Interstellar [บทที่ 2]: สงครามทรัพยากร
ทุกๆครั้งที่ส่องกระจก เรากำลังมองดูตัวเองในอดีต !
กันยายน 22, 2018
ทางที่เร็วที่สุดคือทางตรง
กันยายน 22, 2018

Interstellar: มหากาพย์สงครามทรัพยากร (Resource Wars)

จากบทความที่แล้ว ผมได้ทิ้งท้ายเอาไว้ในเรื่อง สาเหตุของ “ปัญหาทรัพยากรโลกขาดแคลน” ในปัจจัยที่ 3 นั่นก็คือ Resource wars หรือ สงครามทรัพยากร ซึ่งผมมองว่าปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ที่จะได้นำมาเล่าถึงในบทความนี้ เพราะสงครามที่กล่าวมาข้างต้น มันส่งผลกระทบต่อมนุษย์โลกมากพอๆกับโรคพืชระบาดในช่วงนั้นเลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลและมุมมองวิเคราะห์ในเรื่องนี้กันอย่างละเอียด รวมถึง ผลกระทบจากสงครามเรื่อยมา ไปจนถึงเหตการณ์ในช่วงต้นของเรื่อง Interstellar ในหัวข้อ “สงครามทรัพยากร”

หากเรามาพิจารณาในความหมายของคำว่า “สงครามทรัพยากร” กันดีๆแล้ว ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นได้ว่า ทำไมสงครามในครั้งนี้จึงไม่ใช้คำว่า “สงครามโลกครั้งที่สาม” ( World War III) ไปเลย และจากข้อสงสัยที่ว่านี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมาทำความเข้าใจในบริบทของคำว่า “สงครามโลก” (World War) กันเสียก่อน โดยสงครามโลกก็คือ ลักษณะของความขัดแย้งทางการทหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายชาติมหาอำนาจร่วมกัน โดยมักจะเกิดขึ้นในหลายทวีปทั่วโลกและกินเวลานานหลายปี ดังนั้นด้วยบริบทนี้ “สงครามเย็น” จึงไม่ใช่สงครามโลก เพราะไม่มีการสู้รบขนาดใหญ่ระหว่างชาติมหาอำนาจโดยตรง แต่ในขณะเดียวกัน จากลักษณะของ “สงครามทรัพยากร” ตามเนื้อเรื่องก็คือ สงครามนี้มีจุดเริ่มต้นขึ้นมาจากความขาดแคลนอาหาร ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของทางการทหาร ดังนั้นหลายๆชาติจึงทำการต่อสู้เพื่อแย่งชิงและปกป้องพื้นที่ทางการเกษตร ( Farmland) ของตนเสียมากว่า

ต่อจากนี้ไปผมจะขอทำการแยกเหตุการณ์สำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ Resource wars ออกเป็น 3 เหตุการณ์หลักๆดังต่อไปนี้

1. ช่วงก่อนสงคราม

หรือก่อนถึงปีปลาย ทศวรรษที่ 2030 โดยเหตุการณ์ในช่วงนี้ ต้องบอกได้ว่าโลกของเรา มีวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ทั้งในเรื่องของอารยธรรม สังคมการเรียนรู้ต่างๆ เจริญขึ้นมาอย่างถึงขีดสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี 2029 มนุษย์ก็สามารถพัฒนาสุดยอดคอมพิวเตอร์ควอนตัม หรือปัญญาประดิษฐ์ออกมาได้สำเร็จ โดย Ai ดังกล่าวมีความสามารถเลียนแบบความคิดของมนุษย์ รวมไปถึงภาวะอารมณ์ออกมาได้อย่างใกล้เคียง และนี่จึงกลายมาเป็นต้นแบบของที่มาหุ่นยนต์ TARS และ CASE ในที่สุด

แต่ถึงกระนั้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปของโรคพืช ทำให้ในต้นปี ทศวรรษที่ 2030 พืชพันธุ์ส่วนใหญ่บนโลกต่างทยอยพากันล้มตายและสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชพันธุ์ที่เป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก และนี่จึงกลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยของ ปัญหาทรัพยากรโลกขาดแคลน ตามที่ได้เคยกล่าวเอาไว้ในบทความที่แล้ว จากผลกระทบของโรคพืชที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วก็ได้ไปส่งผลทำให้ราคาของอาหารพุ่งทยานสูงขึ้นอย่างมาก อันเนื่องมาจากความกังวลในตลาดโลกที่มองว่า ปัญหาของโรคพืชไม่อาจยับยั้งได้อีกต่อไป และจากการประเมินสถานการณ์ว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกเพียงไม่กี่สิบปี แหล่งอาหารบนโลกจะหมดไปและมนุษย์ก็จะขาดแคลนอาหาร จากข่าวที่รั่วไหลของโรคพืชระบาดดังกล่าวก็ไม่อาจปกปิดได้อีกแล้ว เมื่อประชาชนเริ่มรู้ตัว จึงแห่กันไปซื้ออาหารเพื่อกักตุนเอาไว้ และแน่นอนเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาอาหารทั่วโลกพุ่งทะยานอย่างยากที่จะควบคุม จากความไม่เสถียรในตลาดอาหารโลกนี่ๆเองก็ทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนในทุกๆด้าน ความขัดสนและปัญหาการก่อจารจนของประเทศโลกที่สามคือก้าวแรกของผลกระทบในครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด จากนั้นสภาวะการขาดแคลนอาหารที่ว่า ก็ค่อยๆเริ่มลามไปยังประเทศที่พัฒนาต่างๆ รวมไปถึงประเทศในระดับมหาอำนาจโลกก็ไม่อาจเลี่ยงพ้น

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะขาดแคลนอาหารของมนุษย์โลกดังที่ได้กล่าว ก็อาจเทียบเท่าได้กับ ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศเอธิโอเปียและซูดานในช่วงต้นทศวรรษ ปี 1970 ซัก 100 ประเทศ เพียงเท่านี้ระบบเศรษฐกิจโลกก็แทบจะพังทลายแล้ว และนี่จึงเป็นฉนวนเหตุที่ได้ทำให้เกิด Resource Wars ในท้ายที่สุด

2. ช่วงระหว่างสงคราม

เหตุการณ์ช่วง Resource wars  นี่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีทศวรรษที่ 2030 ถือได้ว่าผลจากการสู้รบเพื่อแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกซึ่งบานปลายไปทั่วโลกนั้น ก็ได้ทำให้ประชากรหลายพันล้านคนต้องตกอยู่ในสภาวะของความอดอยากเพิ่มขึ้น และเกิดการเสียชีวิตไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลกในเวลาต่อมา 

สงครามในครั้งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในมหากาพย์สงครามที่มนุษย์น่าจะสูญเสียมากที่สุด และกินเวลายาวนานเกือบ 20 ปี จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่อย่างน้อยนิดตามที่ได้ถูกเปิดเผยในเนื้อหาของภาพยนตร์ก็ไม่ได้เล่าถึงเบื้องหลังสงครามที่ว่า มากเท่าไหร่ แต่บอกเป็นเพียงนัยว่าโลกของเรา ได้เคยผ่านสงครามแย่งชิงแหล่งทรัพยากรมาแล้ว จนเป็นเหตุให้หลายประเทศทั่วโลกถึงกับต้องยอมลงนามยกเลิกระบบทหารออกไปจนหมด ซึ่งเดาได้ไม่ยาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ สงครามได้ผลาญงบประมาณและสร้างความเสียหายมากว่าจะก่อประโยชน์ จนไปเร่งให้มนุษยชาติเสี่ยงต่อการสูญพันธ์มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ส่วนรายละเอียดของสงครามอาทิเช่น การรุกราน, การร่วมมือกันสู้ หรือยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศเราก็ไม่อาจทราบได้ว่ามันมีลักษณะการดำเนินการอย่างไร จึงทำได้แต่เพียงวิเคราะห์ออกมาว่า ในช่วงเวลานั้นหลายประเทศทั่วโลก ก็คงจะต้องทำการประหัตประหารกันอย่างโหดร้าย เพื่อที่จะแย่งชิงแหล่งทำการเกษตรมาเป็นของตน แน่นอนว่าผู้ที่ได้เปรียบในสงครามก็คงหลีกหนีไม่พ้นประเทศขนาดใหญ่ในระดับมหาอำนาจ อย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, กลุ่มประเทศยุโรป ,อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น เพราะพวกเขามีข้อได้เปรียบในหลายๆด้าน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็เช่นในเรื่องของเครื่องจักรและเทคโนโลยีทางการทหารที่ล้ำสมัยมากกว่าประเทศเล็กๆ และที่สำคัญคือสงครามการสู้รบในครั้งนี้ ได้มีการนำหุ่นยนตร์หรือ Ai ปัญญาประดิษฐ์เขามามีส่วนร่วมในการรบอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ในปี ค.ศ. 2040 หุ่นยนตร์ TARS และ CASE ก็ได้ถูกนำมาใช้ในสงครามทรัพยากร ก่อนที่จะถูกมอบให้แก่องค์การนาซ่าในภายหลัง

และหนึ่งในข้อสังเกตของลักษณะการทำสงครามในครั้งนี้ก็คือ หลายประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างประเทศ สหรัฐ, รัสเสีย, จีน ,อินเดีย และอื่นๆ ถึงไม่ใช้อาวุธมหาประลัยเหล่านี้มายิงใส่กัน หนึ่งในเหตุผลง่ายๆเลยก็คือ หากใช้อาวุธดังกล่าวยิ่งใส่กันก็จะยิ่งไปส่งผลทำให้พื้นดิน ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการทำสงครามเพื่อแย่งชิง ได้เกิดการปนเปื้อนของรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง นี้จึงทำให้อาวุธพิสัยไกลทั้งหมดบนโลก ก็ได้ถูกดัดแปลงและแทนที่หัวรบนิวเคลียร์เป็นหัวรบระเบิดธรรมดาไปจนหมด

ในขณะที่รัฐบาลของสหรัฐ มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธระเบิดพิสัยไกลให้มีประสิทธภาพมากยิ่งขึ้น พวกเขาได้ร้องขอไปต่อองค์การนาซ่า (National Aeronautics and Space Administration ) ให้ช่วยพัฒนาระบบอาวุธและดำเนินการในแผนลดประชากรโลก ผ่านการทิ้งระเบิดลงมาจากอวกาศ แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้รักความสงบของนาซ่าก็ตอบปฎิเสธไป จากผลการที่นาซ่าไม่ยอมร่วมมือดังกล่าวจึงทำให้รัฐบาลมีข้ออ้างที่จะยุบและยุติให้การสนับสนุนต่อนาซ่า เพื่อที่จะได้นำงบประมาณส่วนใหญ่ไปมุ่งเน้นที่การทำสงครามเสียมากกว่า

เมื่อสงครามดำเนินไปจนถึงช่วงปลาย นอกเหนือไปจากการแพร่ระบาดของโรคพืชแล้ว ผลจากสงครามเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไปเร่งให้เกิดความอดอยากของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น และนี่จึงส่งผลให้สังคมในหลายๆประเทศถึงกับล่มสลายไป เพราะรัฐบาลไม่อาจสามารถจัดการกับระบบสาธารณูปโภคหรือบรรเทาทุกข์ภัยให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อนของตนได้ และประชนกรหลายพันล้านคนบนโลก ก็ต้องเข้าสู่สภาวะของความอดอยากอย่างแสนสาหัส หรือแม้แต่ประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างอเมริกายังได้รับผลกระทบนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

3. ช่วงหลังสงคราม

เมื่อเวลาดำเนินมาถึงปี ค.ศ. 2057 สงครามทรัพยากรจึงยุติลง หลายประเทศเริ่มตระหนักแล้วว่า สิ่งที่พวกเขาสู้รบกันมาตลอดเกือบ 20 ปีนั้น มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น และมีแต่จะส่งผลต่อความอดอยากของประชาชนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังไปทำให้สภาพแวดล้อมของโลกได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้หลายประเทศมหาอำนาจหันมาร่วมมือกันหาข้อยุติสงคราม ผ่านการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพฉบับใหม่ โดยมีรายละเอียดคร่าวๆดังนี้ 1. ยุบกองกำลังทหารของตน 2. ปิดระบบเครือข่ายป้องกันทางการทหารออกไปทั้งหมด 3. ร่วมกันพัฒนาระบบการศึกษาให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ให้หันมารักโลกมากยิ่งขึ้น เช่นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เคยได้ออกไปนอกอวกาศเป็นต้น 4. เปลี่ยนงบประมาณของภาครัฐจากภาษีประชาชนที่เคยมอบแก่กองทัพหรือโครงการอวกาศทั้งหมด ให้นำไปสนับสนุนภาคการเกษตร เพื่อไปขยายแหล่งผลิตอาหาร และช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เหลือรอดมาจากสงคราม

อย่างไรก็ตามแม้ว่ากองทัพในหลายๆประเทศจะถูกปิดตัวลงไปแล้ว แต่มหาอำนาจอย่างประเทศสหรัฐและประเทศจีน ก็ยังคงมีการแข่งขันกันออกไปสำรวจอวกาศอยู่อย่างลับๆ จะเห็นได้จากในรายละเอียดของภาพยนตร์ที่มีการเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐได้ทำการเรียกองค์การนาซ่าให้กลับมาทำงานอีกครั้ง ในภารกิจสำรวจดวงดาวหรือการหาบ้านหลังที่สองให้แก่มนุษย์นั่นเอง

แรงระเบิดจากสงครามทำบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์เบาบางลง

นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไปส่งผลทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกเบาบางลง ในช่วงที่มีการโจมตีทางอากาศ (Bombing Campaign) จากผลสำรวจของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการเปิดเผยให้เห็นว่า การโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด ไม่เพียงแต่จะไปสร้างความเสียหายให้กับสิ่งก่อสร้างหรือสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่แรงระเบิดยังได้ไปทำให้เกิดคลื่นกระแทก (Shock wave) ซึ่งนี่ก็ไปส่งผลกระทบถึงบรรยากาศชั้นบนของโลกโดยตรง
ซึ่งชั้นบรรยากาศของโลกนั้นมีส่วนสำคัญในการช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตจากรังสีอันตรายจากอวกาศ 

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเรดดิงของสหราชอาณาจักร ยังเปิดเผยข้อมูลวิจัยจากการศึกษาข้อมูลในอดีต ในเรื่องของความหนาแน่นของอนุภาคอิเล็กตรอนในชั้นบรรยากาศ แล้วพบว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อิเล็กตรอนในชั้นไอโอโนสเฟียร์ลดต่ำลงอย่างมาก 

ปกติแล้วสภาพของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์จะขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นหลัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าการกระทำของมนุษย์สามารถส่งผลต่อบรรยากาศโลกชั้นดังกล่าวได้ ซึ่งนี่ก็บ่งบอกได้เลยว่า สงครามทรัพยากรที่หลายประเทศต่างสู้รบกันด้วยการทิ้งระเบิดนั้น มันยิ่งไปเริ่งทำให้โลกของเราได้รับความเสียหายในทุกๆด้าน ทั้งสภาพอากาศและภูมิศาสตร์

บทสรุป มหากาพย์สงครามทรัพยากร

แน่นอนว่าทุกอย่างเริ่มขึ้นมาจากผลกระทบของโรคพืช โดยกลุ่มประเทศโลกที่สามนั้นได้ประสบพบเจอกับสภาวะของการขาดแคลนอาหารเป็นอันดับต้นๆ และลุกลามไปจนถึงประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุด โดยโรคพืชที่แพร่ระบาดอย่างหนัก ก็ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาชน เมื่อแหล่งอาหารของพวกเขาค่อยๆถูกทำลายไปเรื่อยๆ อีกทั้งราคาอาหารต่างๆก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ประชาชนเริ่มเสียชีวิตจากความอดอยาก เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หลายๆประเทศเริ่มไม่สามารถควบคุมความเป็นอยู่ของประชาชนตนเองได้ และนี่จึงกลายมาเป็น ฉนวนสำคัญของสงครามแย่งชิงทรัพยากรดังที่ได้กล่าวมา จากการสู้รบกันเรื่อยมานับตั้งแต่ปลายปีทศวรรษที่ 2030 จนถึง ปี 2057 หลายประเทศมหาอำนาจก็เริ่มมองเห็นถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์มากขึ้น ชีวิตมนุษย์ในที่นี้หมายถึง มนุษย์โลกทั้งหมด ไม่ใช่แต่เพียงประชาชนของตนเองเท่านั้น

นี้จึงหมายความว่าพวกเขาเริ่มให้ความสำคัญต่อการอยู่รอดในเผ่าพันธ์ตัวเองมากขึ้น ที่สมัยนั้นสิงสาราสัตว์ต่างๆก็น่าจะทยอยกันสูญพันธ์ไปหมดแล้ว สุดท้ายทุกประเทศที่ยังเหลือรอดจากทั่วทุกมุมโลกจึงพร้อมใจกันร่วมลงนามใน สนธิสัญญาสันติภาพฉบับใหม่ โดยใจความหลักๆก็คือการปลดกองกำลังทหารออกไป และนำงบประมาณที่ได้จากภาษีอากรในส่วนนั้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในภาคการเกษตรแทน ทำให้ตำราเรียนในนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2057 เป็นต้นมา ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นหลักสูตรใหม่ โดยมุ่งเน้นเนื้อหาไปที่การศึกษาในเรื่องเพาะปลูกแทน แต่ถึงกระนั้น ประเทศสหรัฐและจีนพวกเขายังคงดำเนินแผนการสำรวจอวกาศอยู่อย่างลับๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ พวกเขามองเห็นความหวังที่อาจจะหนีออกจากดาวเคราะห์โลกที่ใกล้ตายแห่งนี้ ไปสู่บ้านหลังใหม่ในอีกฝากหนึ่งของรูหนอน!

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
YouTube
กลับสู่บนสุด