Interstellar travel: การเดินทางระหว่างดวงดาว และ เทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศ
ดาว J1407b ราชาแห่งวงแหวนที่แท้จริง ในฉายาว่า "ดาวเสาร์ในร่างสเตียรอยด์"
ดาว J1407b ราชาแห่งวงแหวนที่แท้จริง ในฉายาว่า “ดาวเสาร์ในร่างสเตียรอยด์”
กุมภาพันธ์ 4, 2020
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets
มนุษย์ต่างดาวโบราณ ตอนที่ 1: เครื่องบินอายุ 2,000 ปี Saqqara bird และ Tolima Fighter Jets
มีนาคม 13, 2020

การเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar travel) นั้นก็คือการออกไปจากระบบสุริยะของตัวเองเพื่อเดินทางไปสู่ระบบดวงดาวอื่น ซึ่งยานอวกาศนั้นอาจจะมีลูกเรือควบคุมอยู่หรือไม่มีก็ได้ ปัจจุบันแนวคิดของการเดินทางระหว่างดวงดาวนั้นยังถือว่าค่อนข้างห่างไกลจากความเป็นจริง (ใกล้เคียงสุดก็คือการเดินทางของยานอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และยานวอยเอเจอร์ 2 ที่ปัจจุบันยานสำรวจทั้ง 2 ลำ เพิ่งจะเดินทางออกไปจากระบบสุริยะของเราได้สำเร็จ โดยทั้งสองเป็นยานอวกาศแบบไร้คนขับ) อีกทางการเดินทางระหว่างดวงดาวยังถือเป็นเรื่องที่ยากกว่าการเดินทางไปมาภายในระบบสุริยะมาก  

ซึ่งระยะทางในอวกาศภายในระบบสุริยะของเราจะอยู่ที่ประมาณ 30 หน่วยดาราศาสตร์ (หรือ 30 AU โดย 1 AU จะเท่ากับระยะทางประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) ในขณะที่อวกาศระหว่างดวงดาวนั้น อยู่เลยออกไปไกลนับร้อยนับพันหน่วยดาราศาสตร์ โดยส่วนมากจะไกลนับปีแสง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าระยะทางในอวกาศข้างนอกระบบสุริยะนั้นมันห่างไกลเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเดินทางในอวกาศเราจึงจำเป็นจะต้องบรรลุความเร็ว ให้ใกล้เคียงกับเปอร์เซ็นต์ความเร็วแสงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการเดินทางที่เร็วขึ้นนั่นก็หมายความว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้ในเวลาที่น้อยลง 

ความเร็วที่เราต้องการนั้น จะต้องเร็วในระดับที่ยานอวกาศใช้เวลาในการเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ภายในช่วงอายุขัยของมนุษย์ 1 คน หรือที่ระยะเวลารอคอยที่ยอมรับได้ก็คือ 10 ปีแต่ไม่เกิน 100 ปี แต่อุปสรรคสำหรับการสร้างยานอวกาศให้เร็วได้ขนาดนั้น เราจำเป็นจะต้องมีพลังงานมหาศาลมาขับเคลื่อนให้กับยานอวกาศได้พุ่งไปสู่เป้าหมาย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าในเรื่องของความเร็วที่เราจะต้องทำให้ได้ก็คือ ในเรื่องของความปลอดภัย เพราะเมื่อยานอวกาศมีความเร็วมากขึ้น ความเร็วสัมพัทธ์ระหว่างยานอวกาศและวัตถุในอวกาศก็จะเพิ่มมากขึ้น นั่นก็หมายความว่าหากมีวัตถุในอวกาศ อย่างเช่นฝุ่น, หิน, หรือแม้แต่มวลแก๊สในอวกาศ ที่ลอยอยู่ในระหว่างเส้นทางการเดิน มันก็อาจสร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงให้ตัวยานพาหนะของนักเดินทางในอวกาศได้ (เช่นหากเป็นมวลของแก๊สในอวกาศพี่พบได้มากภายในเนบิวลาก็ทำให้เกิดการเสียดสีกับตัวยานจนไปทำให้เกิดความร้อนสะสมและสร้างความเสียหายให้กับตัวยานได้ ในขณะที่ฝุ่นหรือเศษหินนั้นจะอันตรายยิ่งกว่าเพราะมันจะไปสร้างความเสียหายโดยตรงต่อผิวยาน)

แต่ถึงอย่างนั้นในปัจจุบันก็มีแนวคิดต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เพื่อมาแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการออกแบบยานอวกาศขนาดใหญ่ที่มีระบบนิเวศภายในตัว ในขณะที่ระบบขับดันของยานก็ถูกนำเสนอขึ้นมาอย่างหลากหลายเพื่อมาตอบสนองต่อการเร่งอัตราเร็วให้กับยานอวกาศ เช่นระบบขับดันนิวเคลียร์ (nuclear propulsion), ระบบขับดันด้วยลำแสง (beam-powered propulsion) และระบบขับดันอื่นๆที่อิงตามหลักความเป็นไปได้ในทางฟิสิกส์ 

นี่จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระหว่างดวงดาวทั้งแบบมีคนขับ หรือไร้คนขับ จึงถูกพิจารณาและพูดถึงเป็นอย่างมากในเรื่องความท้าทายทางด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของมนุษย์  ในขณะที่คนบางกลุ่มเชื่อว่าภายในอีกไม่กี่ทศวรรษนี้ เราก็สามารถออกเดินทางไปสู่อวกาศระหว่างดวงดาวได้แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าความท้าทายของการเดินทางระหว่างดวงดาวจะบรรลุผลหรือไม่ก็ตาม มันก็ยังคงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเรา

โดยแนวคิดของการเดินทางในอวกาศระหว่างดวงดาวส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการตอบสนองต่อการพัฒนาระบบขนส่งในอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์หรือสถานที่ปฏิบัติงาน ซึ่งมีความต้องการพลังงานมหาศาลในระดับกิกะวัตต์ อย่างเช่นแนวคิดของ Star Wisp หรือ Light Sail เป็นต้น


ความท้าทาย

ต่อไปนี้เราจะมาดูความท้าทายในเรื่องขีดความสามารถทั้งทางด้านเทคโนโลยีและชีวิตมนุษย์ว่าเราจะต้องพัฒนาและปรับตัวในเรื่องอะไรบ้าง  เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเดินทางในอวกาศอันไกลโพ้น

ระยะทางระหว่างดวงดาว 

เรื่องแรกนั้นก็คือในเรื่องของระยะทางระหว่างดวงดาว เพื่อเห็นภาพกันว่าระยะทางในอวกาศนั้นมันไกลแค่ไหน เบื้องต้นจะทำการเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ภายในระบบสุริยะของเราก่อนซึ่งจะใช้หน่วยวัดเป็น หน่วยดาราศาสตร์ (AU) โดย 1 หน่วยดาราศาสตร์จะคิดเป็นระยะทางประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 93 ล้านไมล์ ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างภายในวงโคจรของโลกกับดวงอาทิตย์ 

โดยเทหวัตถุในธรรมชาติ (ขนาดใหญ่) ที่ใกล้โลกมากที่สุดก็คือดวงจันทร์ ดวงจันทร์อยู่ห่างไกลจากโลกประมาณ 0.0026 หน่วยดาราศาสตร์ หรือประมาณ 1.3 วินาทีแสง 

ส่วนดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดก็คือดาวศุกร์มันอยู่ห่างไกลจากโลกในระยะ 0.28 หน่วยดาราศาสตร์ หรือระยะทางประมาณ 2.41 นาทีแสง 

ถัดมา ดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดนั่นก็คือดาวเนปจูน ดาวเนปจูนอยู่ห่างไกลจากโลกในระยะ 29.8 หน่วยดาราศาสตร์หรือคิดเป็นระยะทางประมาณ 4.1 ชั่วโมงแสง

ในขณะที่สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดก็คือยานวอยเอเจอร์วัน มันอยู่ห่างไกลจากโลกในระยะ 147.9 หน่วยดาราศาสตร์ หรือคิดเป็นระยะทางประมาณ 20 ชั่วโมง 30 นาทีแสง 

ส่วนดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุดก็คือดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 1 หน่วยดาราศาสตร์ หรือคิดเป็นระยะทางประมาณ 8 นาทีแสง 

และดาวฤกษ์นอกระบบสุริยะที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุดก็คือดาวพร็อกซิมาเซนทอรี (Proxima Centauri) ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกมากถึง 268,332 หน่วยดาราศาสตร์ หรือคิดเป็นระยะทางในหน่วยปีแสงก็คือ ประมาณ 4.24 ปี  (หรือ 4.24 ปีแสง) ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลกว่าดาวเนปจูนถึง 9,000 เท่า!

จากข้อมูลเบื้องต้นนี้ก็พอจะทราบแล้วว่าระยะห่างระหว่างดาวฤกษ์นั้นมันไกลนับปีแสง โดยในความหมายของหน่วยวัดระยะทางปีแสงก็คือ ระยะทางที่อนุภาคแสง (Photon) ได้เคลื่อนไปในสุญญากาศเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งจะมีค่าเท่ากับ 9.46 ล้านล้านกิโลเมตร (9.461×1012 กิโลเมตร หรือประมาณ 63,241 AU) ในขณะที่ดาวพร็อกซิมาเซนทอรี ซึ่งจัดได้ว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด มันก็อยู่ห่างไกลถึง 4.243 ปีแสง ดังนั้นแม้เราจะมียานอวกาศที่สามารถเดินทางได้เร็วเฉียดแสง เราก็จะเห็นยานเดินทางในอวกาศนานเกินกว่า 4 ปี จึงจะถึงดาวพร็อกซิมาเซนทอรี

ดาวพร็อกซิมาเซนทอรีนั้นโคจรอยู่รอบระบบดาวฤกษ์คู่ที่ชื่อว่า Alpha centauri โดยดาวฤกษ์ Alpha centauri A เป็นดาวฤกษ์ที่คล้ายกันกับดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด และเพื่อให้เห็นถึงภาพของระยะทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก ให้ลองวาดดวงอาทิตย์และโลกด้วยระยะห่างเท่ากับ 1 เมตร ด้วยมาตราส่วนนี้ จะทำให้ระยะห่างของ Alpha centauri จะอยู่ที่ห่างไกลออกไปในระยะ 276 กิโลเมตร!

ปัจจุบันยานอวกาศที่ไปได้ไกลที่สุดอย่างยานวอยเอเจอร์ 1 ที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  1/18,000 ของความเร็วแสง ด้วยความเร็วเฉลี่ยเท่านี้ ต้องใช้เวลานานถึง 80,000 ปีกว่าจะเดินทางไปถึงดาวพร็อกซิมาเซนทอรี

ความต้องการพลังงาน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางระหว่างดวงดาว ก็คือ ในส่วนของการจัดการพลังงานให้กับระบบขับดันของยานอวกาศได้เร่งความเร็วไปสู่เป้าหมายได้ทันเวลาที่กำหนด 

โดยความต้องการของพลังงานขั้นต่ำก็คือ Kinetic Energy  หรือพลังงานจลน์ ในสมการ Ek = ½mv2 เมื่อ Ek คือพลังงานจลน์ มีหน่วยเป็นจูล (J), m คือมวลของวัตถุมีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg) และ v  คืออัตราเร็วของวัตถุมีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที (m/s) ซึ่งในส่วนของพลังงานขั้นต่ำนั้นจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเร่งความเร็วหรือการชะลอความเร็วให้กับยานอวกาศ 

หากเราต้องการเดินทางไปสู่ดาวฤกษ์นอกระบบที่ใกล้ที่สุดให้ได้ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษนั้น เราก็ต้องมียานอวกาศที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในปัจจุบันหลายพันเท่า เราจะเห็นได้ว่าจากความเร็วในสมการพลังงานจลน์ ในส่วนของความเร็วยกกำลังสอง (v2) นั้น จะทำให้ค่าพลังงานความต้องการนั้นสูงหลายล้านเท่า 

ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการผลักดันให้มวล 1 ตัน ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 1 ใน 10 ของความเร็วแสง เราก็จำเป็นจะต้องใช้พลังงานไม่ต่ำกว่า 450 เพตะจูน ( 4.50×1017) หรือที่ราวๆ 450,000,000000,000000 จูน (อ่านว่า สี่แสนห้าหมื่นล้านล้าน จูน) ซึ่งสามารถคิดเป็นหน่วยกำลังไฟฟ้าได้ที่ 125 เทราวัตต์-ชั่วโมง (โดยปริมาณการบริโภคพลังงานของมนุษย์โลกในปี 2008 คือ 143,851  เทราวัตต์-ชั่วโมง) ซึ่งค่าพลังงานดังกล่าว เป็นค่าพลังงานบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้รวมเอาค่าประสิทธิภาพในการทำงานของกลไกขับเคลื่อนมาหักลบ (เนื่องจากในทางปฏิบัติพลังงานสามารถเล็ดลอดออกไปได้ในรูปแบบของความร้อน ผ่านการแผ่รังสีในอวกาศ)

อีกทั้งพลังงานที่จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบขับดันให้กับยานอวกาศนั้น ก็จะต้องถูกบรรจุเอาไว้อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิง ที่ติดไปกับตัวยานด้วย ซึ่งนั่นก็จะทำให้ยานอวกาศที่มีความต้องการเร่งความเร็วให้ได้มากๆ ก็จำเป็นจะต้องติดตั้งถังเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้นด้วย ผลก็คือยานอวกาศก็จะต้องมีรูปร่างที่ใหญ่และยาวมากๆ

แต่สำหรับปัญหาในเรื่องของปริมาณความต้องการเชื้อเพลิงที่มากของยานอวกาศ ขณะกำลังเดินทางอยู่ท่ามกลางดวงดาวนั้น อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการเก็บเกี่ยวเชื้อเพลิงระหว่างทางได้ (ซึ่งเราก็จะพบว่าธาตุไฮโดรเจนนั้นคือธาตุปกติที่พบได้มากที่สุดในจักรวาล) หรือไม่ก็จะต้องใช้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นในการค่อยๆเร่งความเร็วให้กับยานอวกาศ ซึ่งด้วยวิธีหลังนี้ก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาที่เพิ่มมากขึ้นด้วย (เมื่อความเร่งคงที่ ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป)

ฝุ่นและแก๊สระหว่างดวงดาว 

Interstellar medium หรือเป็นที่รู้จักกันในคุณสมบัติของฝุ่นและแก๊สที่อาศัยอยู่ภายในช่องว่างอวกาศขนาดใหญ่ โดยฝุ่นและแก๊สเหล่านี้ อาจได้กลายมาเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่อการเดินทางของยานอวกาศในอนาคตได้ เนื่องจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดขั้ว ก็มีโอกาสที่ยานอาจปะทะเข้ากับกลุ่มของฝุ่น จนสร้างความเสียหายรุนแรงต่อตัวยาน ดังนั้นยานอวกาศจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาและออกแบบเกราะป้องกันเอาไว้ด้วย 

แม้ในเรื่องของฝุ่นและแก๊สในอวกาศระหว่างดวงดาว จะเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการเดินในอวกาศ ขณะเดียวกันมันก็มีประโยชน์ในเรื่องของการเป็นแหล่งเชื้อเพลิงให้กับยานอวกาศอย่างเช่นในแนวคิดของ Interstellar ramjets ซึ่งเป็นแนวคิดกลไกขับดันของยานอวกาศ ที่ถูกเสนอขึ้นในช่วงยุค 1960 โดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันนามว่า ‘โรเบิร์ต ดับเบิลยู. บัสเสิร์ด’ (Robert W. Bussard) โดยตัวยานอวกาศที่เขาเสนอ จะมีแผงสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางหลายพันกิโลเมตร) มาคอยทำหน้าที่ในการดูดเก็บไฮโดรเจนรอบตัว แล้วเปลี่ยนมันกลายเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ระบบขับดันของยาน ซึ่งยานอวกาศในลักษณะนี้ จะมีน้ำหนักเบา และสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเร็วสูง 

นอกจากแก๊สในอวกาศระหว่างดวงดาวจะมีประโยชน์ในเรื่องของการเป็นแหล่งเชื้อเพลิงแล้ว เรายังสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือไว้สำหรับการชะลอความเร็วให้กับยานอวกาศได้อีกด้วย 

ภัยอันตราย 

ลูกเรือที่อยู่ภายในยานอวกาศจะประสบเข้าเจอกับความอันตรายอยู่หลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาวะทางจิตเมื่อถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ให้อยู่ในอวกาศเป็นเวลานาน, ผลกระทบของการสัมผัสกับรังสีอย่างต่อเนื่อง, ผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ, ข้อต่อ , กระดูก, ระบบภูมิคุ้มกัน และการมองเห็น อีกทางยังเสี่ยงต่อกันปะทะเข้ากับ เศษซากอวกาศต้องต่างๆ เช่นสะเก็ดดาวเคราะห์น้อย เศษหิน และฝุ่น ซึ่งภัยอันตรายทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากต่อเทคโนโลยีช่วยเหลือชีวิต 


เป้าหมายหลักสำหรับการเดินทางระหว่างดวงดาว

นอกระบบสุริยะของเรา ยังมีระบบดาวฤกษ์อยู่อีก 59 ระบบดาว ในระยะรัศมี 40 ปีแสง อันประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ส่องสว่างเป็นจำนวน 81 ดวง ที่คาดว่าในอนาคตเป้าหมายทั้งหมดเหล่านี้อาจเป็นจุดหมายปลายทางหลัก สำหรับภารกิจเดินทางในอวกาศระหว่างดวงดาว ต่อไปนี้เราจะมาดูกันว่ามีดาวฤกษ์เด่นๆดวงไหนบ้าง ใน 10 อันดับระบบดาวฤกษ์ที่น่าไปเยือนในระยะ 40 ปีแสง (โดยเรียงลำดับจากระยะทางน้อยไปหามาก)

อันดับที่ 1 ระบบดาว Alpha centauri ระบบดาว Alpha จัดได้ว่าเป็นระบบดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด มันคือระบบดาวฤกษ์สามดวงอันประกอบไปด้วยดาว Alpha centauri A,  Alpha centauri B และ Proxima Centauri โดยดาว Alpha centauri A เป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด อีกทั้งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมปี 2016 นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่กำลังโคจรอยู่ในโซนอาศัยอยู่ได้รอบดาว Proxima Centauri อีกด้วย โดยมันมีชื่อว่า Proxima Centauri b โคจรอยู่ห่างจากดาวแม่ของมันในระยะเพียง 7,500,000 กิโลเมตร และใช้เวลาในการโคจรครบรอบในทุกๆ 11.2 วันโลก มันมีมวลอยู่ที่ 1.3 เท่าของโลก และที่สำคัญตำแหน่งของมันยังอยู่ในโซนอาศัยอยู่ได้อีกด้วย 

อันดับที่ 2 ระบบดาวเบอร์นาร์ด (Barnard’s Star) ดาวเบอร์นาร์ดเป็นดาวแคระแดงมวลต่ำขนาดเล็ก อยู่ห่างไกลจากระบบสุริยะเป็นลำดับที่ 2 ด้วยระยะห่าง 6 ปีแสง โดยมันมีมวลอยู่ที่ 14 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์เท่านั้น และในเดือนพฤศจิกายนปี 2018 ก็ได้มีการประกาศรายชื่อดาวเคราะห์ Super Earth ที่มีชื่อว่า Barnard’s Star b ซึ่งมันเป็นดาวเคราะห์น้ำแข็งขนาดใหญ่ ที่โคจรอยู่โดยรอบดาวเบอร์นาร์ด ในระยะห่างประมาณ 60 ล้านกิโลเมตร และมีมวลมากกว่าโลก 3.2 เท่า 

อันดับที่ 3 ระบบดาวซิริอุส (Sirius หรืออ่านว่าดาวซิเรียสก็ได้) ระบบดาวซิริอุสอยู่ห่างไกลจากโลก 8.7 ปีแสง ประกอบไปด้วย ดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวแคระขาวอีก 1 ดวง โดยดาวฤกษ์จะมีชื่อว่าดาวซิริอุส A มีมวลอยู่ที่ 2 เท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนดาวแคระขาวจะมีชื่อว่า ซิริอุส B มีมวลอยู่ที่ 1.02 เท่าของดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเล็กพอๆกับโลก ซึ่งดาวซิริอุส A และ B จะโคจรอยู่ร่วมกันที่เรียกว่า Binary star

อันดับที่ 4 ดาวเอปไซลอนแม่น้ำ (Epsilon Eridani) เป็นระบบดาวดวงเดียวเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ อยู่ห่างไกลจากโลก 10.8 ปีแสง มีขนาดที่ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์แต่เย็นกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย มันมีมวลอยู่ที่ 0.82 เท่า ของดวงอาทิตย์ และมีอุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ 5,000 เคลวินโดยประมาณ อีกทั้งมันยังเป็นดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดใหม่เพราะมีอายุเพียง 400 ถึง 800 ล้านปีเท่านั้น และคาดการณ์ว่าระบบดาวเอปไซลอนแม่น้ำ น่าจะมีดาวเคราะห์โคจรอยู่อย่างน้อย 2 ดวง ที่มีชื่อว่า Epsilon Eridani b และ Epsilon Eridani c (อย่างไม่เป็นทางการ) เนื่องจากเป็นระบบดาวที่เพิ่งเกิดใหม่จึงทำให้มีฝุ่นอยู่อย่างหนาทึบ และมีดาวเคราะห์น้อยโคจรอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าดาวเคราะห์ Epsilon Eridani b มีมวลอยู่ที่ 1.5 เท่าของดาวพฤหัสบดี โคจรอยู่ในระยะ 3 หน่วยดาราศาสตร์ ส่วนดาวเคราะห์  Epsilon Eridani c มีมวลอยู่ที่ 0.1 เท่าของดาวพฤหัสบดี โคจรอยู่ในระยะ 40 หน่วยดาราศาสตร์

อันดับที่ 5 ดาวเทาซีตัส (Tau Ceti) เป็นดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่ง ที่มีอายุและขนาดใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์มาก มันอยู่ห่างไกลจากโลก 11.8 ปีแสง ปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในระบบดาวเทาซีตัสแล้วเป็นจำนวน 4 ดวง (ได้แก่ดาวเคราะห์ Tau Ceti g, h, e และ f) โดยมี 1 ดวงในนี้ ที่โคจรอยู่ในเขตเอื้ออาศัยอยู่ได้ (habitable zone) นั่นก็คือดาว Tau Ceti f ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ Super Earth มีมวลมากกว่าโลก 3.93 เท่า ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2012 โดยโคจรอยู่ห่างจากดาวแม่ของมันที่ระยะประมาณ 1.35 หน่วยดาราศาสตร์ (หรือใกล้เคียงกับระยะวงโคจรของดาวอังคารภายในระบบสุริยะ) โดยใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ทุกๆ 642 วันโลก

อันดับที่ 6 ระบบดาววูลฟ์ 1061 ( Wolf 1061) อยู่ห่างไกลจากโลก 14 ปีแสง เป็นดาวแคระแดงที่มีมวลอยู่ที่ 0.294 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภายในระบบดาว Wolf 1061 นั้นมีดาวเคราะห์โคจรอยู่โดยรอบเป็นจำนวน 3 ดวง ได้แก่ ดาวเคราะห์ Wolf 1061 b, Wolf 1061 c และ Wolf 1061 d และที่สำคัญคือ ดาวเคราะห์ Wolf 1061 c นั้นอยู่ในเขตเอื้ออาศัยอยู่ได้ (habitable zone) มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะประเภทซุปเปอร์เอิร์ธ และเป็นดาวเคราะห์หิน มีมวลมากกว่าโลก 4.3 เท่า ด้วยมวลที่มากกว่านี้เอง จึงส่งผลทำให้แรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวของดาว Wolf 1061 c มีมากกว่าบนโลก 1.6 เท่า จากการประเมินเบื้องต้นก็คาดว่าบนดาวเคราะห์ดวงนี้น่าจะมีน้ำที่คงรูปอยู่เป็นของเหลวได้ และด้วยการที่มันโคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ใกล้มาก (ประมาณ 12 ล้านกิโลเมตร หรือราวๆ 0.08 AU) ซึ่งใกล้กว่าดาวพุธเกือบ 5 เท่า นี่จึงส่งผลทำให้ 1 ปีบนดาวเคราะห์ Wolf 1061 c จึงเท่ากับเวลาบนโลกเพียง 17.9 วัน แต่นี้ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่ออุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของดาวมากนัก เนื่องจากดาวฤกษ์หลักของมันมีค่าความสว่างเพียง 1% ของดวงอาทิตย์เท่านั้น 

อันดับที่ 7 ระบบดาวกลีเซอ 581 (Gliese 581 planetary system) ดาวฤกษ์ Gliese 581 เป็นดาวแคระแดงมีมวลอยู่ที่ 0.31 เท่าของดวงอาทิตย์ อยู่ห่างไกลจากโลก 20 ปีแสง ปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะภายในระบบดาวดาวกลีเซอ 581 แล้วมากถึง 5 ดวงด้วยกันได้แก่ Gliese 581e, Gliese 581b, Gliese 581c, Gliese 581g และ Gliese 581d ตามลำดับ โดยดาวเคราะห์ g และ d อยู่ภายในเขตเอื้ออาศัยอยู่ได้  โดยมีมวลอยู่ที่ 2.2 เท่าของโลกและ 6.98 เท่าของโลก

อันดับที่ 8 ระบบดาวกลีเซอ 667 เป็นระบบดาวฤกษ์สามดวง (triple-star system) ภายในกลุ่มดาวแมงป่อง (constellation Scorpius) อยู่ห่างไกลจากโลก 22 ปีแสง โดยดาวฤกษ์ทั้งสามดวงไล่ตามชื่อในตัวอักษรภาษาอังกฤษคือ A/B/C ทั้งหมดนั้นมีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ โดย Gliese 667 A นั้นใหญ่สุด มีมวลอยู่ที่ 76 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์  Gliese 667 B มีมวลอยู่ที่ 69 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ และ Gliese 667 C มีมวลอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็น ของดวงอาทิตย์ (Gliese 667 AB นั้นเป็นไบนารี่สตาร์ และมีดาวฤกษ์ Gliese 667 C โคจรอยู่โดยรอบ) และที่สำคัญคือมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งโคจรอยู่โดยรอบดาวฤกษ์ Gliese 667 C อยู่เป็นจำนวนถึง 4 ดวง ได้แก่ Gliese 667 Cb, Gliese 667 Cc, Gliese 667 Cf และ Gliese 667 Ce (โดยดาวเคราะห์ Cb กับ Cc ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วน Cf และ Ce ยังต้องรอผลการตรวจสอบอีกที)  ดาวเคราะห์ที่น่าสนใจที่สุดก็คือดาวเคราะห์ Gliese 667 Cc ที่พบว่าตำแหน่งของมันโคจรอยู่ในเขตเอื้ออาศัยอยู่ได้ และมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 องศาเซลเซียส มีมวลอยู่ที่ 3.7 เท่าของโลก (จัดเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะประเภทซุปเปอร์เอิร์ธ) อยู่ห่างจากดาวฤกษ์หลักของมัน 18.7 ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์เท่ากับ 28.15 วันบนโลก และด้วยการที่ดาวฤกษ์หลักของมันเป็นดาวเคราะห์แดงมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์มาก จึงทำให้ระบบดาวดวงนี้จะสามารถมีอายุไปได้อีกนานถึง 100 ถึง 150 ล้านปี ซึ่งยาวนานกว่าอายุขัยของดวงอาทิตย์ 10-15 เท่า อย่างไรก็ตามจากข้อมูลในปี 2013 ก็เปิดเผยว่าสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์ Gliese 667 Cc นั้นอาจร้อนกว่าบนโลกถึง 300 เท่า อันเป็นผลมาจากแรงไทดัลภายในวงโคจร ที่ดาวเคราะห์อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเกินไป จนส่งผลทำให้มันได้หันหน้าเข้าหาดาวเคราะห์แดงเพียงด้านเดียว เช่นเดียวกับที่ดวงจันทร์หันหน้าเข้าหาโลกเพียงด้านเดียว

อันดับที่ 9 ดาวเวกา (Vega) ดาวเวก้าเป็นดาวที่สว่างที่สุดของท้องฟ้าซีกเหนือ ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวไลรา อยู่ห่างไกลจากโลก 25 ปีแสง ในอดีตเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วดาวเวกาเคยเป็นดาวเหนือของโลกมาก่อน และจัดได้ว่ามันคือดาวฤกษ์ที่มีอายุน้อย ถือกำเนิดมาได้เพียง 455 ล้านปีเท่านั้น และมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 2.135 เท่า

อันดับที่ 10 ระบบดาวแทรปพิสต์-1 (TRAPPIST-1) และจากการค้นพบในเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ก็พบว่าดาวแทรปพิสต์-1 นั้นมีดาวเคราะห์คล้ายโลกโคจรอยู่มากถึง 7 ดวงด้วยกันไล่ไปตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ b, c, d, e, f, g, และ h อีกทั้งยังพบอีกว่าดาวเคราะห์บางดวงยังอยู่ในตำแหน่งเขตอาศัยอยู่ได้ (ดาวเคราะห์ e,f และ g) อาจจะมีของเหลวน้ำอยู่บนพื้นผิวของดาว โดยดาวฤกษ์หลักของระบบดาวดวงนี้ เป็นดาวแคระแดงเย็นยะเยือก ที่มีอายุมานานถึง 7.6 พันล้านปีแล้ว (ดวงอาทิตย์มีอายุอยู่ที่ 4.6 พันล้านปี) และมีมวลอยู่ที่ 0.089 เท่าของดวงอาทิตย์เท่านั้น  (มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีเพียงเล็กน้อย) 

ทั้งหมดใน 10 รายชื่อของระบบดาวฤกษ์ที่ได้นำเสนอข้างต้นนี้ ในอนาคตก็อาจมีความเป็นไปได้ ที่เราจะสามารถไปเยือนถึงได้ (หากเทคโนโลยีของเราสามารถบรรลุความเร็วต่อเนื่องออกไปเรื่อยๆ หรือมีเทคนิคการเดินทางในอวกาศอันล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น)


การเดินทางในอวกาศด้วยวิธีต่างๆ 

การเดินทางในอวกาศสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะเด่นๆเลยก็คือ 1) การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบไร้คนขับ 2) การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบมีคนขับ

การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบไร้คนขับ

การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบไร้คนขับในปัจจุบัน แยกออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือยานอวกาศไร้คนขับแบบช้า และประเภทที่ 2 ยานอวกาศไร้คนขับแบบเร็ว

สำหรับภารกิจการเดินทางระหว่างดวงดาวด้วยยานอวกาศไร้คนขับแบบช้าในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นั้น จะอิงอยู่บนเทคโนโลยีขับดัน ที่มีความสัมพันธ์กับการเดินทางในอวกาศที่กินระยะเวลาตั้งแต่ 100 ปีไปจนถึง 1,000 ปี โดยภารกิจเหล่านี้จะทำการส่งยานหุ่นยนต์สำรวจ ไปเยือนยังระบบดวงดาวอันใกล้ อย่างเช่นในโครงการ Voyager 

อีกทั้งข้อได้เปรียบของยานอวกาศแบบไร้คนขับนี้ ยังไปช่วยลดค่าใช้จ่ายและความสลับซับซ้อนของเทคโนโลยีลงไปได้มากในตลอดช่วงเวลาภารกิจ ยกตัวอย่างเช่นในแนวคิดของ Project Daedalus,  Project Icarus, Project Dragonfly, Project Longshot รวมถึงโครงการในเร็วๆนี้ก็คือ Breakthrough Starshot

การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบไร้คนขับประเภทที่ 2 ก็คือการเดินทางด้วยยยานอวกาศไร้คนขับแบบเร็ว โดยยานอวกาศแบบเร็วนี้จะใช้ยานอวกาศชนิด Nanoprobes ซึ่งเป็นยานอวกาศขนาดเล็ก  และในอนาคตอันใกล้นี้ก็มีความเป็นไปได้ที่มันจะถูกสร้างขึ้น ด้วยไมโครชิพเทคโนโลยี ซึ่งระบบขับดันนั้นจะมีขนาดเล็กในระดับนาโน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน (University of Michigan) ก็กำลังพัฒนากลไกขับดันโดยใช้อนุภาคนาโน เป็นตัวกระตุ้นเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงจรวด โดยพวกเขาเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Nanoparticle field extraction thruster หรือเรียกย่อๆว่า nanoFET อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกยิงด้วยลำอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนออกสู่อวกาศ 

นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน มิชิโอะ คะกุ (Michio Kaku) เสนอว่าให้ส่ง กลุ่มเมฆฝุ่นอัจฉริยะ ไปยังดวงดาวต่างๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในเทคโนโลยีนาโนขั้นสูง คะกุ ยังกล่าวเสริมไปด้วยว่า Nanoprobes ส่วนมากจะถูกเบี่ยงเบนผ่านสนามแม่เหล็กไปได้ง่าย ดังนั้นเศษหินขนาดเล็ก (micrometeorites) หรือวัตถุอันตรายอื่นๆที่จะนำพา Nanoprobes ติดไปด้วยนี้ ก็มีโอกาสที่ 1 ใน Nanoprobes เหล่านั้น จะสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย

อีกทั้งด้วยการใช้ยานอวกาศน้ำหนักเบาเหล่านี้ จะทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานน้อยลงมาก (เพื่อทำการเร่งให้กับตัวยาน) เมื่อยานอวกาศได้ติดตั้งแผงเซลล์สุริยะ พวกมันก็จะสามารถเร่งอัตราเร็วได้อย่างต่อเนื่องผ่านพลังงานแสงอาทิตย์

เพื่อเห็นภาพลองจินตนาการถึง ฝูงยานอวกาศนับล้าน หรือ ฝูงของอนุภาคหลายพันล้านอนุภาค ที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ระบบดวงดาวต่างๆด้วยความเร็วเฉียดแสง และส่งสัญญาณย้อนกลับมาหาโลกผ่านระบบเครือข่ายสื่อสาร ที่เชื่อมโยงกันในแต่ละยานอวกาศหรืออนุภาค ท่ามกลางดวงดาวในอวกาศอันกว้างใหญ่ 

ในอนาคตอันใกล้ จะมีการทดลองใช้เลเซอร์ เพื่อไปขับดันยานอวกาศระหว่างดวงดาว อย่างเช่นในปัจจุบันก็เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยี CubeSat ขึ้นมาแล้ว เพื่อต่อยอดให้กลายไปเป็น Project Dragonfly ถัดไปในอนาคต

การเดินทางด้วยยานอวกาศแบบมีคนขับ

สำหรับภารกิจการเดินทางในอวกาศด้วยยานอวกาศแบบมีคนขับนั้น สิ่งที่นักเดินทาง จะต้องเจอและหลีกเลี่ยงได้ยากเลยก็คือ ความยาวนานของเวลา และระยะทางอันแสนยาวไกล ซึ่งในส่วนนี้ก็มีในเรื่องของความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นตามมาอีก เมื่อเราพยายามทำให้ยานอวกาศมีความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการจัดหาเชื้อเพลิงมาป้อนให้กับระบบขับดันของยานอวกาศ, ปัญหาของพลังงานและโมเมนตัมที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อมีการเร่งความเร็ว ปัญหาของการชะลอความเร็ว, และรวมไปถึงปัญหาของเวลาที่จะถูกยืดออก เมื่อนักเดินทางพยายามบรรลุความเร็วเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสงเป็นต้น ดังนั้นการเดินทางด้วยยานอวกาศแบบมีคนขับจึงสามารถแบ่งแยกออกมาได้เป็น 2 ลักษณะเด่นๆเลยก็คือ การเดินทางด้วยความเร็วช้า และการเดินทางด้วยความเร็วสูง 

การเดินทางด้วยความเร็วช้า 

ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในด้านของเชื้อเพลิงและพลังงานที่ต้องจัดหาให้กับยานอวกาศ จึงทำให้นักเดินทางจะต้องพบเจอเข้ากับ ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงมีการออกแบบวิธีการเดินทางด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้มนุษย์สามารถเดินทางและอยู่รอดไปถึงดวงดาวเป้าหมายได้ตามแผน ต่อไปนี้เราจะมาดูแนวคิดต่างๆว่ามีอะไรกันบ้าง 

Generation ships

นี่คือสุดยอดของยานท่องอวกาศในชื่อ Generation ships หรือ World ship ซึ่งเสมือนกับเป็นเรือสำราญสุดหรูที่กำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรดวงดาว โดยภายในยานอวกาศขนาดยักษ์แห่งนี้ จะมีระบบนิเวศภายในตัว เพื่อให้นักเดินทางสามารถใช้ชีวิตอยู่บนยานลำนี้ได้ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลก อะไรที่พบเจอบนโลก ทุกอย่างจะสามารถพบเจอได้บน Generation ships และด้วยระยะเวลาในการเดินทางในอวกาศที่ยาวนานหลายพันหลายหมื่นปี นักเดินทางถึงจะต้องใช้ชีวิตอยู่บนยานลำนี้นานหลายๆชั่วรุ่น  (เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย หมุนเวียนไปอยู่ภายในยาน) ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีการเดินทางของ Generation ships จึงเป็นการทำประโยชน์เพื่อลูกหลานของเราอย่างไม่ต้องสงสัย ที่อนาคตพวกเขาจะสามารถเดินทาง และอยู่รอดได้ไปถึงดวงดาวเป้าหมาย

รอคอยการฟื้นคืน 

มีนักวิทยาศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มากมาย ต่างก็นำเสนอเทคนิควิธีการหยุดการเคลื่อนไหว (suspended animation) ในรูปแบบต่างๆ โดยการทำให้อวัยวะหรือเซลล์ต่างๆภายในร่างกายอยู่ในสภาพที่มีการเคลื่อนไหวน้อยลงที่สุด และใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด เช่นในเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ (human hibernation) หรือ การคงสภาพร่างกายให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำ (cryonic preservation) ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีจำศีล หรือการคงสภาพร่างกายนี้ จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็มีการนำเสนอถึงความเป็นไปได้ ของการสร้างยานอวกาศที่เรียกว่า sleeper ships โดยการให้ผู้โดยสารทุกท่านได้หลับยาวอยู่ในระหว่างภารกิจการเดินทางสู่ดวงดาวเป้าหมาย ดังที่เราได้เห็นในภาพยนตร์ไซไฟหรือนิยายไซไฟต่างๆ

ตัวอ่อนแช่แข็ง

ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์มาทำภารกิจนำตัวอ่อนมนุษย์ที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ เดินทางไปสู่ดวงดาวต่างๆ ซึ่งการเดินทางด้วยวิธีนี้จะง่ายเป็นอย่างมากสำหรับการนำพามนุษย์ออกเดินทางสู่อวกาศได้เป็นจำนวนครั้งละมากๆ โดยหุ่นยนต์จะถูกตั้งโปรแกรมให้เสมือนกับเป็นมารดาให้แก่เด็กๆทั้งหลายที่รอคอยการเติบโต และคอยสั่งสอนให้เรียนรู้จัก ภาษา, ศีลธรรม, ศาสตร์ความรู้ต่างๆ ให้แก่พวกเขาได้เข้าใจในภารกิจที่ถูกมอบไว้ให้ทั้งหมด ด้วยวิธีนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่ออารยธรรมที่ต้องการขยายอาณานิคมของตัวเองออกไปสู่อวกาศ และสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือในเรื่องของเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงชีวิตที่เรียกว่ามดลูกจำลอง (artificial uterus) ที่ตัวอ่อนมนุษย์จะสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์เพศหญิง ในอนาคตเราอาจจะส่งยานอวกาศที่มีตัวอ่อนแช่แข็งไปพร้อมกับหุ่นยนต์ เดินทางไปสู่ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในเขตอาศัยได้ต่างๆ ผ่านการเพาะเลี้ยงและดูแลโดยหุ่นยนต์!

เกาะกระโดดในอวกาศระหว่างดวงดาว

ในอวกาศไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่าสมบูรณ์เสียหมดซะทีเดียว เพราะมันยังประกอบไปด้วยวัตถุน้ำแข็งจากดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนนับล้านๆชิ้น (เช่นในกลุ่มเมฆออร์ต) ซึ่งบางดวงก็มีขนาดใหญ่พอ จนสามารถเทียบเท่าได้กับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะหรือที่เราเรียกกันว่า Rogue planet หรือ ‘ดาวเร่ร่อน’ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาว (โดยไม่ได้มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง) ดังนั้นวัตถุระหว่างดวงดาวเหล่านี้ ก็จัดได้ว่ามันคือแหล่งทรัพยากรชั้นเลิศ เพียงพอต่อการเดินทางระยะไกลได้หลายหมื่นล้านกิโลเมตรในอวกาศ

ในอนาคตเราอาจจะนำวัตถุในอวกาศดังที่ได้เอ่ยมา จัดเรียงต่อๆกันเป็นสถานีปลายทางที่ทอดยาวไปสู่ระบบดวงดาวต่างๆ ซึ่งนักเดินทางจะสามารถแวะเติมเชื้อเพลิงตามจุดต่างๆที่ได้สร้างเอาไว้บนวัตถุอวกาศเหล่านี้ จนเป็นที่มาของคำเรียกที่ว่า Island hopping นั่นเอง ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ยานอวกาศสามารถเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ (โดยไม่จำเป็นต้องพกถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ติดไปกับตัวยานอีกต่อไป เพราะยานอวกาศจะแวะเติมเชื้อเพลิงตามจุดสถานีปลายทาง) 

การเดินทางด้วยความเร็วสูง

ถ้ายานอวกาศสามารถมีความเร็วเฉลี่ยได้ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง เท่านี้ก็เพียงพอต่อการเดินทางไปสู่ดาวพร็อกซิมาเซนทอรี ได้ในเวลาเพียง 40 ปีเท่านั้น ปัจจุบันก็มีการออกแบบระบบขับดันต่างๆสำหรับยานอวกาศให้สามารถเร่งความเร็ว เฉลี่ยที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของแสงอยู่หลายทฤษฎี แต่ถึงอย่างนั้น แม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาระบบขับดันให้มีความเร็วอย่างมากเช่นนี้ได้แล้ว เราก็ยังต้องเจอเท่ากับปัญหาอื่นๆอีกตามมาที่เกี่ยวข้องกับความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเวลาสัมพัทธ์, ระยะทางของการชะลอความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น, พลังงาน, ระบบความปลอดภัย และอื่นๆ

การยืดของเวลาเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น

จากกฎธรรมชาติที่นักฟิสิกส์ค้นพบก็คือ เวลานั้นสามารถยืดหดได้ ผ่านประสบการณ์รับรู้ของความเร็วที่แตกต่างกัน  เช่นเวลาจะเริ่มเดินช้าลงเมื่อความเร็วเข้าใกล้กับความเร็วแสง ซึ่งนักเดินทางจะเห็นถึงความแตกต่างของเวลาได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อกำลังเผชิญเข้ากับความเร็วเหนือ 80 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง ด้วยความเร็วระดับนี้จะเห็นได้ว่านาฬิกาของนักเดินทางบนยานอวกาศจะเดินช้ากว่า นาฬิกาของคนบนโลก 

จากทฤษฎีก็บอกว่าหากเรามีเครื่องยนต์ขับดันที่จะสามารถคงอัตราเร่งเฉลี่ยของตัวเองให้อยู่ที่ราว 1 g ( 10 เมตร/วินาที2) ได้ ยานอวกาศลำนั้นสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ภายในกาแล็กซี่และย้อนกลับมาโลกภายในช่วงเวลาเพียง 40 ปีได้! (40 ปีของประสบการณ์รับรู้เวลาบนยานอวกาศ)

ยกตัวอย่างเช่น มียานอวกาศลำหนึ่งกำลังเดินทางไปสู่ดวงดาวเป้าหมายในระยะห่าง 32 ปีแสง ด้วยความเร่งเริ่มต้นคงที่ๆ 1.03g (ประมาณ 10.1 เมตร/วินาที2) โดยเดินทางเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1.32 ปี (เวลาบนยานอวกาศ) จากนั้นยานอวกาศก็ทำการหยุดเครื่องยนต์ แล้วปล่อยให้ยานพุ่งต่อไปเป็นเวลา 17.3 ปี (เวลาบนยานอวกาศ) จนมาถึงจุดหมายปลายทาง (ช่วงระหว่างนี้นักเดินทางอาจเดินเยี่ยมชมดาวเคราะห์ปลายทางอยู่สักพักหนึ่ง) จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกลับโลกด้วยวิธีการเดียวกันกับตอนที่มา และเมื่อครั้งนักเดินทางกลับมาถึงโลกก็จะพบว่าเขาใช้เวลาเดินทางเพียง 40 ปีเท่านั้น (เวลาบนยานอวกาศ) แต่ในขณะเดียวกันเวลาบนโลก ก็ได้ล่วงเลยผ่านไปแล้ว 76 ปี นับจากที่ยานอวกาศได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งจากจุดสังเกตนี้จะเห็นได้ว่านาฬิกาของนักเดินทางเองยังคงเดินอย่างปกติ พวกเขาไม่ได้สัมผัสถึงเวลาที่เดินช้าลงเลยแต่อย่างใด พวกเขาไม่ได้แก่เพิ่มขึ้น แต่ชาวโลกเองต่างหากที่แก่เพิ่มขึ้น 

แต่ที่ความเร็วที่สูงกว่านี้ เวลาบนยานอวกาศก็จะเดินช้าลงไปอีกมาก ดังนั้นนักบินอวกาศจะสามารถเดินทางไปสู่ใจกลางของทางช้างเผือก (ด้วยระยะห่างประมาณ 30,000 ปีแสงจากโลก) แล้วย้อนกลับโลกได้ภายในเวลา 40 ปี (เวลาบนยานอวกาศ) นักบินอวกาศก็จะพบว่า เวลาบนโลกได้ล่วงเลยไปสู่อนาคตแล้ว 60,000 ปี!

การคงที่ความเร่ง

การบรรลุความเร็วให้ได้ตามที่คาดหวังนั้น เป็นหน้าที่ของระบบขับดันที่จะต้องสร้างการขับเคลื่อนให้เสถียรต่อเนื่องออกมาให้ได้ เพราะเมื่อยานอวกาศเกิดความเร่ง ผลที่ตามมาก็คือความเร็วของยานอวกาศก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการทำความเร่งก็คือ การหน่วงความเร็ว หรือระบบชะลอความเร็วเพื่อให้ยานอวกาศสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยที่ไม่คาดเคลื่อนผ่านไป อีกทั้งด้วยความเร่งที่ 1g นักเดินทางที่อยู่ในยานอวกาศจะได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกันกับตอนที่อยู่บนโลกในเรื่องของความเร่ง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ บนพื้นผิวโลก ความเร่งนั้นเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วงของมวล ส่วนบนยานอวกาศความเร่งจะเกิดขึ้นจากการถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขับดันที่มีทิศทางพุ่งตรงไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามอุปสรรคของการสร้างเครื่องยนต์ขับดันให้มีความเร่งต่อเนื่องได้ตลอดที่ 1g ของการเดินทางนั้น ก็คือพลังงานที่จำเป็นจะต้องจ่ายให้กับเครื่องยนต์เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาแพงมากๆ

แต่ในอนาคตหากเราสามารถหาแหล่งพลังงานอันมหาศาลที่มีราคาถูก มาใช้ให้กับการเดินทางในอวกาศได้ การสร้างยานอวกาศเพื่อท่องไปสู่ระบบดวงดาวต่างๆก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย โดยยานอวกาศสามารถเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงได้ด้วยการรักษาความเร่งให้คงที่เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งในตลอดระยะเวลาช่วงที่ยานอวกาศรักษาความเร่งอยู่นี้ ผู้คนในยานอวกาศจะสัมผัสได้ถึงสนามแรงโน้มถ่วง ที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับการเร่งของเครื่องยนต์ แล้วจักรวาลที่อยู่เบื้องหน้าก็จะปรากฏเหมือนกับกำลังร่วงหล่นสู่สนามของแรง ภายใต้การเคลื่อนไหวแบบไฮเพอร์โบลิก 

โดยช่วงระหว่างนี้ความเร็วของยานอวกาศก็จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งยานอวกาศเริ่มเข้าสู่การชะลอความเร็ว และเมื่อนั้นประสบการณ์รับรู้ของสนามแรงโน้มถ่วงของนักเดินทางก็จะสวนกลับกัน และพบว่าน้ำหนักของนักเดินทางก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนเข้าสู่สภาวะไร้น้ำหนักในที่สุดครั้งเมื่อยานอวกาศเดินทางไปถึงจุดหมาย อย่างไรก็ตามแม้นักเดินทางจะสามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ แต่พวกเขาก็จะพบว่าเวลาที่พวกเขาต้องการจะเดินมาถึงนั้น จะไม่ใช่เวลาเดียวกันกับนาฬิกาของนักเดินทาง ดังนั้นเราอาจจะเรียกคนกลุ่มนี้ได้ว่า นอกจากเขาจะเป็นนักเดินทางในอวกาศระหว่างดวงดาวแล้ว เขายังเป็นนักเดินทางข้ามเวลาด้วย!


การขับดัน

สิ่งที่ยานอวกาศจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ระบบขับดัน เพราะหากไม่มีเจ้าสิ่งนี้ เราก็ไม่อาจเรียกยานอวกาศได้ว่า ยานพาหนะ ซึ่งระบบขับดันก็คือการใช้พลังงานมาแปลงเปลี่ยน ให้กลายเป็นการเคลื่อนที่ โดยยานอวกาศส่วนใหญ่จะใช้แนวคิดของจรวดขับดัน ที่ถูกจำกัดความเอาไว้อยู่ในสมการจรวดของซีออลคอฟสกี หรือ Tsiolkovsky rocket equation ซึ่งเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ เพื่อมาอธิบายถึงลักษณะการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ ตามหลักคิดพื้นฐานของจรวด ที่มวลและความเร็วมีความสัมพันธ์กัน เช่นวัตถุที่มีมวลมากจำเป็นต้องใช้พลังงานที่มากเพื่อมาเร่งความเร็วให้ได้ตามที่คาดหวัง  รวมไปถึงพลังงานในการชะลอความเร็วก็ด้วย  

ปัจจุบันมีเครื่องยนต์ขับดันต่างๆที่ถูกออกแบบมาอย่างหลากหลาย เพื่อมาใช้กับยานอวกาศในการบรรลุความเร็วตามที่คาดหวัง ต่อไปนี้เราจะมาดูกันว่า มีมีธีการ หรือระบบขับดันแบบไหนกันบ้างที่น่าสนใจ

เครื่องยนต์ไอออน 

เครื่องยนต์ไอออนหรือ Ion engine นั้นเป็นประเภทของระบบขับดันไฟฟ้า อย่างเช่นยานอวกาศ Dawn ซึ่งเป็นยานอวกาศสำรวจดาวเคราะห์น้อยชั้นในของนาซ่า เปิดใช้ระบบขับดัน Ion engine ด้วยเช่นกัน จุดเด่นของระบบขับดันประเภทนี้ก็คือ มีการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยการสร้างประจุชาร์จออกมาจากเชื้อเพลิง ปกติจะใช้ประจุชาร์ตจากอนุภาคของแก๊สซีนอน (xenon) ซึ่งสามารถสร้างความเร่งจนก่อให้เกิดเป็นความเร็วสูงยิ่งยวดได้ 

ถึงแม้ว่าระบบขับดันจรวดที่ใช้แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงเคมีที่เก็บเอาไว้มาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับเครื่องยนต์ทำจรวด จะสามารถเร่งอัตราเร็วสูงได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่สำหรับเครื่องยนต์ไอออน จะมีข้อได้เปรียบในการค่อยๆเพิ่มความเร่งจนไปสู่จุดสูงสุดของความเร็วได้มากกว่า เพิ่มความเร็วออกมาได้จากท่อขับดันประจุชาร์ตอนุภาคนั้น จะสามารถสร้างความเร็วได้ตั้งแต่ 15 กิโลเมตรต่อวินาทีไปจนถึง 35 กิโลเมตรต่อวินาที เมื่อเทียบกันกับจรวดเชื้อเพลิงเคมี ที่จะถูกจำกัดความเร็วเอาไว้อยู่ที่ 5 กิโลเมตรต่อวินาทีเท่านั้น 

พลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันไฟฟ้า 

พลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันไฟฟ้า (Fission-electric) หรือเครื่องยนต์พลาสม่านั้น (plasma engines) จะเหมาะสำหรับภารกิจที่จะต้องใช้ระยะเวลานานมากๆในการเดินทางในอวกาศ เพราะการขับดันนั้นค่อนข้างต่ำ โดยพลังงานที่ได้จะถูกสร้างขึ้นมาจากเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเครื่องยนต์นิวเคลียร์ฟิชชันไฟฟ้านี้ก็ยังมีประสิทธิภาพในการบรรลุความเร็วเหนือกว่าจรวดพลังงานจากเชื้อเพลิงเคมี

โดยในช่วงแรกของการเดินทางในอวกาศขณะอยู่ภายในระบบสุริยะ ยานอวกาศจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานขับดันให้แก่ตัวยานก่อน แต่ครั้งเมื่อยานได้หลุดออกไปสู่ห้วงอวกาศลึก ระบบเครื่องยนต์จะมีการสับเปลี่ยนพลังงานไปใช้พลังงานไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แทน และจากการประเมินผลผลิตจากความเร่งของเครื่องยนต์ประเภทนี้ก็พบว่า มันสามารถสร้างความเร็วสูงสุดได้ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง! อย่างไรก็ตามด้วยความเร็วเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อช่วงอายุขัยของมนุษย์เพียง 1 คน

Fission-fragment

สำหรับจรวดประเภท Fission-fragment นี้ จะใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ฟิชชัน ในการสร้างลำเจ็ทความเร็วสูงที่เกิดจากผลผลิตของเครื่องยนต์ Fission-fragment จากการประเมินเบื้องต้นก็พบว่ามันสามารถบรรลุความเร็วได้สูงถึง 12,000 กิโลเมตรต่อวินาที และด้วยผลลัพธ์ของพลังงานฟิชชันที่ประมาณ 0.1 เปอร์เซ็นต์ของมวลและพลังงานทั้งหมดที่ได้จากเชื้อเพลิงของเครื่องปฏิกรณ์  จะสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพของการทำงานในท่อขับดัน ได้ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง

Nuclear pulse

หากอิงตามงานออกแบบยานอวกาศในช่วงท้ายของทศวรรษที่ 1950 ไปจนถึงช่วงต้นของปีทศวรรษที่ 1960 เราก็จะพบว่า มีเทคนิคถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างยานอวกาศโดยใช้เครื่องยนต์ขับดันด้วยคลื่นพลังงานนิวเคลียร์ มาเป็นการขับดันให้แก่ตัวยาน อย่างเช่นการใช้แรงผลักดันจากนิวเคลียร์ที่จุดระเบิดเป็นชุดๆอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบขับการเช่นนี้จะก่อให้เกิดเป็นคลื่นพลังงานมหาศาลออกมา

อย่างเช่นในงานออกแบบของยานอวกาศที่ชื่อว่า Project Orion ซึ่งนำทีมโดย Freeman Dyson ที่นำเสนอขึ้นในปี 1968 ที่เลือกใช้คลื่นนิวเคลียร์ (nuclear pulse) มาเป็นการขับดันให้แก่ยานอวกาศระหว่างดวงดาว โดยการใช้พลังงานระเบิดจาก ฟิวชั่นจากธาตุไฮโดรเจนชนิดหนัก (Deuterium fusion) บริสุทธิ์ เขาได้คำนวณเอาไว้ว่ายานโอไรออนของเขา สามารถสร้างความเร็วได้สูงถึง 20,000 กิโลเมตรต่อวินาที ด้วยความเร็วเท่านี้ยานอวกาศจะสามารถเดินทางไปถึงระบบดาว Alpha centauri ได้ภายในระยะเวลา 130 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นความเร็วของยานอวกาศก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งพลังงาน อย่างเช่นหากใช้การแตกตัวของอะตอม (atomic fission) ยาน orion จะสามารถบรรลุความเร็วอยู่ที่ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง แต่หากแหล่งพลังงานถูกสร้างขึ้นมาจากนิวเคลียร์ฟิชชั่นกับและปฏิสสาร ยานโอไรออนจะสามารถบรรลุความเร็วได้ที่ 10 เปอร์เซ็น ของความเร็วแสง ขณะที่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นพลังงานจากปฏิสสารบริสุทธิ์ จรวดก็จะสามารถสร้างความเร็วได้สูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง! 

แน่นอนว่าเมื่อยานอวกาศสามารถบรรลุความเร็วได้ใกล้เคียงกับแสงขนาดนั้น ยานอวกาศก็ควรที่จะประหยัดเชื้อเพลิงเอาไว้ใช้สำหรับการชะลอความเร็วด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในเรื่องของระบบชะลอความเร็วให้แก่ยานอวกาศ ก็ได้มีแนวคิดของการใช้ใบเรือเหนี่ยวนำแม่เหล็ก  (Magnetic sail) เข้ามาช่วยด้วย ซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่งของระบบขับเคลื่อนยานอวกาศ ที่จะใช้สนามแม่เหล็กคงที่ ในการเบี่ยงเบนประจุอนุภาคที่แผ่รังสีออกมาจากดาวฤกษ์หรือลมสุริยะ

ส่วนงานออกแบบอื่นๆที่คล้ายกัน ก็จะประกอบไปด้วย Project Longshot, Project Daedalus และ Mini-Mag Orion ที่จะมีการใช้หลักการขับเคลื่อนด้วยคลื่นพลังงานนิวเคลียร์ 

แต่ในทศวรรษที่ 1970 แนวคิดของระบบขับเคลื่อนด้วยคลื่นพลังงานนิวเคลียร์ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ในชื่อ Project Daedalus ซึ่งจะใช้การจุดระเบิดเทคนิคนิวเคลียร์ฟิวชันแบบ ICF ( inertial confinement fusion) ด้วยวิธีนี้จะสามารถสร้างแรงระเบิดจากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นขึ้นมาได้ ผ่านเชื้อเพลิงที่ถูกบีบอัดให้เป็นเม็ดทรงกลมขนาดเล็ก แล้วถูกยิงด้วยลำพลังงานอิเล็กตรอน ซึ่งเทคนิคนี้ จะทำให้เทคโนโลยีเลเซอร์, ไอออนบีม หรือบีมอนุภาค ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญที่จะใช้สำหรับการจุดระเบิดให้แก่เครื่องยนต์นิวเคลียร์ฟิวชั่น และจากการประเมินด้วยการเดินทางใน Project Daedalus ยานอวกาศจะสามารถเดินทางไปสู่ระบบดาว Barnard ที่อยู่ห่างไกลจากโลก 5.9 ปีแสง ได้ในระยะเวลาเพียง 50 ปี

อย่างไรก็ตามระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ของยานอวกาศในรูปแบบต่างๆในปัจจุบัน ยังถูกจำกัดเอาไว้อยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องของการใช้จรวดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ,อวกาศด้านนอก รวมถึงพื้นที่ใต้น้ำ (ในชื่อข้อตกลงว่า PTBT) โดยนานาชาติเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธสงครามได้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ และสภาพการดำรงอยู่ของชีวิต  นอกเสียจากว่าจะมีการเจรจาในข้อตกลงฉบับใหม่ แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าเราจะสามารถสร้างยานอวกาศขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ได้แล้วก็ตาม ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ตามมาก็คือผลกระทบอันเนื่องมาจากแรงฉุดกระชากของความเร่ง ที่เกิดจากการจุดระเบิดของเครื่องยนต์นิวเคลียร์ ที่สินค้าภายในยานขนส่ง รวมไปถึงผู้โดยสารภายในยาน จะได้รับความเสียหายและบาดเจ็บได้ 

จรวดพลังงานปฏิสสาร

จรวดปฏิสสารนั้น จะให้ความหนาแน่นของพลังงานที่สูงกว่ามาก เมื่อเทียบกับจรวดในประเภทอื่นๆ หากแหล่งพลังงานและกรรมวิธีในการผลิตสามารถพบหา เพื่อสร้างปฏิสสารขึ้นได้ตามปริมาณความต้องการ ความเร็วของยานอวกาศพลังงานปฏิสสารนี้ สามารถสร้างความเร็วได้สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง ซึ่งที่ความเร็วดังกล่าวการยืดของเวลาจะจะกลายเป็นที่สังเกตเพิ่มมากขึ้น

โดยขั้นตอนการจัดเก็บและควบคุมปฏิสสารนั้น จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในระดับต้นๆที่ควรถูกพิจารณา เนื่องจากปฏิสสารคือสสารขั้วตรงข้ามกับสสารปกติ และครั้งเมื่อทั้งสองได้โคจรมาพบกัน มันจะก่อให้เกิด การทำลายล้างซึ่งกันและกันเองหรือการประลัย (annihilation) พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานการแผ่รังสีแกมมายิ่งยวดออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคนิวทริโน 

แต่หากเราสามารถควบคุมพลังงานจากการประลัยนี้ให้เหลืออยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของ mc2 เราก็จะได้การแผ่รังสีของพลังงานความร้อนออกมา 

อย่างไรก็ตามเพียงแค่เราสามารถควบคุมการประลัย ให้ได้อยู่ที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของ mc2 ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดเป็นผลผลิตของพลังงานที่ได้รับจากนิวเคลียร์ฟิวชั่น และไปขับดันให้จรวดได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า 

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลยก็คือ การสูญเสียพลังงานไปให้กับตัวยานอวกาศ อันเป็นผลของการมาจากการแปลงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในระบบขับดัน ยกตัวอย่างเช่น หากมีการขับดันให้ยานอวกาศมีความเร่ง 0.1g พลังงานจะสูญเสียไป 0.3 ล้านๆวัตต์ต่อตันของน้ำหนักยานอวกาศ (โดยพลังงานส่วนมากจะเป็นรังสีแกมมา) แม้เราจะมีโล่มาคอยป้องกันห้องโดยสารภายในตัวยานอวกาศแล้วก็ตาม 

จรวดที่มีแหล่งพลังงานจากภายนอก

จรวดที่มีแหล่งพลังงานจากภายนอก ก็ยกตัวอย่างเช่นพลังงานจากเลเซอร์ ก็สามารถที่จะเข้ามาแทนที่แหล่งพลังงานจากภายในได้ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดมวลของยานอวกาศลงได้เป็นอย่างดี แถมยังอนุญาตให้ยานสามารถท่องไปในอวกาศด้วยความเร็วที่สูงกว่าได้ 

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอขึ้นโดย ‘เจฟฟรีย์ เอ. แลนดิส’ (Geoffrey A. Landis) เพื่อมาสนับสนุนในการออกแบบยานสำรวจอวกาศระหว่างดวงดาว (interstellar probe) ด้วยการใช้พลังงานจากภายนอกเช่นการยิงเลเซอร์ออกไปจากสถานีเพื่อเป็นพลังงานให้กับระบบขับดันไอออน (Ion thruster)

RF resonant cavity thruster

หรือในชื่อเต็มว่า A radio frequency (RF) resonant cavity thruster อุปกรณ์นี้ถูกอ้างว่าคือส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์ขับดันให้กับยานอวกาศ โดยในปี 2016 หน่วยงานที่ชื่อว่า Advanced Propulsion Physics Laboratory ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยกลุ่มเล็กๆภายใน NASA’s Johnson Space Center ที่ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับระบบขับดันกายภาพขั้นสูงต่างๆ ได้นำเสนอผลการทดสอบของเครื่องยนต์ขับดันในแบบต่างๆ  หนึ่งในนั้นถูกเรียกว่า ‘เอมไดรฟ์’ (EMDrive)

โดยจุดเริ่มต้นของการทดสอบเครื่องยนต์ EmDrive นั้นเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2002 โดยกลุ่มนักวิจัยระบบขับดันดาวเทียม ( Satellite Propulsion Research Ltd) ซึ่งพวกเขาได้เคยอธิบายต้นแบบการขับดันทั้งหมดนี้ว่า ด้วยแรง  0.02 นิวตัน ขับเคลื่อนด้วยพลังงาน 850 วัตต์ ของโพรงแมกนีตรอน (cavity magnetron) นี้ จะทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เพียงไม่กี่สิบวินาทีเท่านั้น ก่อนที่ magnetron จะล้มเหลวเนื่องจากมีความร้อนสะสมสูงเกินไป และจากการทดสอบล่าสุดของ EMDrive ก็ได้ผลสรุปออกมาว่ามันใช้การไม่ได้ 

เครื่องยนต์รูปเกลียว

เครื่องยนต์นี้ถูกนำเสนอขึ้นโดย ดร. เดวิด เบิร์นส์ (Dr. David Burns) ซึ่งเขาเป็นวิศวกรประจำศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลล์ (MSFC) ขององค์การนาซา 

(***ข้อมูลเครื่องยนต์รูปเกลียวนี้ผมขอหยิบยกข้อมูลมาจากบทความของ BBC ที่ชื่อ วิศวกรนาซาเผยแนวคิด “เครื่องยนต์รูปเกลียว” คาดขับเคลื่อนได้เกือบเท่าความเร็วแสง***) 

ได้เผยถึงแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์รูปเกลียว” (Helical Engine) ซึ่งเขาอ้างว่าในทางทฤษฎีแล้วจะสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 99% ของความเร็วแสง และขับเคลื่อนยานอวกาศได้โดยไม่ต้องขับดันไอพ่นออกมา 

แนวคิดของ ดร. เบิร์นส์ ใช้หลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity) ซึ่งระบุว่าวัตถุจะมีมวลเพิ่มขึ้น เมื่อถูกเร่งให้เข้าใกล้ความเร็วแสง

เขาเสนอให้สร้างท่อสุญญากาศรูปเกลียวที่บรรจุไอออนหรืออนุภาคมีประจุไฟฟ้าไว้ภายใน โดยกักเก็บและควบคุมการเคลื่อนที่ของไอออนด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพลังสูง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการสร้างเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่สำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

เหตุที่ต้องสร้างเครื่องยนต์เป็นท่อรูปเกลียว ก็เพื่อให้ไอออนเคลื่อนที่แบบวนเป็นวงกลม จนสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าที่ปลายท่อข้างหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วของไอออนเมื่อกลับสู่ปลายท่อฝั่งตรงข้ามจะช้ากว่ามาก

ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้จะขับเคลื่อนให้ยานอวกาศแล่นไปข้างหน้าในทิศทางที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องมีการขับดันไอพ่นออกมาในทิศทางตรงกันข้ามเหมือนเครื่องยนต์จรวดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์จะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎการอนุรักษ์โมเมนตัมอีกด้วย

ดร. เบิร์นส์ ระบุในบทความที่เสนอแนวคิดของเขาว่า “เครื่องยนต์จะเร่งให้ไอออนที่อยู่ในท่อรูปเกลียวมีความเร็วสัมพัทธภาพในระดับปานกลางก่อน จากนั้นค่อยเร่งให้มีความเร็วแตกต่างออกไปในแต่ละช่วงของท่อ ซึ่งจะทำให้มวลของไอออนที่ถูกเร่งเปลี่ยนแปลงไปด้วยเล็กน้อย เครื่องยนต์จะบังคับให้ไอออนไหลเวียนไปมาเช่นนี้ จนเกิดแรงขับเคลื่อนขึ้น”

แม้หลักการจะฟังดูน่าทึ่ง แต่ ดร.เบิร์นส์ระบุด้วยว่าการสร้างเครื่องยนต์รูปเกลียวนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่นจะต้องทำให้มีขนาดใหญ่โดยท่อสุญญากาศต้องมีความยาวถึง 200 เมตร และต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 12 เมตร

นอกจากนี้ เครื่องยนต์รูปเกลียวยังจะต้องผลิตพลังงานให้ได้ถึง 165 เมกะวัตต์ เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนเพียง 1 นิวตัน ซึ่งเท่ากับใช้โรงไฟฟ้าทั้งโรงสร้างแรงผลักเพียงน้อยนิด เหมือนใช้นิ้วกดลงบนแป้นพิมพ์ ดังนั้นหลักการของเครื่องยนต์รูปเกลียวจึงเหมาะที่จะใช้งานในอวกาศซึ่งไร้แรงเสียดทานเท่านั้น

ดร. เบิร์นส์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารนิวไซแอนทิสต์ว่า “เครื่องยนต์รูปเกลียวอาจจะเร่งความเร็วได้ถึง 99% ของความเร็วแสง หากมีเวลาและพลังงานเพียงพอ”

Interstellar ramjets

ในปี 1960 ‘โรเบิร์ต ดับเบิลยู. บัสซาร์ด’ (Robert W. Bussard) ได้นำเสนอระบบขับดันที่ชื่อ Bussard ramjet ซึ่งเป็นจรวดขนาดใหญ่ ที่สามารถเก็บเกี่ยวเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอวกาศ มาป้อนให้กลับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่ใช้หลักการของ ‘ห่วงโซ่ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน’ (Proton–proton chain reaction) ได้ ซึ่งพลังงานที่ได้ก็จะนำมาใช้ให้กับการขับเคลื่อนของจรวดที่ปลดปล่อยออกมาจากด้านหลัง ด้วยการออกแบบยานอวกาศในลักษณะนี้ จะช่วยลดมวลสารของยานอวกาศในส่วนที่เป็นเชื้อเพลิงลงได้มาก 

โดยความเร็วของยานอวกาศจะขึ้นอยู่กับปริมาณของแหล่งทรัพยากรในอวกาศ เช่นถ้าหากระหว่างทางมีก๊าซไฮโดรเจนเป็นจำนวนมาก ในทางทฤษฎียานอวกาศก็จะสามารถเร่งความเร็วไปได้ใกล้เคียงกับความเร็วแสงเลยทีเดียว แต่หากว่าระหว่างทางเชื้อเพลิงมีให้เก็บเกี่ยวอย่างจำกัด ยานอวกาศก็จะทำความเร็วลดลงไปอย่างมาก หรือที่ประมาณ 0.12 ของความเร็วแสง

ระบบขับดันด้วยการบีมลำแสง

ระบบขับดันชนิดนี้จะเรียกว่า Beamed propulsion ที่จะใช้กำลังแสงหรืออนุภาคมาเป็นตัวเร่งให้กับเรือใบสุริยะ (light sail หรือ magnetic sail) ภายในระบบสุริยะ ซึ่งด้วยวิธีการขับดันนี้จะทำให้มีประสิทธิภาพในเรื่องของการทำความเร็วได้มากกว่าจรวดขับดันในวิธีการอื่นๆ เพราะมันไม่จำเป็นต้องบรรทุกมวลสารเชื้อเพลิงที่ติดไปกับตัวยาน ดังนั้นมันจึงสามารถสร้างความเร่ง ให้กับยานอวกาศได้ในแบบที่คาดหวัง 

โดยนักฟิสิกส์ โรเบิร์ต แอล. ฟอร์เวิร์ด (Robert L. Forward) ได้เคยเสนอวิธีชะลอความเร็วให้กับยานอวกาศระหว่างดวงดาว ขณะเดินทางไปถึงเป้าหมายว่า ให้ใช้ใบเรือแสง (light sail) มาเป็นตัวช่วยชะลอความเร็ว ด้วยวิธีการนี้ใบเรือที่ 2 จะถูกติดตั้งเอาไว้อยู่ด้านหลังของยานอวกาศ ขณะที่ใบเรือหลัก จะถูกตั้งเอาไว้อยู่ด้านหน้าของยานจากระยะไกล ซึ่งแสงที่มาจากระบบดาวฤกษ์ปลายทาง จะถูกสะท้อนออกมาจากใบเรือหลัก สู่ใบเรือที่ 2 ซึ่งวิธีการนี้จะใช้สำหรับการชะลอความเร็วให้แก่ใบเรือที่ 2 และยานอวกาศ 

และในปีคริสต์ศักราช 2002 เจฟฟรีย์ เอ. แลนดิส (Geoffrey A. Landis) วิศวกรการบินชาวอเมริกันของนาซ่า  ประจำศูนย์วิจัยเกลน (NASA’s Glen Research center) ก็ได้นำเสนอว่า ให้ใช้กำลังแสงเลเซอร์มาเป็นตัวขับเคลื่อนให้กับใบเรือที่มีความหนาเพียงไม่กี่นาโนเมตร และผลคำนวณที่ได้ก็พบว่า ด้วยวิธีการนี้ ยานอวกาศระหว่างดวงดาว จะสามารถบรรลุความเร็วได้ถึง 10% ของความเร็วแสง 

ในขณะที่ใบเรือแม่เหล็ก (magnetic sail) จะถูกใช้สำหรับการชะลอความเร็วครั้งเมื่อยานอวกาศได้เดินทางไปสู่เป้าหมาย โดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับปลายทางในการชะลอความเร็วเลย ซึ่งใบหรือแม่เหล็กจะมีปฏิสัมพันธ์กับพลาสมาที่พบในลมสุริยะของดาวฤกษ์ปลายทางรวมถึงแก๊สระหว่างดวงดาวก็ด้วย นี่จึงทำให้มันสามารถทำหน้าที่เป็นตัวลดความเร็วให้กับยานอวกาศได้อย่างง่ายๆ


แนวคิดเชิงทฤษฎี

ต่อไปนี้เราจะมาดูแนวคิดเชิงทฤษฎีอื่นๆ ที่นักวิทยาศาสตร์และนักเขียน ได้นำเสนอขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการเดินทางในอวกาศระหว่างดวงดาวที่นอกเหนือไปจากการใช้ระบบขับดัน

การเดินทางเร็วกว่าแสง

ในยุคเฟื่องฟูของวิทยาการก็มีนักวิทยาศาสตร์และนักเขียนหลายท่าน ต่างก็พยายามพากันค้นหาทางลัดที่จะทำให้ยานอวกาศเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าแสงหรือไปไกลกว่านั้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน มันยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า การเดินทางเร็วกว่าแสงนั้นเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งหนึ่งในความกังวลนั้นก็คือหากเราไปได้เร็วกว่าแสง ธรรมชาติก็ดูเหมือนจะอนุญาตให้เราสามารถเดินทางย้อนกลับไปในเวลาได้ตามบริบทของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

อย่างไรก็ตามกลไกที่จะถูกมานำเสนอ สำหรับการเดินทางเร็วกว่าแสง ภายใต้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปนั้น เราจำเป็นจะต้องค้นหาสสารประหลาด (exotic matter) ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะให้พลังงานได้เพียงพอหรือไม่ 

การขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์

ในทางฟิสิกส์แล้ว การขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์ หรือ Alcubierre drive (ข้อมูลต่อไปนี้ผมขอยกมาจาก การขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์ ในเว็บวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) นั้น เป็นแนวความคิดที่อยู่บนพื้นฐานการพิจารณา การแก้ปัญหาสมการสนามของไอน์สไตน์ (Einstein’s field equations) ในสัมพัทธภาพทั่วไป นำเสนอโดยนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเม็กซิกันที่ชื่อ มิเกล อัลคับเบียร์ (Miguel Alcubierre) ซึ่งยานอวกาศของเขาจะสามารถบรรลุการเดินทางที่เร็วกว่าแสงได้ ถ้ามวลที่มีค่าเป็นลบมีอยู่จริง โดยยานอวกาศจะตัดข้ามผ่านระยะทางโดยหดพื้นที่ด้านหน้าของมันและขยายพื้นที่ที่อยู่เบื้องหลังทำให้เกิดการเดินทางที่เร็วกว่าแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุไม่สามารถเร่งอัตราเร็วได้เท่ากับอัตราเร็วของแสงภายในกาล-อวกาศปกติได้ ดังนั้น การเคลื่อนที่แบบอัลคับเบียร์จึงใช้วิธีการขยับเลื่อนพื้นที่รอบๆวัตถุ เพื่อให้วัตถุสามารถเคลื่อนที่มาถึงจุดหมายปลายทางได้ด้วยอัตราการเคลื่อนที่ที่เร็วกว่าแสงเมื่อเทียบกับสภาพพื้นที่ที่ปกติได้แทน แม้ว่าเมตริกที่เสนอโดยอัลคับเบียร์จะถูกต้องในทางคณิตศาสตร์และมีความสอดคล้องกับสมการสนามของไอน์สไตน์ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การขับเคลื่อนดังกล่าวจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง 

การนำเสนอกลไกของการขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์ หมายถึงความหนาแน่นของพลังงานที่มีค่าเชิงลบและดังนั้นจึงต้องมีการใช้สสารประหลาด (exotic matter) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นถ้าสสารประหลาดที่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องไม่มีอยู่จริงแล้วละก็ เราก็จะไม่สามารถสร้างการขับเคลื่อนแบบนี้ขึ้นมาได้เลย

อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดจากเอกสารงานวิจัยฉบับดั้งเดิมของเขา ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า สูญญากาศแคสสิเมียร์ (Casimir vacuum) ระหว่างแผ่นเพลทคู่ขนานสองแผ่น จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่มีค่าเป็นลบสำหรับการขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์ได้จริงหรือไม่ อีกเรื่องที่เป็นไปได้ก็คือ แม้ว่าอัลคับเบียร์เมตริกจะมีความสอดคล้องกับสัมพัทธภาพทั่วไป, แต่สัมพัทธภาพทั่วไปก็ไม่ได้รวมเอากลศาสตร์ควอนตัมเข้าไว้ด้วย และนักฟิสิกส์บางคนยังได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่จะแสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีโน้มถ่วงเชิงควอนตัมซึ่งรวมเอาสองทฤษฎีเข้าไว้ด้วยกันแล้ว จะกำจัดการแก้ปัญหาที่อยู่ในสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งจะอนุญาตให้มีการเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีตได้อีกด้วย และการขับเคลื่อนแบบอัลคับเบียร์ก็เป็นหนึ่งในการแก้ปัญหานั้น

หลุมดำประดิษฐ์

จากแนวคิดเชิงทฤษฎี ยังอนุญาตให้การเดินทางระหว่างดวงดาวสามารถเกิดขึ้นได้ โดยการสร้างหลุมดำเทียมมาเป็นการขับเคลื่อน และใช้ตัวสะท้อนแสงพาราโบลิก มาเป็นตัวหักเหนรังสีฮอว์คิง แม้ว่าเทคโนโลยีการเดินทางด้วยวิธีนี้ จะอยู่เหนือขีดความสามารถของเทคโนโลยีเรา แต่สำหรับยานอวกาศหลุมดำนั้นจะมีข้อได้เปรียบกว่ามากเมื่อเทียบกับวิธีความเป็นไปได้คนอื่นๆ

โดนหลุมดำนั้นจะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ และเครื่องยนต์ก็ต้องหาหนทางในการแปลงเปลี่ยนรังสีฮอว์คิง ให้กลายเป็นแรงขับดัน หนึ่งในวิธีการจัดเรียงที่มีความเป็นไปได้ก็คือ การวางหลุมดำเอาไว้นะจุดศูนย์รวมแรงของตัวสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวยาน จากนั้นมันก็จะสร้างแรงขับเคลื่อนให้ยานอวกาศได้พุ่งไปข้างหน้า แม้วิธีนี้ดูเหมือนจะง่ายดายและไม่มีความซับซ้อนอะไรมากนัก แต่ผลที่ตามมาอย่างหนึ่งที่อยากที่จะป้องกันได้ก็คือ ภัยอันตรายจากการแผ่รังสีแกมม่า ซึ่งในเรื่องนี้อากาศจะต้องมีการจัดการในส่วนของเกราะป้องกันรังสี หรือดูดซับรังสีนี้เอาไว้ เพื่อไม่ให้มันได้และรอดไปสู่นักเดินทาง

รูหนอน

สำหรับวิธีการเดินทางในอากาศสุดท้ายนี้อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ เพราะเราจะใช้รูหนอนมาเป็นอุโมงค์นำทางไปสู่เป้าหมาย หลักการทำงานของรูหนอนนั่นก็คือ การบิดปริภูมิ-เวลา ในอวกาศ 3 มิติ ให้ปลายทางทั้งสองมาบรรจบกันจากนั้นทำการเจาะทะลวงอวกาศไปยังอีกฝากหนึ่งของจักรวาล! โดยจุดเชื่อมโยงของจักรวาลทั้งสองนี้เราจะเรียกว่า สะพานไอน์สไตน์-โรเซน (Einstein–Rosen Bridge)

ซึ่งในปัจจุบันเราก็ยังไม่มีทางรู้ว่าในทางปฏิบัตินั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม แต่ในทางทฤษฎีนั้นได้มีการแก้ปัญหาในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจนพบว่ารูหนอนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อ ข้อสันนิษฐานของการมีอยู่ของมวลติดลบนั้นเป็นจริง อย่างไรก็ตามก็มีผู้เสนอว่ารูหนอนได้เคยถูกสร้างขึ้นมาแล้วในยุคเริ่มต้นของจักรวาล และสามารถคงอยู่แบบเสถียรได้โดย เส้นใยคอสมิค (cosmic strings)

เส้นเวลาของงานออกแบบยานอวกาศ

1958 – 1968 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Orion

1973 – 1978 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Daedalus

1985 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Starwisp

1987 -1988 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Longshot

1996 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Starseed/launcher

2009 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Valkyrie

2009 – 2014 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Icarus

2014 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Sun-diver

2013-2015 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Project Dragonfly

2016 ได้มีการนำเสนองานออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ชื่อ Breakthrough Starshot

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด