Interstellar [บทที่ 1]: ปัญหาทรัพยากรโลกขาดแคลน
เมื่ออวกาศไม่ได้ “ว่างเปล่า” จริงๆ
กันยายน 21, 2018
ทุกๆครั้งที่ส่องกระจก เรากำลังมองดูตัวเองในอดีต !
กันยายน 22, 2018

ปัญหาทรัพยากรโลกขาดแคลน

อินเตอร์สเตลลาร์ ทะยานดาวกู้โลก โดยคำว่า อินเตอร์สเตลลาร์นั้นสามารถแปลเป็นคำในภาษาไทยได้เป็นคำว่า “ระหว่างดวงดาว” หรือความหมายที่จะสื่อถึงก็คือ การเดินทางระหว่างดวงดาวนั่นเอง แล้วชื่อของภาพยนต์ในภาษาไทยในคำว่า “ทะยานดาวกู้โลก” มันก็มีความหมายสื่อออกมาได้ถึงแก่นสารของเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ การออกเดินทางไปในอวกาศเพื่อทำอะไรสักอย่างที่จะมาเป็นประโยชน์ต่อโลก ซึ่งแน่นอนว่า โลก ณ ขณะนั้นคงจะต้องเผชิญเข้ากับปัญหาอะไรบางสิ่งที่หนักหนาสาหัสอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนมนุษย์โลกต้องเดินหน้ามุ่งสู่ดาวแห่งความหวังในท้ายที่สุด

แต่หากเราได้รับชมภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นยันจบ แล้วย้อนกลับมาพิจารณาอีกที ก็จะนึกได้ว่า จริงๆแล้วคำว่า “กู้โลก” นั้น ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของมนุษย์แต่อย่างใด ดังนั้น หากจะเป็นคำว่า “กู้มนุษย์โลก” น่าจะเป็นความหมายที่ถูกต้องที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำว่า “กู้โลก” มันก็ยังดูน่าฟังกว่าอยู่ดี ต่อไปนี้เราจะไปเจาะทุกประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องอินเตอร์สเตลลาร์ว่า มีความสำคัญของสิ่งที่น่าสนใจในเรื่องอะไรบ้าง

สาเหตุของปัญหามาจาก 3 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยที่ 1 : The Blight (เดอะ ไบลท์) หรือโรคพืชตามที่ได้ปรากฏในเนื้อเรื่อง และโรคดังกล่าวนี้เองก็เป็นสาเหตุสำคัญของการล้มตายในพืช อันเป็นผลทำให้ผู้บริโภคอย่างเช่นมนุษย์ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆบนโลก ได้เกิดภาวะของการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และทำให้ห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติที่มันควรจะเป็น ซึ่งนี่ก็แทบจะเรียกได้ว่า ในยุคปี ค.ศ. 2060 มนุษย์น่าเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์สุดท้ายแล้ว ที่เหลือรอดอยู่บนโลก ดังที่เราจะได้เห็นในฉากขณะคูเปอร์กำลังนั่งยานอวกาศผ่านดาวเสาร์ โดยตลอดเส้นทางนั้น เขาได้เปิดเสียงของธรรมชาติฟัง อย่างเช่น เสียงฟ้าฝน เสียงจิ้งหรีด และอื่นๆ เพื่อเป็นการระลึกถึงโลกครั้งที่ยังเคยอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ หรือจะกล่าวได้เลยว่า The Blight คือหายนะของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแท้จริง

แล้วที่มาของโรคพืชเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่? จากข้อมูลที่ปรากฎก็คือ ในช่วงต้นปีทศวรรษที่ 2030 The Blight (โรคพืช)ได้เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยมันแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และทำลายแหล่งอาหารของมุษย์ไปหลายชนิด อาทิเช่น ข้าวสาลี, มันฝรั่ง, ถั่วเหลือง และ กระเจี๊ยบเขียว ก็ไม่อาจสามารถที่จะเจิญเติบโตได้ และเมื่อโลกได้ก้าวเข้ามาสู่ ปลายปีทศวรรษที่ 2060 ก็แทบจะเรียกได้ว่า พืชพันธุ์ต่างๆที่เป็นแหล่งอาหารบนโลก ได้ถูกโรคพืชทำลายไปจนเกือบหมด และเมื่ออาหารไม่เพียงพอ แน่นอนว่ามันก็ได้ไปส่งผลต่อราคาของเนื้อสัตว์ทุกชนิด ในอีกมุมหนึ่งก็คือ อาหารจำพวกพืชที่ว่าแพงแล้วในสมัยนั้น แต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์กลับแพงยิ่งกว่า หรือจะกล่าวได้ว่า คุณจะต้องเป็นคนที่รวยเอามากๆเลยทีเดียวถึงจะสามารถหาเนื้อย่างอร่อยๆมารับประทานได้

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีแหล่งอาหารอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ยังคงยืนหยัดต่อไปได้ และทนทานต่อต่อโรคพืชที่สุด ก็คือ ข้าวโพด จะเรียกได้ว่า มันคือแหล่งอาหารสุดท้ายบนโลกของเราแล้วในขณะนั้น

และ ดร.แบรนด์ ยังเคยได้อธิบายเอาไว้ว่า 80% ของบรรยากาศของโลกคือไนโตรเจน ซึ่ง มนุษย์ไม่ได้ใช้ก๊าซชนิดนี้หายใจ แต่ โรคพืชนั่นใช้ไนโตรเจนในการยังชีพ และถึงแม้ว่า พืชพันธุ์ต่างๆบนโลกจะสามารถผลิตออกซิเจนออกมาได้ก็จริง แต่ ขณะเดียวกัน โรคพืช กลับสูบกินชีวิตและทำลายมัน เร็วเสียจนมันไม่อาจสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แล้วผลที่ตามมาก็คือหายนะ เมื่อออกซิเจนบนโลกเบาบางลงเรื่อยๆ มนุษย์และสัตว์ก็จะขาดอากาศหายใจไปในที่สุด

แต่ก็มีข้อสงสัยอยู่ว่า The Blight หรือโรคพืชตามที่ได้กล่าวมา แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ดังนั้นจากสมมติฐานก็คือ The Blight อาจมีความเป็นไปได้ว่ามันคือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อรา ก็เป็นได้ ซึ่งจากพร็อตเรื่องก็ไม่ได้กล่าวถึงรูปแบบทางชีววิทยาได้อย่างแน่ชัด ส่วนใหญ่ไปเน้นอธิบายในเรื่องของผลที่มันก่อเสียมากว่า อีกทั้งที่มาของมันยังคงคลุมเครือ จึงมีข้อสันนิฐานอยู่ 3 ข้อถึงความเป็นไปได้ในที่มาของมันได้แก่

ข้อสันนิฐานที่ 1) มันอาจจะเกิดขึ้นมาจากการที่ สภาวะอากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในหลายร้อยปี จนทำให้สภาพแวดล้อม ดันไปบังเอิญพอเหมาะต่อการดำรงอยู่และแพร่พันธุ์ของ The Blight ไปทั่วโลก

ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากเว็บไซต์ climate.nasa.gov ได้นำเสนอตัวเลขของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก อันเป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) และแสดงออกมาเป็นสถิติที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ระดับปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกในปัจจุบันสูง ทะลุเกิน 400 ppm ซึ่ง ppm ย่อมาจาก Part Per Million อย่างเช่นค่า ppm ในปี 2018 อยู่ที่ 408 ppm นี้ก็หมายความว่าในชั้นบรรยากาศโลก มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตรา 408 ส่วนต่อปริมาณของอากาศ 1 ล้านส่วนโดยเฉลี่ย จากกราฟที่ปรากฎเมื่อเทียบกับค่าเวลาในตลอด 12 ปี ก็สามารถพล็อตออกมาเป็นกราฟในลักษณะทำมุม 45 องศากันเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็นับว่าเยอะแล้ว แต่หากเราได้มองย้อนกลับไปในอดีตแล้วมาเทียบกับระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันก็จะพบว่า ระดับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกในครั้งนี้มันสูงที่สุดในรอบ เกือบ 650,000 ปี !

และจากผลของการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าว ก็ยิ่งไปทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ และจากข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 1880 ถึง 2018 ก็พบว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเฉลี่ย 1 องศาเซลเซียส ซึ่งจากค่าการเปลี่ยนแปลงเพียง 1 องศาเซลเซียสมันอาจดูน้อยก็จริง แต่มันก็ส่งผลให้โลกได้รับผลกระทบอย่างมากมายตามมา อาทิเช่น การละลายของน้ำแข็งในทะเลอาร์คติก จากสถิติในปัจจุบันพบว่า พื้นที่ของน้ำแข็งในทะเลอาร์คติก กำลังลดลงในอัตราร้อยละ 13.2 ต่อทศวรรษ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 1981 ถึง ปี 2010 ! โดยในปี 1980 น้ำแข็งในทะเลอาร์คติกเคยมีพื้นที่อยู่ที่ 7.9 ล้านตารางกิโลเมตร และเมื่อปี 2012 เคยลดลงมาเหลือที่ 3.4 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่มีการเก็บสถิติมา

และนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างของสภาวะแวดล้อมของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่ร้อยปี อันเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์ดีๆนี้เอง กลับมาที่เรื่องโรคพืชในเนื้อเรื่องกันอีกครั้ง อย่างที่ได้กล่าวมา สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็อาจไปทำให้ แบคทีเรียหรือเชื้อราบางชนิด ได้เกิดวิวัฒนาการขึ้นมา จนกลายมาเป็น The Blight หรือโรคพืชนั่นเอง

ข้อสันนิฐานที่ 2) มีความเป็นไปได้ในที่มาของ The Blight อีกอย่างก็คือ การกลายพันธุ์ของพืช ไม่ว่าจะด้วยธรรมชาติหรือจากการตัดต่อยีนส์ที่ผิดพลาดในห้องทดลองก็ตาม มันมีความเป็นไปได้ว่าลักษณะการกลายพันธุ์ของมัน ไปส่งผลทำให้การเจริญเติบโตของพืช เกิดผิดปกติขึ้นและตายไปในที่สุด

ข้อสันนิฐานที่ 3) ที่มาของโรคพืชอาจมาจากเชื้อโรคที่ติดมากับดาวหาง! ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าดาวหางดังกล่าวอาจได้เคยเข้ามาในระบบสุริยะของเรา และทิ้งสะเก็ดหินขนาดใหญ่เอาไว้ในอวกาศ จนในที่สุดเมื่อเวลาและสถานที่ทุกอย่างลงตัว มันก็ได้ถูกแรงดึงดูดของโลกรบกวน และทำให้สะเก็ดหินนี้ ได้ตกลงมาสู่พื้นโลกในนามของอุกาบาตนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามข้อสันนิฐานสุดท้ายนี้ มันมีความเป็นไปได้น้อยสุด อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากมีวัตถุใดๆจากอวกาศได้พุ่งเข้ามาสู่โลก วัตถุนั้นๆก็จะถูกเผาไหม้อย่างร้อนแรงจนยากที่เชื้อโรคที่ว่าจะสามารถทนความร้อนอยู่ได้ก่อนจะถึงพื้นโลก

จากข้อสันนิฐานที่ได้หยิบยกขึ้นมาข้างต้น กล่าวถึง คือความเป็นไปได้ทั้งหมด และยังมีข้อสันนิฐานอื่นๆอีกมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง อย่างไรก็ตามเจ้าโรคพืชที่ว่านี้ก็ได้ทำลายพืชพันธุ์ต่างๆบนโลกจน เกือบหมด นี้ยังไม่รวมถึงการที่ต้นไม้ ได้ถูกมนุษย์ตัดและเผาทำลายทิ้ง

ปัจจัยที่ 2: ที่ทำให้ปัญหาการทรัพยากรโลกขาดแคลนก็คือ พายุฝุ่น ซึ่งจากเราจะเห็นได้ในภาพยนต์ว่า มันรบกวนต่อวิถีชีวิตของการดำรงอยู่มาก เช่นการเดินทางหรือการขนส่ง, พืชผักในไร่เสียหายและยังนำพาโรคพืชให้แพร่กระจายไปไวอีกด้วย นี่ยังไม่ได้รวมถึงสุขภาพชีวิตมนุษย์เลย เช่นอาการภูมิแพ้ฝุ่น เป็นต้น โดยพายุฝุ่นดังกล่าวก็เป็นผลอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งทุกๆอย่างมีความสอดคล้องกันหมด เช่น เมื่อขาดต้นไม้ ก็จะส่งผลให้น้ำแห้งหายไปจากพื้นดิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ต้นไม้มีส่วนช่วยขยายวัฏจักรของน้ำ อันทำให้เกิดการหมุนเวียนไปกลับของไอน้ำเข้าสู่บรรยากาศ จากผลกระทบตามมาของการหายไปในความชุ่มชื้นนี้เอง ก็จะส่งผลลูกโซ่ถัดมาก็คือดินแห้ง เพราะพื้นดินขาดร่มเงาของป่ามาคอยรักษา รวมไปถึงอากาศก็แห้งตามไปด้วย อีกทั้ง การที่ป่าได้ถูกทำลายไปก็ไปมีมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนเช่นกัน ผลสรุปสุดท้ายคือเมื่ออากาศร้อนลอยขึ้นจากพื้นดิน ก็จะส่งผลทำให้เกิดพายุขึ้น และหอบเอาผิวดินที่แตกละเอียดลอยขึ้นสู่ฟ้า จนกลายมาเป็นที่มาของพายุฝุ่นนั่นเอง

ปัจจัยที่ 3: สงครามแย่งชิงทรัพยากร โดนในช่วงปลายปีทศวรรษที่ 2030 หลังจากมนุษย์โลกได้รับผลกระทบจากโรคพืชมากขึ้น แน่นอนว่า ตามสัญชาตญาณมนุษย์เมื่อหิวมากๆ เราก็ต้องดิ้นรนและต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรอาหารมา นี้จึงทำให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจ เริ่มทำสงครามทรัพยากรขึ้น

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
YouTube
กลับสู่บนสุด