สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทที่ 1: หลักฐานการมีอยู่ของเอเลี่ยน

สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทที่ 1: หลักฐานการมีอยู่ของเอเลี่ยน

ค้นพบระบบดาวที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบมา
ค้นพบระบบดาวที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบมา (HD 106906)
มิถุนายน 20, 2019
พบสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งออกมาจากภายในทางช้างเผือก
พบสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งออกมาจากภายในทางช้างเผือก
มิถุนายน 29, 2019
สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทที่ 1

ภาพจากปกภาพยนตร์เรื่อง E.T. the Extra-Terrestrial (1982)

ชีวิตนอกโลกโดยความหมายก็คือ ชีวิตอะไรก็ตามที่ไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ภายในโลก ชีวิตดังกล่าวอาจเป็นไปได้ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่าง ‘โพรแคริโอต’ (prokaryote) ตลอดไปจนถึงรูปแบบของชีวิตที่มีความสลับซับซ้อน หรือยิ่งกว่านั้นก็คือ รูปแบบของชีวิตที่อาจมีอารยธรรมล้ำหน้าไปยิ่งกว่าเรา! ซึ่งตามสมการของเดรก (Drake equation) ที่ถูกเขียนขึ้นโดย Dr. Frank Drake เมื่อปี ค.ศ. 1961 ก็ได้ใช้ทฤษฎีตามหลักความน่าจะเป็น (Probability theory) เข้ามาช่วยในเรื่องของการติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตภายในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราได้ โดย The Drake equation กล่าวว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการจะทราบว่ามีจำนวนของอารยธรรมเท่าไหร่ แต่ใจความสำคัญก็คือเพื่อต้องการไปกระตุ้นว่า เราจะค้นหาสัญญาณแรกของอารยธรรมต่างดาวพบได้เมื่อไหร่ต่างหาก!

โดยหากเราอิงพื้นฐานจากความคิดทางวิทยาศาสตร์ของเทคโนโลยีต่างดาวก็คือ พวกเขาจะต้องมีการสื่อสารผ่านเครื่องมือทางคลื่นวิทยุได้เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ดังนั้นแล้วหากเราต้องการที่จะค้นหาอารยธรรมชั้นสูงข้างนอกนั่น สิ่งสำคัญสุดไม่แพ้กันกับวิธีอื่นๆเลยก็คือ การรับฟังเสียงที่ส่งออกมาจากพวกเขา โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษารูปแบบของชีวิตต่างดาวเรามักจะเรียกว่า Exobiology

ภาพวาดโดย Richard Bizley ที่จินตนาการถึงอนาคตที่มนุษย์สามารถเดินทางไปสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ Enceladus ที่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ใต้ผิวของดาว
ภาพวาดโดย Richard Bizley ที่จินตนาการถึงอนาคตที่มนุษย์สามารถเดินทางไปสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ Enceladus ที่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ใต้ผิวของดาว

ตั้งแต่กลางยุคศตวรรษ 20 ก็ได้เกิดงานวิจัยที่เกี่ยวกับการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่เป็นจำนวนมากมาย เนื่องจากในยุคนั้นการแข่งขันทางด้านอวกาศได้เกิดการปะทุกันอย่างดุเดือดระหว่าง ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ซึ่งก็ได้ทำให้เทคโนโลยีทางอวกาศได้เกิดการพัฒนาไปอย่างมากในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีสื่อสารทางวิทยุ ตราบมาจนถึงปัจจุบันในเรื่องงานวิจัยเราก็ได้ก้าวมาถึงในยุคของหน่วยงานเซติ ซึ่งเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาหลักฐานของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตสติภูมิปัญญาจากนอกโลก ไล่ไปตั้งแต่การเฝ้าระวัง และตรวจตราท้องฟ้า เพื่อตรวจจับการส่งสัญญาณแบบไม่ปกติจากนอกอวกาศ (อย่างเช่น คลื่นวิทยุ, คลื่นไมโครเวฟ, แสง เป็นต้น) ที่อาจส่งมาจากอารยธรรมที่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ในช่วงแรกโครงการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันเงินทุนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนองค์กรเซติจะได้รับมาจากแหล่งทุนทางภาคเอกชน

จานรับสัญญาณคลื่นวิทยุจากนอกโลก FAST Radio Telescope (Five hundred meter Aperture Spherical Telescope) ของจีน ที่กำลังพัฒนาขึ้น เพื่อมาสนับสนุนในภารกิจตามหาสัญญาณแรกจากต่างดาว
จานรับสัญญาณคลื่นวิทยุจากนอกโลก FAST Radio Telescope (Five hundred meter Aperture Spherical Telescope) ของจีน ที่กำลังพัฒนาขึ้น เพื่อมาสนับสนุนในภารกิจตามหาสัญญาณแรกจากต่างดาว

แนวคิดของชีวิตนอกโลก โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานั้น เรามักจะได้พบเห็นในทางวัฒนธรรมของภาพยนตร์แนว บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์ (science fiction) หรือบทนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น Star trek, Star wars หรือเรื่อง valerian เป็นต้น โดยในตลอดหลายปีที่ผ่านมาสื่อบันเทิงคดีวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็ได้ก็ได้ช่วยผลักดันแนวคิดของความเป็นไปได้ต่างๆของเอเลี่ยน ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งก็มีความหลากลายทางชีวิตอยู่มากมายดังที่ได้ได้เคยรับชมกันมา ซึ่งบ้างก็ได้นำเสนอชีวิตเอเลี่ยนชั้นสูงโดยอิงจากตามหลักทฤษฎีทางวิทศาสตร์อีกด้วย! แน่นอนเราต้องยอมรับว่าสื่อบันเทิงเหล่านี้ได้ไปกระตุ้นทำให้ผู้คนจากสาธารณะทั่วไปอย่างเราๆ ได้หันมาให้ความสนใจในเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

แผ่นแผนที่ไพโอเนียร์ (Pioneer Plaque) ที่ติดไปกับยาน Pioneer 10 และ Pioneer 11 เมื่อช่วงต้นทศวรรษปี 1970 (ภาพจาก NASA/HQ)
แผ่นแผนที่ไพโอเนียร์ (Pioneer Plaque) ที่ติดไปกับยาน Pioneer 10 และ Pioneer 11 เมื่อช่วงต้นทศวรรษปี 1970 (ภาพจาก NASA/HQ)

แต่ถึงอย่างนั้นการที่มนุษย์เราต่างได้พยายามติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยนด้วยวิธีการต่างๆก็อาจสร้างภัยอันตรายกับเราในอนาคตได้เช่นกัน เช่นในอดีตที่เราได้เคยส่งคลื่นวิทยุออกไป ,หรือการส่งหลักฐานถึงการมีอยู่ของเราติดไปยานอวกาศ อย่างเช่นแผ่นแผนที่ไพโอเนียร์ (Pioneer Plaque) ที่ติดไปกับยาน Pioneer 10 และ Pioneer 11 เมื่อช่วงต้นทศวรรษปี 1970 ที่ระบุถึงตำแหน่งของระบบสุริยะเรา รวมไปถึงรูปร่างของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอย่างมนุษย์ หรือแผ่นจานทองคำของวอยเอจเจอร์ 1 และ 2 (Voyager Golden Record) เมื่อช่วงปลายทศวรรษปี 1970 ที่ได้บันทึกภาพและเสียงที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของชีวิตและวัฒนธรรมบนโลก!

แผ่นจานทองคำของวอยเอจเจอร์ 1 และ 2 (Voyager Golden Record) เมื่อช่วงปลายทศวรรษปี 1970  (ภาพจาก NASA/JP)
แผ่นจานทองคำของวอยเอจเจอร์ 1 และ 2 (Voyager Golden Record) เมื่อช่วงปลายทศวรรษปี 1970 (ภาพจาก NASA/JP)

ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ แบบที่มีการส่งหลักฐานการมีอยู่ของเราออกไปเพื่อมีความประสงค์ให้เอเลี่ยนทางภูมิปัญญาได้รับรู้ มันก็อาจเป็นดาบสองคม ที่มีทั้งผลดีและผลเสีย เพราะหากเราโชคร้ายได้เพื่อบ้านต่างดาวที่มีนิสัยชอบรุกราน หรือพวกที่ต้องการเอาตัวรอดจากการดับสูญของบ้านเกิดตัวเองเป็นต้น พวกเอเลี่ยนก้าวร้าวเหล่านี้หากเขาสามารถมาเยือนโลกของเราได้จริง วันนั้นจะเป็นวันหายนะของมนุษย์โลกอย่างแท้จริง เพราะด้วยหลักการง่ายๆคือถ้าพวกเขามาเยือนโลกเราได้ นั่นก็แสดงว่า พวกเขาจะต้องมีวิทยาการเดินทางในอวกาศที่ล้ำสมัยมากๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นยุทโธปกรณ์ของมนุษย์ก็คงยากที่จะต่อกรกับพวกเขาจริงๆ

สันนิษฐานของชีวิตเอเลี่ยนนอกโลก

สันนิษฐานของชีวิตเอเลี่ยนนอกโลก ดังเช่นชีวิตจำพวก ‘ไมโครออแกนนิซึม’ microorganisms หรือจุลินทรีย์ เหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มันมีอยู่จริงอยู่ภายในระบบสุริยะของเรา รวมไปถึงด้านนอกของระบบสุริยะ นี่ก็หมายความว่า เราจะสามารถพบเจอชีวิตเอเลี่ยนพวกนี้กระจายอยู่เต็มไปหมดในจักรวาล!

แล้วทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงเชื่ออย่างนั้น (ที่เชื่อว่าชีวิตอย่างเช่น พวกไมโครออแกนนิซึม มีอยู่เต็มไปหมดในอวกาศ) นั่นก็เป็นเพราะจากการสำรวจอวกาศในตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์เราได้สะสม องค์ความรู้ต่างๆทางด้านดาราศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่เราได้รับมาจากเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ การสำรวจอวกาศ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง การค้นพบทางชีววิทยาในเรื่องของวิวัฒนาการชีวิต รวมไปถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ของโลก (การตรวจวัดอายุโลก, การศึกษาการกำเนิดโลก)

กลุ่มแบคทีเรีย Escherichia coli เมื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น 10,000 เท่า (ภาพจาก  
Eric Erbe, digital colorization by Christopher Pooley, both of USDA, ARS, EMU )
กลุ่มแบคทีเรีย Escherichia coli เมื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น 10,000 เท่า (ภาพจาก
Eric Erbe, digital colorization by Christopher Pooley, both of USDA, ARS, EMU )

โดยสรุปก็คือ พวกเรากำลังอาศัยอยู่ในกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเดียวกันนั่นเอง หรือภายในจักรวาลแห่งนี้ ดังนั้นแล้ว ลักษณะการกำเนิดของชีวิตเอเลี่ยน รวมไปถึงลักษณะของการวิวัฒนาการ เราจึงสามารถศึกษามันได้บางส่วน จากการก่อกำเนิดชีวิตที่อยู่ภายในระบบสุริยะของเรา, โดยในประเด็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตนอกโลกนี้ได้เคยถูกนำมาเป็นหนึ่งในหัวข้อเสวนาของสารคดีที่ชื่อ God, the Universe and Everything Else (พระเจ้า, จักรวาล และทุกสรรพสิ่ง) ที่เคยออกอากาศผ่านทางโทรทรรศน์เมื่อปี ค.ศ. 1988 มาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นก็มีเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายๆท่านเลยที่เข้าร่วมถกเถียงกันในประเด็นนี้เอาไว้อย่าง ‘คาร์ล เซแกน’ (Carl Sagan), ‘สตีเฟน ฮอว์กิง’ (Stephen Hawking) และ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ‘อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก’ (Arthur C. Clarke) มาร่วมให้ความเห็นทางวิชาการในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘ทฤษฎีบิกแบง’ (Big Bang theory), การมีอยู่ของผู้สร้าง (God) และรวมไปถึงหัวข้อยอดฮิตอย่าง ‘สิ่งมีชีวิตนอกโลกก็ด้วย’ (Extraterrestrial Life) ในขณะที่นักคิดที่มีชื่อเสียงและอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอย่าง ‘วินสตัน เชอร์ชิล’ (Winston Churchill) ก็เคยได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกไว้ประมาณว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า ชีวิตไม่ได้มีอยู่นอกเหนือไปจากโลกของเรา”

เอาจริงๆในเรื่องข้อถกเถียงประเด็นสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้เคยเอ่ยถึงไว้มานานแล้ว ร่วม 500 ปี หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จักรวาลวิทยาเชิงกายภาพใน ‘หลักการของโคเปอร์นิคัส’ (Copernican principle) ที่กล่าวว่า มนุษย์บนโลก หรือภายในระบบสุริยะของเรา อาจไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์เพียงแห่งเดียวในเอกภพ หรือจะพูดคร่าวๆก็คือ อาจมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนระบบดาวดวงอื่น ที่กำลังส่องกล้องมองมาที่เราอยู่ก็เป็นได้ อย่างในภาพที่มีชื่อเสียงของ ’โยฮันเนส เคปเลอร์’ (Johannes Kepler)  ที่ชื่อ ‘M’ (Mundus ‘มันดัส’) ที่ได้วาดเอาไว้ระหว่างปี ค.ศ. 1617–1621 ก็ได้แสดงให้ความเห็นเอาไว้ว่า โลกของเราเป็นเพียงหนึ่งในแสงดาว ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายบนท้องฟ้า ดังนั้นแล้วตามหลักสามัญสำนึกของมนุษย์เราในเรื่องชีวิตที่นี้ก็บอกกับเราได้ว่า “พวกเราไม่ได้พิเศษอะไรเลย”

ภาพที่มีชื่อเสียงของ ’โยฮันเนส เคปเลอร์’ ที่ชื่อ ‘M’ แสดงให้ความเห็นเอาไว้ว่า โลกของเราเป็นเพียงหนึ่งในแสงดาว ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายบนท้องฟ้า (ภาพจาก  
Iohannes Kepler - Iohannes Kepler, Epitome astronomiae Copernicanae, 1618)
ภาพที่มีชื่อเสียงของ ’โยฮันเนส เคปเลอร์’ ที่ชื่อ ‘M’ แสดงให้ความเห็นเอาไว้ว่า โลกของเราเป็นเพียงหนึ่งในแสงดาว ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายบนท้องฟ้า (ภาพจาก
Iohannes Kepler – Iohannes Kepler, Epitome astronomiae Copernicanae, 1618)

การมีอยู่ของชีวิต

จากการประมาณการก็พบว่า เคมีที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต (chemistry of life) ได้เริ่มถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก อย่างเร็วสุดภายหลังจากการเกิด Big Bang เมื่อราว 13,800 ล้านปีก่อน ซึ่งขณะนั้นจักรวาลของเราอายุได้เพียง 10 – 17 ล้านปีเท่านั้น! นี้ก็หมายความว่าในขณะที่จักวาลของเรายังเล็กๆอยู่ ชีวิตก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและแพร่กระจายไปแล้วทั่วจักรวาล! แม้ว่าชีวิตอาจก่อตัวให้เห็นได้ไม่ค่อยบ่อยนัก แต่สำหรับการแพร่กระจายไปในที่ต่างๆของจักรวาลนั้น ‘สะเก็ดดาว’ (meteoroids) จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ดาวเคราะห์สามารถอยู่ได้’ (Habitable Planets) เช่นโลก กระบวนการที่ทำให้ชีวิตเกิดขึ้นมานั้นจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นมาจาก ‘แพนสเปอร์เมีย’ (Panspermia) ซึ่งขั้นตอนของ Panspermia ก็คือ การที่มีวัตถุอวกาศดังเช่น ‘ฝุ่นอวกาศ’ (space dust), ‘สะเก็ดดาว’ (meteoroids), ‘ดาวเคราะห์น้อย’ (asteroids), ‘ดาวหาง’ (comets) และ ‘ดาวเคราะห์แคระ’ (planetoids) เป็นต้น มาเป็นพาหนะที่ใช้สำหรับการแพร่กระจายของ Microorganisms ซึ่งวัตถุอวกาศขนาดเล็กไปถึงขนาดกลางเหล่านี้ อาจบรรทุกมาพร้อมกับชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘แบคทีเรีย’ (bacteria) รวมไปถึง สาย DNA จากพวกมันก็ด้วย

อีกทั้งขั้นตอนการกำเนิดของระบบดาวฤกษ์ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงแรก ที่เรียกว่า ‘โพรโทเพลนเนททารี ดิสค์’ (Protoplanetary disk) ที่กลุ่มของฝุ่นและก๊าซต่างๆ หมุนวนอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ ณ ช่วงก่อกำเนิด (ก่อนการก่อกำเนิดโลก) ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สำคัญมาก ของวิวัฒนาการในโมเลกุลของชีวิตให้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสันนิษฐานดังกล่าวในขั้นการสร้างชีวิตที่มีความสลับซับซ้อนของ Protoplanetary disk นี้ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาได้จากรูปแบบการก่อตัวของดาวฤกษ์นอกระบบสุริยะ ซึ่งพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่แม้แต่ระบบดวงดาวอื่นๆ ก็อาจมีการสร้างชีวิตขึ้นมาในขั้นตอนนี้เช่นกัน

 Protoplanetary disk  กลุ่มของฝุ่นและก๊าซต่างๆ หมุนวนอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ ณ ช่วงก่อกำเนิด ของดาว HL Tauri (ภาพจาก wikipedia/ ALMA)
Protoplanetary disk กลุ่มของฝุ่นและก๊าซต่างๆ หมุนวนอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ ณ ช่วงก่อกำเนิด ของดาว HL Tauri (ภาพจาก wikipedia/ ALMA)

และตั้งแต่ปลายปีทศวรรษที่ 1950 นักดาราศาสตร์ก็ได้เสนอว่า ‘เขตเอื้ออาศัยได้’ (habitable zones) รอบดาวฤกษ์นั้น น่าจะเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิต เพราะหากดาวเคราะห์อยู่ใกล้เกินไปดาวก็จะร้อนและอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ห่างไกลมากๆนั่นก็จะไปทำให้ดวงนั้นยิ่งหนาวเย็นไปอีก ดังนั้นดาวเคราะห์ที่อายู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ หรืออยู่ห่างจากดาวฤกษ์หลักของมันในเขตความร้อนที่อบอุ่นพอ ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ชีวิตอาจสามารถวิวัฒนาการขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับโลก

ระยะการตรวจหาดาวเคราะห์ของภารกิจเคปเลอร์ ในระยะ 3,000 ปีแสง จากระบบสุริยะของเรา (ภาพวาดโดย Jon Lomberg นำเสนอโดย NASA)
ระยะการตรวจหาดาวเคราะห์ของภารกิจเคปเลอร์ ในระยะ 3,000 ปีแสง จากระบบสุริยะของเรา (ภาพวาดโดย Jon Lomberg นำเสนอโดย NASA)

โดยการประเมินทางสถิติเมื่อปี 2007 ก็ระบุว่าดาวเคราะห์ในเขตเอื้ออาศัยได้นั้น อาจมีอยู่หลายพันล้านดวงที่อาจมีองค์ประกอบคล้ายโลก และแล้วเมื่อเทคโนโลยีและเทคนิคการดูดาวที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยทำให้ตั้งแต่ในปี 2013 เป็นต้นมา นักวิทาศาสตร์จึงเริ่มค่อยๆค้นพบดาวเคราะห์ในเขตเอื้ออาศัยได้เพิ่มขึ้น จากไม่กี่ดวง จนมาถึงปัจจุบันเราก็ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมาแล้วรวมกันกว่า 4,000 ดวง! อีกทั้งจากรายงานของฐานข้อมูลในภารกิจเคปเลอร์ Kepler space mission ก็พบว่า ภายในกาแล็คซี่ทางช้างเผือกของเราอาจมีดาวเคราะห์อยู่มากถึง 40,000 ล้านดวงที่มีขนาดเท่ากันกับโลก และโคจรอยู่ในเขตเอื้ออาศัยได้ ที่ดาวฤกษ์หลักในระบบเหล่านั้นมีมวลขนาดใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ และดาวฤกษ์แคระแดง! อีกทั้งในปัจจุบันเราก็พบอีกว่าดาวเคราะห์เพื่อนบ้านที่เหมือนกันกับโลกที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากเราไปเพียง 12 ปีแสงเท่านั้น!

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา

ใส่ความเห็น

Facebook
กลับสู่บนสุด