อะไรมาก่อนบิ๊กแบง - วิธีการทำงานของจักรวาล บทที่ 2
นาซ่าเผย ดาวเสาร์กำลังสูญเสีย วงแหวน ภายใน 300 ล้านปี
นาซ่าเผย ดาวเสาร์กำลังสูญเสีย ‘วงแหวน’ ตัวเองในอีก 300 ล้านปี
กุมภาพันธ์ 23, 2019
ทำไมดาวบนฟ้าถึง กระพริบ ระยิบระยับ? ขณะที่ดาวเคราะห์ไม่..
ทำไมดาวบนฟ้าถึง กระพริบ ระยิบระยับ? ขณะที่ดาวเคราะห์ไม่..
มีนาคม 10, 2019
อะไรมาก่อนบิ๊กแบง - วิธีการทำงานของจักรวาล บทที่ 2

© An artist’s conception of jets protruding from an AGN.

เมื่อหลายคนได้ยินเกี่ยวกับ ทฤษฎีบิ๊กแบง หนึ่งในคำถามแรกๆที่เรามักจะได้ยินเลยก็คือ “แล้วบิ๊กแบง มันเกิดขึ้นตรงไหนในห้วงจักรวาลแห่งนี้” คำตอบก็คือ ความจริงแล้วบิ๊กแบงนั้นมันเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง เพราะไม่ว่าจะส่วนไหนของจักรวาล ทุกจุดคือบิ๊กแบง! ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ ตัวจักรวาลเอง ณ ขณะนั้น มันมีขนาดที่เล็กเอามากๆ

(บทความนี้ต่อจากบทความที่แล้ว ในชื่อ บิ๊กแบง – วิธีการทำงานของจักรวาล บทที่ 1)

ส่วนคำถามที่ว่า “แล้วบิ๊กแบงมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน” ก่อนอื่นเลยเราต้องมาทำความรู้จักกับคำว่า ‘บิ๊กแบง’ กันเสียก่อน ซึ่งคำๆนี้ถูกพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปี ค.ศ. 1949 ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงช่อง 3 ของ BBC โดยชายผู้ที่ชื่อว่า เฟรด ฮอยล์ (Sir Fred Hoyle) เอาเข้าจริงๆมันเป็นชื่อเรียกที่ไม่ได้ถูกต้องอะไรนัก แถมนักดาราศาสตร์ส่วนมากในสมัยนั้น กลับไม่ค่อยชอบคำนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะอันดับแรกเลยก็คือ

1. มันเป็นชื่อเรียกที่มากจาก เฟรด ฮอยล์ ซึ่งเป็น 1 ในบุคคลที่มีแนวคิดคัดค้านเป็นอย่างมาก กับทฤษฎีกำเนิดจักรวาล และเป็นผู้ที่สนับสนุน ทฤษฎีจักรวาลคงตัว (Steady State theory) อย่างเปิดเผย

2. มันไม่ได้ บิ๊ก (Big) หรือ ใหญ่อะไรเลย และไม่ได้มีการระเบิด (Bang) อย่างที่เคยเข้าใจกันด้วย

ซึ่งต่อมา ภายหลังจากการค้นพบการแผ่รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic microwave background) เมื่อปี ทศวรรษ 1960 โดย อาร์โน อัลลัน เพนเซียส (Arno Allan Penzias) และ โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) ที่ได้เผยให้เห็นถึงการมีอยู่ของ ดาราจักรยุคแรก (young galaxies) และเควซาร์ (quasars) อยู่เป็นจำนวนมาก ก็ได้ทำให้ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจากจุดเดียว ได้กลายมาเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่นั้น

รูปที่1) ภาพจำลองของ บิ๊กแบงในแบบที่มันควรจะเป็น (Credit: NASA Goddard)

อะไรมาก่อนบิ๊กแบง

นักปรัชญาโบราณยุคแรก ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “บางสิ่งสามารถเกิดขึ้นมาจากการไม่มีอะไรเลยได้อย่างไร” ซึ่งในปัจจุบนนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า กฎฟิสิกส์สมัยใหม่ ดูเหมือนจะยอมรับในสิ่งนี้ นั่นก็คือ มันมีความเป็นไปได้ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล จะมีจุดเริ่มต้นขึ้นมาจากความว่างเปล่า!

และนี้จึงเป็นอุปสรรคใหญ่สุดอย่างหนึ่ง ในการพยายามทำความเข้าใจบิ๊กแบง อย่างแรกเลยก็คือ เราต้องมาสนใจเกี่ยวกับหลักฐานที่ว่า บางสิ่งจะสามารถถูกสร้างขึ้นจากการไม่มีอะไรเลยสักสิ่งได้อย่างไร ดังนั้นมันจึงเป็นการยากมากๆ ที่เราจะพรรณนาถึงช่วงแห่งการเสกสรรของสิ่งต่างๆในยุคเริ่มแรกได้ นั่นก็คือจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย ก็ได้นำพาเราไปสู่สภาวะของความหนาแน่นที่ไม่รู้จบ, อุณหภูมิไม่รู้จบ และความรุนแรงที่ไม่รู้จบ!

กำเนิดจักรวาลจากความว่างเปล่า

ณ จุดเริ่มต้นของเวลา จักรวาลปรากฎตัวขึ้นสู่การมีตัวตน จากการไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียว ไปสู่ทุกๆสิ่งได้ แต่ทุกสิ่งที่ว่านั่นก็คือจุดๆเดียวของพลังงานบริสุทธิ์ที่หนาแน่น ซึ่งมีขนาดเล็กอย่างไม่รู้จบ และร้อนสุดเหนือจินตนาการ นี้จึงทำให้การขยายตัวออกของจักรวาล ณ จุดเริ่มต้นของเวลา จึงกลายมาเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก และนำมาซึ่งการมีตัวตนของมวลสาร และพลังงานทั้งหลาย

จุดเล็กๆราว เศษหนึ่งส่วนพันล้านในหน่วยเซ็นติเมตรของพลังงานอันไร้ขีดจำกัดนี้ ทุกสิ่งถูกบีบอัดให้ร้อนและหนาแน่นอย่างเหลือเชื่อ จุดพลังงานดังกล่าวมันยังไม่ใช่สสารเลยด้วยซ้ำ ซึ่งขณะนั้นมันเป็นแต่เพียงก้อนพลังงาน ที่ร้อนเป็นค่าอนันต์ และกฎฟิสิกส์ใดๆก็ตามในปัจจุบัน ก็ไม่อาจสามารถใช้ได้กับจักรวาล ขณะเป็นจุดพลังงานอันเดือดพล่านเช่นนี้ได้!

แต่ในภายหลังการขยายตัวออกอย่างฉับพลัน ที่ว่ากันว่าเพียงแค่ 1 วินาทีแรก จักรวาลของเราก็มีขนาดใหญ่โตมากถึง 1,000 ล้านล้านกิโลเมตรแล้ว! จากนั้นกฏฟิสิกส์ต่างๆที่เราค้นพบในปัจจุบันจึงเริ่มปรากฏขึ้น โดยแรงแรกสุดที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นโครงสร้างของจักราลเลยก็คือ ‘แรงดึงดูด’ ซึ่งช่วงเวลานั้นแรงดึงดูด ถือว่าเป็นแรงสำคัญสุด ที่จะสามารถกำหนดชะตากรรมของจักรวาลว่าจะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน เช่นหากแรงดึงดูดมีปริมาณน้อยเกินไป ทุกสิ่งในจักรวาลขก็ลอยแยกจากกันอย่างรวดเร็ว เสียซะจนดาราจักร ไม่อาจรวมตัวกันขึ้นมาเป็นรูปทรงได้ และหากจักราลมีแรงดึงดูดมากเกินไป ทุกสิ่งก็จะลงเอยในหลุมดำ! ดังนั้นการจะสร้างจักรวาลที่พอเหมาะและพอดีออกมาได้ จำเป็นต้องอาศัยการปรับแต่งค่าที่ละเอียดอ่อนมากๆ ซึ่งถือว่าโชคดีที่จักรวาลของเราได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมดุลภายภายในบิ๊กแบงแห่งนี้ เมื่ออวกาศได้ถูกขยายออกไปในลักษณะของช็อคเวฟจน ซึ่งสามารถประมาณค่าเทียบได้กับ ขนาดของลูกกอล์ฟที่ฟองตัวออก จนโหญ่โตเทียบเท่าได้กับขนาดของโลก ในช่วงเวลาเพียง เศษหนึ่งส่วนล้านล้านล้าน ณ วินาทีแรกของบิ๊กแบง!

Full-sky image derived from nine years' WMAP data
รูปที่2) ภาพของจักรวาลในวัยทารก เมื่อกว่า 13.77 พันล้านปีก่อน ซึ่งได้เผยให้เห็นถึงความผันผวนของอุณหภูมิเป็นอย่างยิ่ง-แสดงตามความแตกต่างของสีในรูป
(Credit: NASA / WMAP Science Team WMAP )

การที่อวกาศขยายตัวออกอย่างฉับพลัน ณ ช่วงแรก ผลจากการประเมินค่าก็บอกกับเราว่า มันมีอัตราเร็วกว่าแสง! นี้จึงทำให้ผู้ที่ศึกษาดาราศาสตร์ทั่วไปหลายคนจึงอดที่จะคิดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วมันไม่ผิดกฎฟิสิกส์หรือ? ที่บอกว่าไม่มีอะไรจะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอัตราเร็วแสง ซึ่งกฎฟิสิกส์ไม่ได้ผิด หากเป็นสสารมีมวลใดๆก็ตามในกรอบจักรวาลแห่งนี้ มันถูกต้องแล้วที่ไม่สามารถมีสิ่งใดไปได้ไวกว่าอัตราเร็วแสง แต่ทว่าเป็นข้อยกเว้น (ช่องโหว่) สำหรับพื้นที่ในอวกาศที่ (เกือบจะ) ว่างเปล่า! และสาเหตุที่ดูเหมือนว่ามันเร็วกว่าแสงก็เพราะ อวกาศได้ขยายตัวออกจากกันระหว่างจุดสองจุดในอวกาศที่ใกล้กันนั่นเอง

หน่วยวัดเวลาแห่งจักรวาล

สิ่งต่างๆในจักรวาลเกิดขึ้นเร็วมาก ณ ช่วงแรกของบิ๊กแบง เพราะทุกๆสิ่งอยู่ใกล้กันเกินไป และนักวิทยาศาสตร์ต้องการที่จะหาคำอธิบายต่างๆที่ละเอียดลึกลงไปในแต่ละเหตุการณ์นั้นๆ นี้จึงทำให้หน่วยวัดเวลาแบบปกติในปัจจุบันจึงใช้การไม่ได้กับช่วงก่อตัวของบิ๊กแบง ดังนั้นหน่วยวัดเวลาใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในชื่อที่เรียกว่า ‘เวลาพลังค์ หรือ พลังค์ไทม์’ (planck time) ซึ่งหน่วยวัดนี้คือหน่วยวัดในทาง กลศาสตร์ควอนตัม ที่มีความละเอียดอย่างถึงที่สุดจนเกินกว่าขอบเขตสัญชาตญาณในการรับรู้ของสมองมนุษย์ จะจินตนาการถึงได้

เพื่อให้เห็นถึงจำนวนตัวเลขอันมหาศาลของความละเอียดอ่อนนี้ ในความหมายของเวลาพลังค์ก็คือ ช่วงเวลาที่แสงได้เคลื่อนผ่านไปในสูญญากาศเป็นระยะทาง 1 ความยาวพลังค์ (Planck length) โดย 1 ความยาวพลังค์จะมีค่าเท่ากับ เศษ 1.61 ในส่วน แสนล้านล้านล้านล้านล้าน เมตร (1.61622837 × 10-35 meters ) ซึ่งหากเทียบค่าเวลาในหน่วยวินาทีก็จะได้ว่า 1 เวลาพลังค์ก็คือระยะเวลาของเศษ 5.39 ในส่วน 100 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้าน วินาที (5.39 × 10 −44 s.) ว่ากันว่าเมื่อเรากระพริบตาหนึ่งครั้ง เวลาของพลังค์จะเดินไปได้มากถึง 550,000 ล้านล้าน ล้านล้าน ล้านล้าน ของเวลาพลังค์ ซึ่งจากจำนวนค่าตัวเลขอันมหาศาลนี้ก็บอกกับเราได้เป็นอย่างดีว่า เราสูญเสียเวลาไปแค่ไหนแล้วกับการกระพริบเพียงครั้งเดียว!

โดยช่วงแรกของจุดพลังงานบิ๊กแบงก็พบว่า มันมีเพิ่งจะมีอายุอยู่ได้เพียงไม่กี่เวลาพลังค์เท่านั้น (หากเทียบกับค่าสูญเสียเวลาของการกระพริบตา) และภายหลังการขยายตัวออกอย่างฉับพลันและรุนแรงของมวลพลังงานบริสุทธิ์ ก็ทำให้อวกาศ สามารถไปได้ไกลกว่าอัตราเร็วแสงแบบเทียบกันไม่ติด และไม่กี่เวลาพลังค์ต่อจากนี้ จักรวาลในแบบที่เรารู้จักก็จะถือกำเนิดขึ้น

รูปที่3) ภาพจำลองสถานะของการกระเพื่อมเชิงควอนตัม ‘quantum fluctuation’ ของบิ๊กแบง ณ ช่วงแรก ก่อนจะเกิด อินเฟลชั่น (Credit: Ahmed Neutron – Own work)

โดยเศษเสี้ยววินาทีแรก ภายหลังการก่อตัวของบิ๊กแบง จากขนาดที่เล็กยิ่งกว่าอะตอมเดี่ยวๆ ก็จะสามารถใหญ่โตเพิ่มขึ้นมาได้ จนมีขนาดพอๆกับฝ่ามือของเรา แต่ทว่าในอีกเสี้ยววินาทีถัดมาเราก็จะพบว่า จักรวาลในต่อจากนี้ มันจะมีการขยายขนาดตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีกแบบก้าวกระโดด จนมีขนาดใหญ่โตเทียบเท่ากับได้กับขนาดของโลก และดำเนินการขยายตัวต่อไป จนเลยขอบเขตขนาดของระบบสุริยะไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

โดยสภาวะช่วงแรกของการขยายตัวที่ดุดันนี้ นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า อินเฟลชั่น (Inflation) ซึ่งเกิดจากภายหลังระยะเวลาที่บิ๊กแบงได้ก่อตัวขึ้นจากซิงกูลาริตี้ในความว่างเปล่า มาเป็นระยะเวลาประมาณ 18.5 ล้านพลังค์ไทม์ (แปลงจาก 10-36 วินาที ได้เป็น 100,000,000 × 10-44 ซึ่ง 1 พลังค์ไทม์มีค่าเท่ากับ 5.39 × 10−44 ดังนั้นเมื่อนำมาหารกัน, 10-36 จึงมีค่าเท่ากับ 18,552,875.7 พลังค์ไทม์) ช่วงระหว่างนี้เราจะเรียกว่า Quantum fluctuations หรือช่วงของความผันผวนเชิงควอนตัม มันคือปรากฏการณ์ที่สถานะทางควอนตัมของที่ว่างในอวกาศ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในห้วงเวลาสั้นๆ ตามหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg’s uncertainty principle) โดยที่ความไม่แน่นอนทางควอนตัมดังกล่าว จะยอมให้พลังงานจำนวนเล็กน้อย สามารถ ‘โผล่’ ออกมาจากความว่างเปล่าในช่วงเวลานี้ ก่อนที่มันจะหายวับไป โดยพลังงานที่ ‘โผล่’ ขึ้นมาดังกล่าว อาจเกิดเป็นคู่อนุภาค และ ปฏิอนุภาคที่มีอายุสั้น (เช่น คู่อิเล็กตรอน กับ โพซิตรอน เป็นต้น)

และต่อจากนั้นจักรวาลของเราจึงจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าอินเฟลชั่น ซึ่งในขั้นนี้จะกินระยะเวลาไปทั้งสิ้นประมาณ 167,000 ล้านพลังค์ไทม์ (จากช่วงเวลาระหว่าง 10−33 และ 10−32 วินาที เมื่อลบกันเพื่อหาค่าความแตกต่างจะได้ค่าเป็น 9 × 10-33 หรือคิดเป็น 900,000,000,000 × 10-44 ซึ่ง 1 พลังค์ไทม์มีค่าเท่ากับ 5.39 × 10−44 ดังนั้นเมื่อนำมาหารกัน, ค่าความแตกต่างระหว่าง 10−33 และ 10−32 จึงออกมาได้เป็น 1.67 × 1011) จากจักรวาลที่มีขนาดเล็ก และยุ่งเหยิงของซิงกูลาริตี้ ไปสู่จักรวาลที่มีทุกสิ่งในอวกาศ ดังเช่นในปัจจุบัน

รูปที่4) เส้นเวลาแสดงให้เห็นตั้งแต่ช่วงก่อตัวของบิ๊กแบง ก่อนจะขยายตัวแบบฉับพลันในช่วงอินเฟลชั่น
(Credit: Vector/Yinweichen – Own work)

สสารและพลังงาน

ในช่วงบิ๊กแบงนั้นถือได้ว่า จักรวาลของเรามีหนาแน่นและความร้อนสูงอย่างไร้ขีดจำกัด จากการประเมินค่า นักวิทยาศาสตร์พบว่า ณ ช่วงเวลา 1 ในส่วนแสนล้านล้านล้านล้านล้าน วินาทีแรก (10−35 ) หลังการก่อตัวของบิ๊กแบง ขณะนั้นจักรวาลของเรา ก็มีอุณหภูมิสูงได้ถึง 1,000 ล้านล้านล้านล้านองศาเซลเซียส หรือ เคลวิน (ซึ่งที่ความร้อนระดับนี้หน่วยวัดทั้งสองจะมีค่าที่ใกล้เคียงกันมาก เพราะเคลวินก็คือ ℃+273.15) (1027 K.) ดังนั้นหากเทียบกับอุณหภูมิ ณ ใจกลางของดวงอาทิตย์ที่ร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียสแล้วล่ะก็ กลายเป็นว่าดวงอาทิตย์ของเรานั้นฉ่ำเย็นเหลือเกิน

ซึ่งความร้อนแรงของจักรวาลในช่วงแรกดังกล่าว มันมีความร้อนพอที่จะสามารถฉีกอะตอมในร่างกายของเราให้แหลกออกเป็นชิ้นๆได้ แต่ถึงกระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปอุณหภูมิของจักรวาลจึงค่อยๆเย็นตัวลงเรื่อยๆ ซึ่งจะนำไปสู่วิวัฒนาการในขั้นถัดไป เมื่อพลังงานดิบเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นอนุภาคในส่วนย่อยของอะตอม อันนำไปสู่สสารในยุคแรกของจักรวาล

การเปลี่ยนแปลงของพลังงานกลายเป็นสสารนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เพราะมันได้ถูกค้นพบมาแล้วร่วม 100 ปี โดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ก่อนที่ใครๆหลายๆคนจะเริ่มตระหนักถึงบิ๊กแบงเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจากสมการอันโด่งดังที่สุดแห่งยุคอย่าง E = mc2 ของไอน์สไตน์ก็ได้ทำนายบิ๊กแบงเอาไว้ว่า พลังงานบริสุทธิ์นั้นจะสามารถแปลงไปเป็นสสารได้ และในทางกลับกัน สสารก็สามารถแปลงกลับไปเป็นพลังงานได้เช่นเดียวกัน และมวลสารทั้งหลายทั้งมวลในจักรวาล จึงสามารถถูกอธิบายได้ด้วยสมการสั้นๆนี้ได้อย่างเรียบง่ายจริงๆ

แต่ความเรียบง่ายในสมการนี้ ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงสะเทือนโลกอย่างระเบิดปรมาณู ที่จะเห็นได้ว่าด้วยมวลสารเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นรัศมีทำลายล้างสูงของระเบิดในชั่วพริบตาได้ แต่กลับกันในช่วงก่อกำเนิดจักรวาล เมื่อบิ๊กแบงได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นก็คือมันได้แปลงพลังงานให้กลายเป็นอนุภาคย่อยของสสารแทน!

รูปที่5) เส้นเวลาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของอุณหภูมิในแต่ละช่วงเวลา

นี้ก็หมายความว่า ณ ช่วงแรกของการก่อกำเนิด จักรวาลจึงไม่จำเป็นต้องมีสสารมาก่อนเลยก็ได้ เพราะพลังงานบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลที่อัดแน่นกันอยู่ตรงนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนรูปให้กลายมาเป็นอนุภาค แต่ถึงอย่างนั้นสสาร ณ ช่วงแรกของจักรวาลมันต่างกันสุดขั้วกับสสารปกติ ดังที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เพราะมันไม่เหมือนกับสิ่งที่เรารู้จักกันในตอนนี้เลย ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีอะตอมเลยด้วยซ้ำ และจะมีแต่ก็เพียงอนุภาคย่อย ที่วิ่งชันกันกระจายอยู่อย่างยุ่งเหยิง เมื่ออนุภาคได้แปลงกลับไปเป็นพลังงานและพลังงานแปลงกับเป็นอนุภาคอยู่ตลอดเวลา ในพื้นที่ๆอัดแน่นแห่งนี้ ดังนั้นสสาร ณ ช่วงแรกสุดของบิ๊กแบงจึงไม่เสถียรเอามากๆ เพราะมันสามารถหายตัวไปได้ตลอด และคาดเดาไม่ได้

รูปที่6) ความแตกต่างของสสารปกติและสสารขั้วประจุตรงข้ามของ โปรตอน จะเห็นได้ว่ามีการสลับกันของประจุบวกและลบอยู่ของคู่สสารนั้นๆ

อุณหภูมิสุดขั้วของจักรวาลในยุคต้น ให้พลังงานแก่อนุภาคในส่วนย่อยของอะตอม พวกมันสามารถปรากฎตัว และหายตัวไปได้ในอัตราเร็วสูงเฉียดแสง นี้จึงเป็นความโกลาหลแห่งความวุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยแท้ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปพวกมันจึงค่อยๆเริ่มสงบและเคลื่อนไหวช้าลงในเศษเสี้ยวของวินาที จนสามารถก่อรูปมากลายเป็นอนุภาคที่สเถียรขึ้นมาได้ แต่ถึงกระนั้นด้วยอุณหภูมิที่ยังคงร้อนพออยู่ พวกมันก็ยังคงวิ่งชนกันต่อไป และหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงและเลวร้ายที่สุดก็เริ่มขึ้นหลังจากนี้ เมื่อสสารและปฏิสสารได้ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆกัน อันนำไปสู่สงครามแย่งชิงการมีตัวตนขึ้น ซึ่งผลปรากฎก็คือเมื่อทุกๆทั้งที่คู่อนุภาคปกติและอนุภาคตรงกันข้ามได้เกิดการชนกัน มันก็จะก่อให้เกิดการปลดล่อยพลังงานอันมหาศาลออกมา และถือได้ว่าสงครามอนุภาคในครั้งนี้ จะมีผลต่อความเป็นไปของมวลสารจักรวาล รวมถึงการมีตัวตนอยู่ของเราก็ด้วย!

สรุป

จากทฤษฎีบิ๊กแบงจะเห็นได้ว่า ณ จุดพลังงานบริสุทธิ์ยุคแรก มันไม่ได้ใหญ่หรือมีการระเบิดดังชื่อที่ใช้เรียกมันเลย ซึ่ง ตอนนั้นพลังงานทั้งหมดถูกอัดแน่นเบียดเสียดกันอยู่แต่ในพื้นที่จำกัด และมีอุณหภูมิร้อนอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ด้วยความไม่เสถียรของจุดพลังงานดังกล่าวจึงนำไปสู่การขยายตัวอย่างฉับพลันขึ้น หรือที่เรียกว่าอินเฟลชั่น จนกลายมาเป็นจักรวาลดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนคำถามที่ว่าแล้ว “อะไรมาก่อนบิ๊กแบง” ซึ่งคำตอบที่ได้รับการยอมรับที่สุด ณ ขณะนี้ก็บอกกับเราว่ามันคือ “ความว่างเปล่า (ไม่มีมิติของพื้นที่และเวลา)” ส่วนคำถามถัดไปจะยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือ “แล้วทำไมจึงมีบิ๊กแบงเกิดขึ้น”

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด