นีล อาร์มสตรอง
Interstellar [บทที่ 3]: Lazarus ภารกิจสำรวจดวงดาว
ตุลาคม 2, 2018
คำทำนายของไอน์สไตน์ และทฤษฎีกรวยแสง
คำทำนายของไอน์สไตน์ และทฤษฎีกรวยแสง
ตุลาคม 28, 2018

มนุษย์คนแรกที่สามารถเหยียบดวงจันทร์ก็คือ นีล อาร์มสตรอง (ส่วนคนที่สองก็คือ บัซซ์ อัลดริน (Buzz Aldrin) ซึ่งเราจะจดจำคนแรกมากกว่า แต่ถึงยังไงทั้งคู่ก็เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่สามารถเดินทางไปสู่ดวงจันทร์และเหยียบดวงจันทร์ได้) จากภารกิจสำรวจอวกาศอันโด่งดังที่สุดแห่งยุคอย่าง อะพอลโล 11 (Apollo 11) พร้อมกับจรวด แซทเทิร์น ไฟว์ (Saturn V) ที่ว่ากันว่าคือจรวดที่ทรงพลังที่สุดตั้งแต่มนุษย์เคยได้สร้างมาเลยทีเดียว ซึ่งในภาพยนตร์ First Man ก็ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมันได้อย่างน่าประทับใจมากๆ

นักบินทดสอบ

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue) อาร์มสตรองก็กลายมาเป็นนักบินทดสอบเพื่องานวิจัยทดลอง (Experimental Research Test Pilot) และเข้าทำงานให้กับคณะกรรมการส่งเสริมการบินแห่งชาติหรือ (NACA) ณ ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ด (Edwards) จากแหล่งข้อมูลคือ ไม่สามารถระบุตำแหน่งของเขาได้ขณะปฏิบัติงานอยู่ที่นั่น ก่อนจะเริ่มทำการบินทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ปี 1955 ณ หอทดลองการบินลูอิส (Lewis) ที่คลีฟแลนด์ (Cleveland) เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาทำงานอยู่ที่นั่น ต่อมาในวันที่ 11 กรกฎาคม เขาก็ได้ย้ายไปทำงานอยู่ที่สถานี High-Speed Flight ในท้ายที่สุด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน X-15

ณ ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ด (Edwards) นีล ได้สร้างสถิติต่างๆเอาไว้เป็นที่น่าจดจำอยู่มากมาย อาทิเช่น สถิติความเร็วสูงสุดไว้ที่ 5.75 มัค (6,420 กม./ชม) เมื่อปี 1962 และในปีเดียวกัน เมื่อวันที่ 20 เมษายน ในเที่ยวบินครั้งที่ 4 ของการทดสอบระบบควบคุมการบิน MH-96 (MH-96 flight control system) กับเครื่องบิน North American X-15-หมายเลข 672 ในขณะบินทดสอบที่ความเร็ว 5.31 มัค อยู่นั้น เครื่องยนตร์ของเขาเกิดหยุดทำงาน นี้จึงส่งผลทำให้เพดานบินของ นีล ทะยานหลุดขึ้นไปอยู่ที่ความสูง 207,500 ฟุต หรือสูงจากพื้นโลกราว 63 กิโลเมตร! ซึ่งนับว่านี่เป็นเพดานบินสูงที่สุดของการทดสอบเครื่องบินรุ่น x-15 ของเขาเลยทีเดียว แม้ว่าเขาจะสามารถควบคุมเครื่องยนตร์จนสามารถบินกลับเข้ามายังชั้นบรรยากาศที่ความสูง 100,000 ฟุตได้แล้วก็ตาม แต่เครื่องบินก็แฉลบอากาศจนหลุดกลับขึ้นไปอยู่ที่ความสูง 115,000 ฟุตอีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นที่ระดับความสูงที่ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น นีล ยังต้องประสบพบเจอกับปัญหาของระบบควบคุมพลศาสตร์ที่ไม่สามารถบังคับทิศทางได้ (The Aerodynamic Control Surfaces) แต่นับว่าโชคดีที่เครื่องบิน X-15 ของเขานั้นเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ถูกติดตั้งระบบ Reaction Thruster Flight Controls (หรือระบบแรงดันขับเคลื่อนสามมิติที่ใช้กับยานอวกาศ) เอาไว้แล้ว จนในท้ายที่สุดเขาก็สามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย (ว่าด้วยเรื่องของสถิติเพดานบิน มนุษย์เคยบินสูงที่สุดเอาไว้ที่ 367,490 ฟุต หรือ 112 กิโลเมตรจากพื้นโลก เมื่อปี 2004 โดยเครื่องบินจรวด SpaceShipOne) และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 1962 เขาก็ออกจากศูนย์วิจัยการบิน ด้วยประสบการณ์บินทั้งหมด 2,400 ชั่วโมง และ 7 เที่ยวบินสำหรับเครื่องบิน X-15 ก่อนที่อาร์มสตรองจะเริ่มเข้าปฏิบัติภารกิจ เจมินี (Gemini) ในเวลาต่อมา

คาเรน แอนน์ อาร์มสตรอง (Karen Anne Armstrong)

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ปี 1962 นีล และ ภรรยาเจเน็ต ก็ต้องสูญเสียลูกสาวของพวกเขาไปด้วยวัยเพียง 2 ขวบ เท่านั้น เธอเสียชีวิตเนื่องจากอาการปอดบวมขณะทำการรักษาเนื้องอกในสมองของเธอ จากเหตุการณ์สูญเสียในครั้งนี้ นีล อาร์มสตรองกล่าวเอาไว้ในหนังสือ First Man: The Life of Neil A. Armstrong ว่า (แหล่งอ้างอิงคำพูด)

ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผม ที่จะทำในสถานการณ์นั้นก็คือ การดำเนินงานของผมต่อไป ผมพยายามทำให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้ และพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะไม่ให้เรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถของผมที่จะทำในสิ่งที่ก่อประโยชน์

จุดเริ่มต้นอาชีพนักบินอวกาศ

เอาเข้าจริงๆในเดือนมิถุนายนปี 1958 นีล อาร์มสตรองเคยได้ถูกรับเลือกจากกองทัพอากาศสหรัฐไว้แล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมโครงการ Man In Space Soonest Program ซึ่งเป็นโครงการของทางกองทัพอากาศเอง โดยมีเป้าหมายหลักก็คือ การพยายามนำพามนุษย์ออกไปสู่อวกาศ (Outer Space) ให้ได้ก่อนสหภาพโซเวียต แต่แล้วในวันที่ 1 สิงหาคม โครงการดังกล่าวก็ได้ถูกปฎิเสธไป และถูกแทนที่ด้วย โครงการเมอร์คิวรี (Project Mercury) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนในปีเดียวกัน ซึ่งโครงการเมอร์คิวรีก็คือโครงการของพลเรือนและดำเนินการภายใต้องค์การนาซ่า (National Aeronautics and Space Administration) ที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม ปี 1958 หรือเพียง 2 วันก่อนที่ Man In Space Soonest Program จะถูกยุบไป โดยในขณะเวลานั้น อาร์มสตรอง เองก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมเป็นนักบินอวกาศได้ เพราะการคัดเลือกทั้งหมดจะถูกจำกัดสิทธิ์ไว้แต่เพียงผู้ที่เป็นทหารนักบินทดสอบเท่านั้น

โครงการอวกาศ เจมินี (Project Gemini)

ในเดือนเมษายนปี 1962 นาซ่าประกาศรับสมัครและค้นหาบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนักบินอวกาศสำหรับกลุ่มที่ 2 ให้กับโครงการอวกาศ เจมินี ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้นักบินพลเรือน สามารถเข้ามาร่วมรับการคัดเลือกได้เป็นครั้งแรก และในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมปี 1962 อาร์มตรองก็มีโอกาสไปร่วมนิทรรศการแห่งศตวรรษที่ 21 (Century 21 Exposition หรือ Seattle World’s Fair) และได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศที่ได้รับการสนับสนุนจาก NASA จากความสนใจในอวกาศของเขาจึงทำให้หลังกลับจากนิทรรศการในวันที่ 4 มิถุนายน นีล อาร์มสตรองจึงตัดสินใจ ยื่นใบสมัครเข้าร่วมรับการคัดเลือกเพื่อเป็นนักบินอวกาศ แต่เนื่องจากใบสมัครของเขามาถึงล่าช้าเกินกว่ากำหนดเป็นสัปดาห์ (โดยวันสุดท้ายของการสมัครก็คือวันที่ 1 มิถุนายน ปี 1962) แต่ด้วยความช่วยเหลือจาก เพื่อนเก่าของเขานามว่า Dick Day  ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจำลองการบินอยู่พอดี เขาจึงช่วยนำใบสมัครของ นีล ไปกองรวมเข้ากับใบสมัครของคนอื่นๆไว้ได้ทันก่อนที่จะถูกที่สังเกตเห็น และในวันสิ้นสุดของเดือนมิถุนายน ณ ฐานทัพอากาศบรูคส์ (Brooks Air Force Base) อาร์มสตรองก็สามารถผ่านการทดสอบสภาพร่างกายได้สำเร็จซึ่งจากคำอธิบายของผู้สมัครหลายๆคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาต้องพบกับความยากลำบากในขั้นนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่การทดสอบสภาพร่างกายเท่านั้นที่พวกเขาต้องเจอ โดยผู้สมัครทุกคนยังจะต้องทำการเรียนปรับพื้นฐานในวิชาฟิสิกส์ของการเคลื่อนที่กันอย่างเข้มงวดอีกด้วย จนเวลาผ่านไปราว 4 เดือน ในวันที่ 13 กันยายน ปี 1962 เดกี สเลตัน (Deke Slayton) ผู้อำนวยการฝ่ายบุคลากรการบินของนาซ่า (NASA’s Director of Flight Crew Operations) ก็ได้ต่อสายตรงไปหาอาร์มสตรองเพื่อขอคำตอบรับการเป็นนักบินอวกาศให้แก่นาซ่า หรือพูดง่ายๆก็คือ อาร์มสตรองได้ผ่านหลักสูตรจนได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักบินอวกาศกลุ่มที่ 2 ของการรับสมัครในครั้งนี้แล้วนั่นเอง แน่นอนอาร์มสตรองไม่ลังเล และตอบตกลงไป โดยผลการคัดเลือกนักบินอวกาศนี้จะถูกเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด จนเวลาผ่านไป 3 วันให้หลัง ในวันที่ 17 ของเดือนเดียวกัน นาซ่าจึงประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกของโครงการอวกาศเจมินีในรุ่นที่ 2 หรือที่รู้จักกันในนาม The New Nine ต่อสาธารณะชน แม้ว่าสื่อมวลชนได้เคยทำข่าวเอาไว้ตั้งแต่ปีก่อนหน้าแล้วว่า เขาจะต้องเป็นนักบินอวกาศพลเรือนคนแรกที่ถูกรับเลือกไว้แล้วก็ตาม ถึงยังไง อาร์มสตรองก็คือ 1 ใน 2 ของนักบินพลเรือนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าในกลุ่มนี้ โดยอีกคนก็คือ เอลเลียท ซี (Elliot See) ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็ต่างมีอดีตที่เคยเป็นนักบินเรืออากาศ (Naval Aviator) ทั้งสิ้น ซึ่งหากเทียบกับกลุ่มนักบินอวกาศรุ่นที่ 1 ของโครงการเจมินีเองแล้ว ต้องบอกได้เลยว่า กลุ่มนักบินอวกาศรุ่นที่ 2 หรือกลุ่ม The New Nine ของอาร์มสตรอง นั้นมีความเป็นวัยรุ่นหรือมีพลังหนุ่มที่ไฟแรงกว่า อีกทั้งพวกเขายังมีผลงานวิชาการที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง กลายเป็นว่า นี่จึงทำให้ The New Nine ได้รับความสนใจในหลายๆสื่อ ว่าพวกเขานี้แหละ ที่จะกลายมาเป็นอนาคตอันแสนภาคภูมิใจของชาวอเมริกัน ที่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในช่วงนั้น สหรัฐตกเป็นรองทางด้านอวกาศต่อสหภาพโซเวียตหลายด้าน

เจมินี 5: Gemini 5

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1965 อาร์มสตรองและ เอลเลียท ซี ได้รับประกาศให้เป็นลูกเรือสำรองในภารกิจเจมินี 5 ซึ่งนำทีมโดยกอดอน คูเปอร์ (Gordon Cooper) และ พีท คอนราด (Pete Conrad) วัตถุประสงค์ของภารกิจในครั้งนี้ก็คือ การฝึกเชื่อมต่อ 2 ยานบินเข้าไว้ด้วยกันในอวกาศ (Space rendezvous) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการไปเยือนดวงจันทร์

เหตุการณ์ 1966 NASA T-38 crash

ก่อนเริ่มภารกิจ เจมินี 8 เพียงแค่เดือนเดียว ก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เมื่อเอลเลียท ซี เพื่อนของ นีล ประสบอุบัติเหตุขณะทำการลงจอดเครื่องบินไอพ่นนอร์ทรอป ที-38 ทาลอน (Northrop T-38 Talon) ณ ท่าอากาศยานแลมเบิร์ต ในเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 1966 ส่งผลทำให้ สองนักบินอวกาศของนาซ่าเอลเลียท ซี และ ชาร์ล บาสเซ็ตต์ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุในทันที ทั้งๆที่พวกเขาได้ถูกวางตัวเอาไว้แล้วสำหรับภารกิจ เจมินี 9 หรือภารกิจต่อ เจมินี 8 ของอาร์มสตรอง จากรายงานระบุว่าในวันนั้น ขณะที่พวกเขากำลังทำการลงจอด สภาพอากาศไม่เป็นใจให้ ทั้งฝนตก, หิมะลง, หมอกหนา และ เมฆเคลื่อนตัวลงมาต่ำ ทำให้เกิดการบดบังวิสัยทัศน์ต่อพวกเขาและเป็นสาเหตุของการลงจอดที่ผิดพลาดในที่สุด ทว่า จากการตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียด โดยอลัน เชพเพิร์ด (Alan Shepard) หัวหน้าสำนักงานนักบินอวกาศ (Chief of the Astronaut Office) ก็ตัดสินว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดมาจากข้อผิดพลาดของตัวนักบินเอง (Pilot Error)

เจมินี 8: Gemini 8

ในวันที่ 16 มีนาคม ปี 1966 เจมินี 8 ก็ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ นำทีมโดย นีล อาร์มสตรอง และเดวิด สก็อตต์ (David Scott) และจากการเดินทางในครั้งนี้จึงส่งผลให้ อาร์มสตรอง ได้กลายมาเป็น พลเรือนชาวอเมริกันคนแรกที่ได้ออกไปสู่อวกาศ แต่ถึงกระนั้นในหลักไมล์ของการแข่งขันทางด้านอวกาศในเรื่องนี้ ก็ยังคงตกเป็นความสำเร็จของ สหภาพโซเวียตในก่อนหน้านั้นอยู่ดี จาก วาเลนตีนา เตเรชโควา (Valentina Tereshkova) ซึ่งเธอได้กลายมาเป็นพลเรือนคนแรก และ เป็นผู้หญิงคนแรกของโลกที่ได้เดินทางออกสู่อวกาศ ในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1963 หรือ 3ปีให้หลังจากที่ภารกิจเจมินี 8 ได้เริ่มเดินทาง อย่างไรก็ดีในภารกิจ เจมินี 8 ของอาร์มสตรองพวกเขาก็สามารถ ทำการเทียบท่าของสองยานอวกาศได้เป็นครั้งแรก ระหว่างยานอวกาศ เจมินี 8 และ อาจีนา (Agena target vehicle) แต่หลังจากทำการเชื่อมต่อได้ไม่นานพวกเขาก็ต้องประสบพบเจอกับเหตุฉุกเฉิน เมื่อยานอวกาศ เจมินี 8 กับ อาจีนา เริ่มค่อยๆหมุนตัวเองไปพร้อมๆกัน จากความพยายามเดินเครื่อง OAMS ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับการเปลี่ยนระดับวงโคจรของตัวยานให้สูงขึ้น จากนั้นอาร์มสตรองเห็นท่าว่าจะไม่ดี เขาจึงตัดสินใจปลดล็อคการเชื่อมต่อกับอาจีนาออก แต่กลับพบว่าตัวยานเจมินี 8 เองต่างหากที่เป็นต้นเหตุของการหมุนในครั้งนี้ เมื่อตัวยานเริ่มหมุนแรงขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงจุดวิกฤตหรือ การหมุนประมาณ 1 รอบต่อวินาที ซึ่งเป็นการหมุนที่เร็วเอามากๆจนเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะทนไหว (จากภาพยนตร์อธิบายว่า หากหมุนไปแบบนั้นอีกเพียงไม่ถึงนาที พวกเขาอาจจะหมดสติได้) ณ เสี่ยววินาทีชีวิต อาร์มสตรองจึงตัดสินใจปิดการทำงานของเครื่องเปลี่ยนระดับวงโคจรลง และหันไปใช้ระบบขับดันทิศทางสามมิติ RCS หรือ Reaction Control System (ดังที่เคยประสบปัญหาคล้ายๆกัน ครั้งสมัยยังเป็นนักบินทดสอบให้กับเครื่องบินจรวด X-15) เมื่อสถานการณ์สงบลง นีล อาร์มสตรอง และ เดวิด สก็อตต์ ก็สามารถเดินทางกลับโลกมาได้อย่างปลอดภัย สรุปการเดินเนินงานในภารกิจ เจมินี 8 ก็คือ พวกเขาสามารถเชื่อมต่อยานในวงโคจรนอกโลกได้เป็นครั้งแรก และเป็นกรณีของการประสบปัญหาครั้งแรกของยานนอกอวกาศด้วยเช่นกัน ซึ่งต่อมาในภายหลังก็ตรวจพบว่า สายไฟของเครื่อง OAMS หรือเครื่องยนต์เปลี่ยนระดับวงโคจรของพวกเขาชำรุด จนเป็นเหตุทำให้หนึ่งในท่อขับแรงดัน ได้ทำงานผิดปกติไป และกลายเป็นที่มาของความไม่สมดุลในตัวยานเจมินี 8 นั่นเอง

อพอลโล 1 (Apollo 1)

โครงการอพอลโลในการไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกเริ่มต้นไม่ดีเอาเสียเลย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่นาซ่าได้สูญเสียไป เมื่อกลุ่มนักบินอวกาศของภารกิจ อพอลโล 1 ซึ่งประกอบไปด้วยกัส กริซซัม (Gus Grissom), โรเจอร์ แชฟฟี (Roger Chaffee) และเอ็ด ไวต์ (Ed White) เพื่อนสนิทของอาร์มสตรอง ได้เสียชีวิตไปจากเหตุไฟไหม้ขณะทำการทดสอบอยู่ภายในห้องควบคุนยาน เมื่อวันที่ 27 มกราคม ปี1967 จากการตรวจสอบพบว่า สาเหตุน่าจะมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขัดข้อง จนทำให้เกิดไฟไหม้บริเวณเล็กๆของพลาสติกไนลอน และลุกลามไปอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากห้องภายในควบคุมยานนั้นมีปริมาณของก๊าสออกซิเจนมาก แม้นักบินอวกาศพยายามเปิดประตูแล้ว แต่ไม่ก็เป็นผล อีกทั้งแรงดันอากาศภายในตัวยานก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี้จึงเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของนาซ่า ที่พวกเขายังคงมีความบกพร่องของการเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินอยู่

อพอลโล 11 (Apollo 11)

หลังจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ อพอลโล 1 ทั้งนาซ่า และนักบินอวกาศต่างก็ทำงานกันอย่างหนัก ท่ามกลางความกดดันจากประชาชนที่เริ่มถาโถมเข้ามาใส่ และแล้วเวลาแห่งความท้าทาย ในขีดความสามารถของมนุษยชาติก็มาถึง ซึ่ง ณ ขณะนั้น แม้ว่าปฎิบัติการณฺ์ในครั้งนี้จะถูกมองว่ามันคือไพ่ไม้ตายของสหรัฐที่จะสามารถเอาชนะการแข่งขันทางด้านอวกาศกับสหภาพโซเวียตได้ก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ก็กำลังจะได้ถูกจาลึกเอาไว้อย่างแน่นอน โดยนับตั้งแต่โคลัมบัสได้ค้นพบทวีปอเมริกา (เชิงเปรียบเทียบ) และในตอนนี้มนุษย์กำลังจะเดินทางออกจากโลกไปเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก สำหรับภารกิจอพอลโล 11 ของการไปดวงจันทร์ในครั้งนี้นำทีมโดย นีล อาร์มสตรอง, บัซซ์ อัลดริน (มนุษย์คนที่สองที่เหยียบดวงจันทร์) และ ไมเคิล คอลลินส์ (คนที่คอยควบคุมยาน โคจรรอบดวงจันทร์) พวกเขาถูกส่งตัวออกจากโลกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1969 โดยจรวดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) และในวันที่ 20 กรกฎาคม ในปีเดียวกัน พวกเขาก็เดินทางมาถึงดวงจันทร์และสามารถมารถปล่อยยานลูก ลงไปจอดยังพื้นผิวของดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยในเวลา 20:17 นาฬิกา (UTC) อาร์มสตรองก็สามารถเหยียบผิวของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก นี้จึงส่งผลทำให้เขาได้กลายมาเป็น “มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์!”

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด