Interstellar [บทที่ 3]: Lazarus ภารกิจสำรวจดวงดาว
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เช่นนี้ มีอยู่ได้จริงไหม ?
กันยายน 27, 2018
First man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์
นีล อาร์มสตรอง
ตุลาคม 19, 2018

Interstellar: ภารกิจสำรวจดวงดาว ลาซารัส (Lazarus missions) 

หลังจากสิ้นสุดสงครามทรัพยากรในปี ค.ศ. 2057 หลายประเทศทั่วโลกต่างพากันลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ (ที่น่าจะมีความเป็นสันติภาพมากที่สุด) โดยร่วมใจ ยุบกองทัพทั้งหมด และหันมาให้การสนับสนุนในความเป็นอยู่ของมนุษย์มากยิ่งขึ้น จะเรียกได้ว่าสังคมหลังสงครามทรัพยากร คือสังคมแห่งการแบ่งปันและช่วยเหลืออย่างแท้จริง อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนนับตั้งแต่ ปี 2057 เป็นต้นมา ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงและแก้ไขเนื้อหาในเรื่องของดาราศาสตร์ใหม่ทั้งหมด กลายเป็นว่ามนุษย์จริงๆแล้ว พวกเราไม่เคยออกไปสำรวจดวงจันทร์ได้เลย หรือก็คือในปี 1969 การที่ยานอะพอลโล 11 ได้เคยพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรกนั้น มันเป็นเพียงเรื่องของทางการเมืองในสมัยสงครามเย็น ที่อเมริกาต้องการหลอกล่อให้สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไปจากการแข่งขันทางด้านอวกาศ สาเหตุที่ต้องบิดเบือนประวัติศาสตร์ก็เพราะต้องการให้เด็กรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจอยู่กับโลกมากขึ้น โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงในเรื่องของการสำรวจอวกาศ

อย่างไรก็ตามจากแหล่งข้อมูลทางดาราศาสตร์ นาซ่าก็ตรวจพบว่าเมื่อ ปี 2019 หรือ 48ปีก่อนเหตุการณ์ช่วงเริ่มของภาพยนตร์ ได้เกิดมีค่าผิดปกติที่ไปรบกวนอวกาศเวลา (Space-Time) ขึ้น ณ บริเวณใกล้ๆกับดาวเสาร์ ซึ่งจากการศึกษาและตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่า สิ่งนี้มันก็คือรูหนอน! (Wormhole) และด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐจึงทำการเรียกองค์การนาซ่ากลับมาทำงานอีกครั้งอย่างลับๆ พร้อมทุ่มเงินงบประมาณอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุนแก่นาซ่าได้ออกไปศึกษายังอีกฟากหนึ่งของรูหนอนว่า มีระบบดาวฤกษ์ที่จะมาเป็นที่อยู่ของบ้านหลังที่สองให้กับโลกได้หรือไม่

ปัญหาของการเดินทางระหว่างดวงดาว

เอาจริงๆหากเราตัดเรื่องการเข้ามาช่วยเหลือของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาปริศนา ที่ได้ทำการวางรูหนอนเอาไว้ใกล้ๆกับดาวเสาร์ออกไป เราก็จะพบว่า การเดินทางในอวกาศด้วยเทคโนโลยีมนุษย์โลก ณ ขณะนั้น ก็ยังไม่พอที่จะสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วได้ นอกเสียจากการเดินทางไปมาในระบบสรุริยะของเราเองเท่านั้นที่ยังจะพอมีความเป็นไปได้ ซึ่งจากในภาพยนตร์เราก็จะพบว่า แค่การเดินทางไปยังดาวเสาร์ของยาน Endurance ที่น่าจะทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นแล้ว ก็ยังใช้เวลาเดินทางนานถึง 2 ปี อีกทั้งหากเรามาวิเคราะห์องค์ประกอบของสภาพดาวเคราะห์ในระบบสุระยะ ที่จะมาใช้เป็นบ้านหรือที่อยู่ของมนุษย์นั้น แทบไม่มีดาวดวงไหนเลยที่จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้ โดยใกล้เคียงสุดก็อาจเป็นดาวอังคาร ซึ่งอยู่ใน Habitable Zone หรือโซนที่เหมาะต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่ก็อย่างที่เราทราบกันว่าชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้นเบาบางมาก อันเนื่องมาจากดาวอังคารได้เคยสูญเสียแม็กนีโตสเฟียร์ไปเมื่อสี่พันล้านปีก่อน จากการเข้าปะทะกับดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาหาศาล ในขณะที่ดาวศุกร์ที่ว่ากันว่าเสมือนเป็นดาว “น้องสาว” ของโลกเพราะมีขนาดใกล้เคียงกันนั้น ก็ยังมีสภาพแวดล้อมที่ร้อนมากจนเกินไป สืบเนื่องมาจากสภาวะเรือนกระจกของชั้นบรรยากาศ ซึ่งชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์จากข้อมูลก็บอกกับเราแล้วว่า มันประกอบขึ้นมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 97% ซึ่งข้อมูลแค่นี้เราก็แทบจะตัดความเป็นอยู่อาศัยของดาวออกไปได้เลย

ทีนี้เมื่อเราตัดประเด็นเรื่องการหาบ้านหลังที่สองของโลกในระบบสุริยะของเราออกไปแล้ว สิ่งที่ใกล้เคียงสุดของการหาบ้านใหม่ก็คือ ระบบดาวฤกษ์ดวงอื่น และจากข้อมูลที่เรามีอยู่ ณ ตอนนี้ก็พบว่าระบบดาว Alpha Centauri ซึ่งอยู่ใกล้กับระบบสุริยะมากที่สุดยังอยู่ห่างไกลจากโลกมากถึง 4.37 ปีแสง โดยเราอาจจะมองว่า 4.37 เป็นตัวเลขที่ดูน้อยก็จริง แต่ด้วยหน่วยระยะทางของมันที่เป็น “ปีแสง” นี้จึงเป็นปัญหาสำหรับมนุษย์เรา ที่ไม่อาจสามารถสร้างยานอวกาศที่มีความเร็วในระดับใกล้เคียงกับความเร็วแสงได้เลย

สมมุติว่า หากเราใช้ Project Longshot (ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ของการออกแบบยานท่องอวกาศ โดยนาซ่า เมื่อ ปี ค.ศ. 1987) ยานอวกาศนี้จะสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 13,411 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งต้องบอกได้เลยว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมากๆ แต่ถ้าเรามาเทียบกับค่าความเร็วของแสงแล้ว มันก็มีความเร็วเพียง 4.5% เท่านั้น นี้จึงหมายความว่าหากมนุษย์โลกต้องการจะออกเดินทางสำรวจอวกาศด้วยความเร็วเท่านี้ ก็ยังจะต้องใช้เวลานานมากถึง 100 ปี ซึ่งแน่นอน คนบนโลกในภาพยาตร์ Interstellar พวกเขาไม่สามารถรอนานได้ขนาดนั้น อีกทั้งเรายังไม่รู้เลยว่า ถ้าไปถึงระบบดาว Alpha Centauri แล้ว เรายังจะสามารถหาดาวเคราะห์ที่เหมือนกันกับโลกได้ไหม

หรือสมมุติให้มนุษย์โลกในสมัยนั้น อาจมีเทคโนโลยียานอวกาศที่สามารถเคลื่อนที่ไล่กวดลำแสงได้ก็ตาม เราก็ยังจะต้องมาเผชิญเข้ากับกฎเหล็กทางฟิสิกส์ ของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษที่กล่าวเอาไว้อย่างเรียบง่ายว่า ยิ่งเราเคลื่อนเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ มวลเชิงสัมพัทธภาพของเราก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และเวลาก็จะเดินช้าลงอย่างมากด้วยเช่นกัน โดยสรุปก็คือหากเราเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงแสงเพื่อไปยังดาว Alpha Centauri เมื่อเราย้อนกลับมายังโลกอีกทีเราอาจจะพบว่าเวลาบนโลกได้ผ่านไปแล้วหลายพันปีแล้วเป็นต้น ซึ่งด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ในเรื่องการสูญเสียเวลาหากเทียบกับ Project Longshot เองแล้วก็ถือได้ว่า การเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง ดูเหมือนจะทำให้เกิดการสูญเสียเวลาของคนบนโลกมากกว่าเสียอีก

ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

และทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม รัฐบาลสหรัฐจึงถึงกับต้องยอมเสี่ยงมากมายขนาดนั้นเพื่อที่จะมอบทุนอันมหาศาลให้แก่นาซ่า เพื่อออกไปสำรวจโลกในอีกฟากหนึ่งของรูหนอน เพราะอย่างที่เรารู้ๆว่า มนุษย์โลก ณ ขณะนั้น กำลังประสบกับปัญหาทรัพยากรอาหารขาดแคลน และการที่จะนำภาษีของประชาชนมาใช้กับโครงการอวกาศซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของโลกในตอนนั้นมาก มันก็อาจจะดูเสี่ยงเกินไปที่งบประมาณเหล่านั้นจะเสียเปล่า อันเนื่องจากปัญหาของการสำรวจดวงดาวจำนวนมากมายที่อยู่หลังรูหนอน ว่าจะมีจริงไหมดาวเคราะห์ที่เหมือนกับโลก อีกทั้งทรัพยากรในการสำรวจอวกาศก็มีอยู่อย่างจำกัด และที่สำคัญคือ ต่อให้พบเจอดาวเคราะห์คล้ายโลกได้ก็จริง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วจะพามนุษย์โลกจำนวนนับพันล้านออกไปสู่อวกาศได้อย่างไร ซึ่งนี่จึงได้กลายมาเป็นที่มาของ แผนช่วยประชากรโลกใน แผน A คือการแก้สมการแรงโน้มถ้วงแล้วนำพาสถาณีอวกาศขนาดยักษ์ที่แอบสร้างไว้ ณ ฐานลับ มาทำการยกมันขึ้นสู่อวกาศนั่นเอง ซึ่งจากเนื้อเรื่องในช่วงต้นของภาพยนตร์ก็อย่างที่เห็นคือ สมการแรงโน้มถ่วงยังไม่สมบูรณ์ ทำให้โครงการสำรวจอวกาศทั้งหมด จึงได้กลายมาเป็นความลับสุดยอดที่จะให้ประชาชนล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะมนุษย์หรือแม้แต่เราเอง ก็คงไม่อยากเอาชีวิตไปฟากไว้กับอะไรที่ไม่แน่นอนแบบนั้น อีกอย่างโครงการนั่นมันมากจากภาษีของประชาชน! ถ้าข่าวโครงการอวกาศนี้ได้รั่วไหลออกไปแม้แต่นิดเดียว แน่นอนว่า ความไม่สงบสุขจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

โอกาสที่ “พวกเขา” มอบไว้ให้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม “พวกเขา” หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในมิติที่เหนือกว่าเรา ก็ได้มอบโอกาสที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจาก วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ โดยการวางรูหนอนเอาไว้ใกล้ๆกับดาวเสาร์เมื่อปี 2019 หรือ 48 ปีก่อนเวลาในช่วงต้นของภาพยนตร์ ซึ่งปลายทางในอีกฟากหนึ่งของรูหนอน คือตำแหน่งของระบบดวงดาวต่างๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับระบบสุริยะของเรา แน่นอนว่าเมื่อรัฐบาลเห็นโอกาสเช่นนี้ ก็รู้เลยว่าโอกาสที่มนุษย์ชาติจะรอดพ้นจากการสูญพันธุ์นั้นยังพอมีอยู่ เลยจำเป็นต้องเรียกองค์การนาซ่ากลับมาทำงานหรือสานต่อในสิ่งที่พวกเขาได้เคยค้นพบเมื่อ 48 ปีก่อนอีกครั้ง ซึ่งสมาชิกขององค์การนาซ่าเองก็ไม่อาจสามารถให้คำอธิบายได้ว่า รูหนอนดังกล่าวจู่ๆมาปรากฎตัวใกล้ดาวเสาร์ได้อย่างไร แต่เมื่อกาลเวลาดำเนินไปเรื่อยๆ มนุษย์โลกเริ่มเผชิญเข้ากับปัญหาโรคพืชระบาด อีกทั้งยังต้องมาเจอกับศึกสงครามทรัพยากรที่ยืดเยื้อกว่า20ปี นี่จึงส่งผลให้มนุษย์หลังสงคราม ต้องตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์มองว่า การปรากฎตัวขึ้นของรูหนอนนั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และมันจะต้องเป็นฝีมือของ “พวกเขา” หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในมิติที่ 5 อีกทั้งการปรากฏตัวของคูเปอร์ยังสถาณที่ลับของนาซ่าตามที่เราได้เห็นในภาพยนตร์ ก็จะสังเกตได้ว่าทีมงานขององค์การนาซ่าไม่แปลกใจอะไรมากเลย ที่เขาสามารถค้นพบสถานที่ลับแห่งนี้ได้ และยิ่งไปเพิ่มความมั่นใจขึ้นไปอีกว่า “พวกเขา” ได้เลือกคูเปอร์แล้วนั่นเอง

กำเนิดภารกิจสำรวจดวงดาว ลาซารัส (Lazarus missions) 

หลังสิ้นสุดสงครามทรัพยากรในปี 2057 ภารกิจลาซารัสก็ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยนาซ่า ซึ่งพวกเขาได้ถูกรัฐบาลเรียกตัวให้กลับมาทำงานอย่างลับๆอีกครั้ง เพราะรัฐบาลสนใจในปรากฏการณ์รูหนอนที่ตรวจพบว่า ปลายทางในอีกฟากหนึ่งนั้นคือระบบดวงดาวจำนวนมากมาย ที่มนุษย์เราอาจสามารถย้ายไปอยู่อาศัยได้ พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะทุ่มงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับโครงการอวกาศในครั้งนี้

ภารกิจลาซารัสนำทีมสำรวจโดย Dr. Mann เขาคือผู้กล้ามากด้วยอุดมการณ์ จนสามารถชักชวนผู้เสียสระมาร่วมได้ครบ 11 คน ซึ่งรวมตัวเขาเองแล้วก็เท่ากับว่า ภารกิจในครั้งนี้มีลูกทีมทั้งหมด 12 คน ต้องบอกได้ว่าภารกิจสำรวจอวกาศในครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดและเสียสละมากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ โดยลูกทีมแต่ละคนจะมี Landing pod เป็นของตัวเองโดยแต่ละ pod ก็จะประกอบไปด้วยอาหารซึ่งจะสามารถใช้ยังชีพได้เป็นเวลานาน 2 ปี ในกรณีที่ผู้กล้าเสียสละ แต่ในกรณีที่ผู้กล้าโชคดีไปค้นพบดาวเคราะห์ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์โลกแล้วล่ะก็ เขาก็จะมีสิทธ์ในการนอนจำศีลอยู่ใน Hypersleep Chambers ได้ และผู้กล้าก็จะถูกอนุญาติให้สามารถยิงสัญญาณไบนารี่ออกมาเป็นข้อมูลดาวเคราะห์เบื้องต้นและพิกัดสถานที่เพื่อรอการกูชีพในที่สุด

ต้องเรียกได้ว่าภารกิจนี้ไม่ต่างอะไรกับภารกิจฆ่าตัวตาย ที่อาสาสมัครทั้ง 12 คนจะต้องยอมรับให้ได้ก่อนเริ่มภารกิจแล้วว่า การเดินทางในอวกาศของภารกิจลาซารัสนี้ อาจเป็นตั๋วเที่ยวเดียวและสุดท้ายของพวกเขาก็เป็นได้ ซึ่งสาเหตุที่นาซ่าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ แบบให้มีการสละชีพ ดังที่ได้กล่าวมาก็เพราะว่า ทรัพยากรในการสำรวจอวกาศของพวกเขานั้นมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการสำรวจระบบดวงดาวก็คือ จะต้องเสี่ยงให้ผู้กล้าออกไปสำรวจดาวเคราะห์ที่สามารถใช้อยู่อาศัยได้ หรือไม่ก็สละชีพไปเลยในกรณีที่ดาวดวงนั้นไม่เหมาะต่อการดำรงอยู่ อีกทั้งเราจะเห็นได้ว่าผู้กล้าแต่ละคนนั้นเป็นระดับด็อกเตอร์ผู้มากความสามารถทั้งนั้น

สัญญาณไบนารี่คืออะไร (Binary signal) ทำไมภารกิจลาซารัสถึงต้องใช้

สัญญาณดิจิตอลหรือที่เรียกกันว่า สัญญาณไบนารี่ (binary signal) หรือสัญญาณตรรกะ (logic signal) นั้น ก็คือสัญญาณเพื่อแสดงข้อมูลเป็นลำดับของค่าที่ไม่ต่อเนื่อง ที่ไม่ต่อเนื่องก็เพราะ สัญญาณดังกล่าวอิงข้อมูลจากแรงดันไฟฟ้าเปิดและปิด ซึ่งเรามักจะแทนค่าให้เป็นตัวเลขที่ 0 กับ 1 หรือถูกกับผิดในข้อมูลแบบบูลีน (Boolean domain) และด้วยสิ่งนี้จึงเป็นพื้นฐานเอามากๆสำหรับคอมพิวเตอร์ ที่มันจะต้องใช้ในการสื่อสารและแปลงชุดข้อมูลเหล่านั้นให้กลายมาเป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างเช่นข้อมูลที่เป็น ข้อความ, เสียง, วิดีโอ และอื่นๆ ดังที่เราได้ใช่กันอยู่อย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ ไม่เว้นแม้แต่มือถือสมาร์ทโฟนของเราก็ด้วย

ตัวอย่างของระดับลอจิกไบนารี:

เทคโนโลยีโวล์ทต่ำโวล์ทสูงหมายเหตุ
CMOS0 V ถึง VDD/2VDD/2 ถึง VDDVDD = แหล่งจ่ายไฟ
TTL0 V ถึง 0.8 V2 V ถึง VCCVCC เป็น 4.75 V ถึง 5.25 V
ECL-1.175 V ถึง VEE0.75 V ถึง 0 VVEE ประมาณ -5.2 V. VCC=Ground

ทีนี้เราก็น่าจะพอทราบแล้วว่าสัญญาณไบนารี่ที่ถูกส่งกลับออกมาจากรูหนอนนั้นมันเบสิคแค่ไหน นี้จึงทำให้เกิดข้อจำกัดในหลายๆด้านของการส่งข้อมูลขนาดใหญ่กลับออกมานั้นเอง ดังนั้นข้อมูลชุดแรกที่จะถูกส่งออกมา มันจำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญและพื้นฐานเอามากๆ อย่างเช่นข้อมูลตัวเลขเชิงพิกัดของดวงดาวเป็นต้น ด้วยปัญหาการรับส่งข้อมูลดังที่เราจะได้เห็นในภาพยนตร์แล้วว่าข้อมูลขนาดใหญ่อย่างเช่นภาพและเสียง โดยผู้คนที่อยู่ในอีกฟากหนึ่งของรูหนอนหรือกลุ่มของคูเปอร์ ณ ขณะปฎบัติภารกิจนั้น ไม่อาจส่งสัญญาณข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านออกไปหาโลกได้เลย ในขณะที่ข้อมูลต่างๆบนโลกยังคงส่งออกมาได้ตามปกติ

ยกตัวอย่างคำว่า SciWays ที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยข้อมูลเลขฐานสองจะได้เป็น

01010011 01100011 01101001 01010111 01100001 01111001 01110011

ซึ่งต้องบอกได้เลยว่าจำนวนตัวเลขมหาศาลมาก ถ้าขี้เกียจแปลงข้อมูลเองก็สามารถเข้าไปเล่นได้ที่ คลิกเลย สนุกๆ

ตัวอักษรเมื่อแปลงเป็น Binary Code ที่มารูปภาพ

สรุปการดำเนินงานของภารกิจลาซารัส

1- ออกไปทำการค้นหาดาวเคราะห์ในระบบดาวอีกฟากหนึ่งของรูหนอน

2- ทำการลงจอดบนดาวเคราะห์ในแต่ละดวง ดวงละ 1 คน

3- ทำการวิเคราะห์และสรุปผลสำรวจของดาวตัวเองออกมาอย่างละเอียด ซึ่งผู้สำรวจจะสามารถยังชีพด้วยอาหารที่เตรียมมาได้เป็นเวลานานถึง 2 ปี

4- หากดาวเคราะห์ของนักสำรวจคนไหน เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์แล้วล่ะก็ นักสำรวจคนนั้นก็จะสามารถส่งสัญญาณไบนารี่กลับออกมาได้ และนอนจำศีลเพื่อรอการกู้ชีพในท้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน หากดาวเคราะห์นั้น ไม่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตแล้วละก็ ผู้กล้าจะต้องยอมสละชีพตัวเองอย่างกล้าหาญ

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
YouTube
กลับสู่บนสุด