแคมเบรียน (Cambrian explosion) เมื่อราว 540 ล้านปีก่อน ก่อนที่จะเผชิญเข้ากับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีก 5 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งนั้นก็มีปัจจัยบางอย่างที่สำคัญที่ไปส่งผลต่อการสูญพันธุ์ในแต่ละเหตุการณ์นั้นๆ 

โดยเหตุการณ์ล่าสุดและเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือเหตุการณ์สูญพันธุ์ในยุคของครีเทเชียส–พาลีโอจีน (Cretaceous–Paleogene extinction event) ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์ และพืชพันธุ์ต่างๆ ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ 

นอกเหนือจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้งแล้ว อันที่จริงยังมีการสูญพันธุ์เกิดขึ้นตามมาอีกหลายระลอก และบางสาเหตุก็มาจากกิจกรรมของมนุษย์ด้วย ซึ่งถัดไปจากนี้เราอาจกำลังใกล้เข้าสู่เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งที่ 6 แล้วก็เป็นได้ 

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ทั้ง 5

การสูญพันธุ์ทั้ง 5 ถูกนำเสนอขึ้นในปี ค.ศ. 1982 ในเอกสารวิจัยของสองนักบรรพชีวินวิทยา แจ็ค เซปกอสกี้ (Jack Sepkoski) และ เดวิด เอ็ม. ราพ (David M. Raup) ซึ่งเดิมทีแล้วเหตุการณ์ทั้ง 5 นี้ถูกระบุว่าคือค่าผิดปกติของแนวโน้มที่พบว่ามีอัตราการสูญหายไปของสายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิตในช่วงระหว่าง บรมยุคฟาเนอโรโซอิก (Phanerozoic) ซึ่งเป็นมหายุคทางธรณีวิทยาในปัจจุบันทางธรณีกาล ที่มีการปรากฏตัวขึ้นของสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ในตลอดช่วง 540 ล้านปีที่ผ่านมา

  1. เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน (Ordovician-Silurian extinction events): ทั้งสองเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อราว 450 – 440 ล้านปีก่อน ได้คร่าชีวิตไปกว่าร้อยละ 27 ของวงศ์, ร้อยละ 57 สกุล และร้อยละ 60 ถึง 70 ของสปีชีส์ทั้งหมดได้สูญพันธุ์ไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์ทะเล การสูญพันธุ์ในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้จัดอันดับให้เป็นที่ 2 แห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดทั้ง 5 ครั้ง ในแง่ของการดับสูญสกุลในสิ่งมีชีวิต โดยเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2020 จากงานศึกษาก็ชี้เห็นว่าสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในระลอกแรกนั้น มาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับการระเบิดของภูเขาไฟ และภาวะการขาดออกซิเจน ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ภาวะเป็นพิษของโลหะในมหาสมุทร เมื่อระดับออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง โดยโลหะพิษนี้อาจได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตในระดับต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร จึงเป็นสาเหตุทำให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับบนกว่า ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยาก และสูญสิ้นไปในที่สุด ในขณะที่บางสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับการระเบิดของดาวฤกษ์อย่างรุนแรงก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย โดยนักวิทยาศาสตร์บางท่านเสนอว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการที่โลกของเราถูกอาบไปด้วยรังสีแกมมาเข้มข้นที่เกิดขึ้นจาก ไฮเปอร์โนวา (hypernova) ที่แหล่งกำเนิดของมันอยู่ห่างไกลจากโลกประมาณ 6,000 ปีแสง เพียงแค่ 10 วินาที ที่รังสีพลังงานสูงนี้ได้เดินทางมาถึงชั้นบรรยากาศของโลก ก็ส่งผลทำให้โอโซนกว่าครึ่งต้องสลายไป ทำให้รังสีอันตรายต่างๆ จากอวกาศสามารถเดินทางลงมาถึงพื้นผิวโลกได้อย่างสะดวก ในขณะที่สิ่งมีชีวิตในยุคนั้น ไม่อาจปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันนี้ได้ ท้ายที่สุดต้องสูญพันธุ์ไป ส่วนในข้อสันนิษฐานสุดท้ายนั้นกล่าวว่า การระเบิดของภูเขาไฟในช่วงระหว่าง 440 – 460 ล้านปีก่อน ได้พ่นเอามวลสารของซิลิเกตออกมาเป็นจำนวนมาก และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ทำให้โลกของเราต้องเผชิญหน้าเข้ากับความผันผวนทางสภาพอากาศอย่างรุนแรง และสิ่งนี้ทำให้เกิดกลายเป็นยุคน้ำแข็งสั้นๆ ขึ้น สิ่งมีชีวิตหลายๆ สายพันธุ์ไม่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วพอที่จะทนอยู่รอดได้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ และต่อมาเมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  2. การสูญพันธุ์ปลายยุคดีโวเนียน (Late Devonian extinction): การสูญพันธุ์ในเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราว 375 – 360 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ใกล้กับในช่วงการเปลี่ยนแปลงของยุคดีโวเนียน – คาร์บอนิเฟอรัส หลังสิ้นสุดยุคฟราสเนียน (Frasnian Age) ซึ่งกินเวลายืดเยื้อมานานทำให้กว่าร้อยละ 19 ของวงศ์, 50 สกุล และอย่างน้อยๆ 70 สปีชีส์ทั้งหมด ต้องดับสูญไป นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเหตุการณ์สูญพันธุ์ในครั้งนี้ ได้ทรมานสิ่งมีชีวิตเป็นเวลานานกว่า 20 ล้านปี จากหลักฐานยังพบว่ามีการสูญพันธุ์อีกหลายๆ ชุดในช่วงเวลานี้ ส่วนสาเหตุของการสูญพันธุ์ยังไม่เป็นที่แน่นอน ทำให้มีหลายทฤษฎีต่างๆ มากมายออกมา เช่นการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย, ผลกระทบที่ได้รับมาจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา, สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเมื่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลดลง และโลกหนาวเย็น
  3. เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก (Permian-Triassic extinction event) นี่คือเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่เกิดขึ้นเมื่อราว 252 ล้านปีก่อน และได้คร่าชีวิตไปมากมาย โดยวงศ์กว่าร้อยละ 57, สกุล และสปีชีส์เกินกว่าร้อยละ 90 – 96 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องดับสิ้นไป ในยุครุ่งเรืองที่สุดของสัตว์ขาปล้อง (Arthropod) และไทรโลไบต์ (Trilobite) (โดยแบ่งเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเล 96 เปอร์เซ็น และ 70 เปอร์เซ็นต์ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตบนบกที่สูญพันธุ์ไป) อีกทั้งยังเป็นจุดจบของวิวัฒนาการที่สำคัญของสัตว์บกอีกด้วย อันเป็นที่รู้จักกันใน “The Great Dying” หรือการตายครั้งใหญ่ ที่ไปปิดโอกาสให้จำพวกสัตว์เลื้อยคลานที่คล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammal-like reptiles) ต้องหยุดพัฒนาการไปด้วย ภายหลังสิ้นสุดเหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานถึง 30 ล้านปี และเปิดทางให้กับสัตว์ในกลุ่มของ ‘อาร์โคซอร์’ (Archosaur) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์, จระเข้ และ นก ได้ผงาดขึ้นมาครองโลกในเวลาต่อมา โดยมีข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุของการสูญพันธุ์ไว้ต่างๆ ดังนี้ 1) การที่มีอุกกาบาตขนาดใหญ่หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก 2) ภูเขาไฟใต้น้ำเกิดปะทุ ทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลงเป็นอย่างมาก 3) อุกกาบาตพุ่งชนโลกแล้วไปกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นทั่วโลก
  4. เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคไทรแอสซิก-จูแรสซิก (Triassic-Jurassic extinction event) เมื่อราว 201.3 ล้านปีก่อน ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคไทรแอสซิกด้วย โดยกว่าร้อยละ 23 ของวงศ์, ร้อยละ 48 สกุล และร้อยละกว่า 70 – 75 ของสปีชีส์ทั้งหมดต้องสูญพันธุ์ไป (โดยสัตว์ทะเลคิดเป็นร้อยละ 20 ของวงศ์ และร้อยละ 55 สกุล) โดยส่วนมากเป็นสัตว์ที่ไม่ใช่ อาร์โคซอร์ เช่น ‘เธอแรพสิด’ (Therapsids) และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกกำจัดไป เหลือทิ้งไว้แต่เพียงไดโนเสาร์ (dinosaurs) ที่มีอยู่เป็นจำนวนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามอาร์โคซอร์ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสภาพแวดล้อมทางน้ำ รวมถึง ไดอะซิดที่ไม่ใช่อาร์คชอซอร์เรียน (non-archosaurian diapsids) ที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสภาพแวดล้อมทางทะเลในยุคนั้น ส่วนญาติของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่อย่างเท็มโนสปอนดิล (Temnospondyl) ก็ยังคงอยู่รอดมาได้ต่อจนถึงในยุคครีเทเชียสในออสเตรเลีย ส่วนสาเหตุของการสูญพันธุ์นั้นคาดว่ามาจากภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งใหญ่ที่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก จนได้ปลดปล่อยลาวาจำนวนมหาศาลออกมา และอาจทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขั้นวิกฤตขึ้น โดยพบหลักฐานจากการระเบิดของหินภูเขาไฟจำนวนมากหลายที่ เช่นทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา, ทางตะวันออกของบราซิล และทางเหนือของแอฟริกา และสเปน
  5. เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลิโอจีน (Cretaceous-Paleogene extinction event) เมื่อราว 66 ล้านปีก่อน ได้สร้างความเสียหายให้แก่ วงศ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดกว่าร้อยละ 17, สกุลร้อยละ 50 และสปีชีส์กว่าร้อยละ 75 ต้องสูญพันธุ์ไป อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อสาบสูญของหอยแอมโมไนต์ (Ammonite), พลีซิโอซอร์ (Plesiosauria) และโมซาซอรัส (Mosasaurus) ที่ลดจำนวนลงจนเหลือเพียงแค่ 33 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกัน ไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก ทั้งหมดก็สูญพันธุ์ไปในช่วงเวลานั้นด้วย การสูญพันธุ์ในครั้งนั้น ก่อให้เกิดความแปรปรวนเป็นอย่างมากต่อห่วงโซ่อาหาร เพราะได้สร้างความอดอยากให้แก่สัตว์กินพืช และสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ในทางกลับกัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นกลับได้เปิดโอกาส ให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และนกที่สืบเชื้อสายมาจาก เทโรพอด (Theropods) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่แทนไดโนเสาร์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ในครั้งนั้น มาจากการที่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ซึ่งมีการประเมินขนาดเอาไว้อยู่ที่ระหว่าง 11 – 81 กิโลเมตร ได้พุงเข้าชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาทัน (Yucatan Peninsula) ใต้อ่าวเม็กซิโก จนก่อให้เกิดเป็นแอ่งหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า ชิกซูลูบ (Chicxulub Crater) และมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 150 กิโลเมตร ลึก 20 กิโลเมตร โดยพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในอ่าวเม็กซิโก ศาสตราจารย์โจอันนา มอร์แกน นักธรณีฟิสิกส์ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ในสหราชอาณาจักรบอกว่า ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์คำนวณผลของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น หากมีไอกำมะถัน 100 กิกะตัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,400 กิกะตัน ฟุ้งกระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยพบว่าสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอากาศที่พื้นผิวโลกทั้งปี ลดลงอย่างน้อย 26 องศาเซลเซียส และจะมีช่วงเวลา 3-16 ปีหลังจากนั้นที่โลกมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง “ขณะนี้เราทราบแล้วว่า ปริมาณกำมะถันที่ระเหยเป็นไอขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศหลังอุกกาบาตพุ่งชนโลก 66 ล้านปีก่อน มีสูงกว่าที่แบบจำลองดังกล่าวคาดการณ์ไว้มากหลายเท่า ซึ่งก็หมายความว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกรวมทั้งไดโนเสาร์ต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเหน็บรุนแรงเป็นเวลานานยิ่งกว่านั้นมากนัก” ศ. มอร์แกนกล่าว

แหล่งข้อมูล

  1. Extinction
  2. Extinction event
  3. การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
  4. หินจาก “ชิกซูลุบ” เผยข้อมูลใหม่เรื่องฤดูหนาวล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์
  5. Lazarus taxon
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด