การเดินทางสุดขอบจักรวาล​ ความกว้างใหญ่ของเวลา และ ปฏิทินแห่งจักรวาล

การเดินทางสุดขอบจักรวาล​ ความกว้างใหญ่ของเวลา และ ปฏิทินแห่งจักรวาล

ขนาดของจักรวาล: เวลา สสาร และ พลังงาน อันไร้ขีดจำกัด
ขนาดของจักรวาล: เวลา สสาร และ พลังงาน อันไร้ขีดจำกัด
กันยายน 28, 2021
วิวัฒนาการของชีวิต การคัดเลือกโดยมนุษย์ และ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
วิวัฒนาการของชีวิต การคัดเลือกโดยมนุษย์ และ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
กันยายน 28, 2021

พรมแดนของจักรวาลที่สังเกตเห็นได้ การเดินทางจากจุดเริ่มต้น ไปสู่ขอบของจักรวาล “จักรวาลคือทุกสิ่งทุกอย่าง เคยเป็นเช่นนั้น แล้วจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล” โดยคาร์ล เซแกน เราเพิ่งตระหนักรู้ได้ถึงการมีอยู่ของจักรวาล และเราเพิ่งจะเริ่มออกเดินทางไปจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ แห่งนี้ ที่เราเรียกว่าโลก หนทางข้างหน้ายังดูอีกยาวไกล การผจญภัยของเราในครั้งนี้ อาจนำไปสู่ความเวิ้งว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาล ในระหว่างภารกิจของเรา ยังมีอะไรอีกมากที่ต้องให้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น โลก ดวงอาทิตย์ และ กาแล็กซี

เราดูสนุกไปกับการท่องอวกาศ ที่ๆ ซึ่งรายล้อมรอบไปด้วยพลังงาน และคลื่นแรงโน้มถ่วง ตลอดจนถึงการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ทนทายาดที่สุด ขณะที่เรากำลังค้นหาการมีอยู่ของดาวฤกษ์มวลมหาศาล ในอีกทางหนึ่งความเป็นจริงของจักรวาลขนาดเล็กจิ๋วยิ่งกว่าอะตอมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน จักรวาลได้ให้กำเนิดเรื่องราวทั้งหมดของเรา และปูเส้นทางเดินนี้ให้กับเหล่าผู้กล้าได้ไปสู่หนทางแห่งดวงดาว

เราจำเป็นต้องใช้จินตนาการหากต้องการออกผจญภัย อย่างไรก็ตามจินตนาการเพียงอย่างเดียวนั้นดูเหมือนจะยังไม่พอ เพราะความเป็นจริงของธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นมาก และล้ำลึกเกินกว่าสิ่งไหนๆ ที่จะสามารถพรรณนาถึงได้ และเนื่องจากว่าช่วงเวลาแห่งการเดินทางนั้นช่างแสนยาวไกล ลำพังเพียงแค่คนๆ หนึ่ง ก็มิอาจทำให้การผจญภัยนี้สมบูรณ์ได้ ดังนั้นความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เหล่านักเดินทางทุกคนได้ร่วมมือร่วมใจกัน แบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านหลายชั่วอายุคน คนแล้วคนเล่า รู้จักรักและให้อภัย ปฏิบัติตนอยู่ในกฎที่เรียบง่าย ทดสอบแนวคิดที่ได้ และสังเกตการณ์ พร้อมกับต่อยอดแนวคิดนั้น ไปสู่แนวคิดใหม่ๆ

ที่สำคัญคือนักผจญภัยที่ดีทุกคน ต้องรู้จักยอมรับถึงความผิดพลาด และรู้จักที่จะเรียนรู้มัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางไปสู่ การหาคำตอบของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เราเกิดมาทำไม เราอยู่ตัวคนเดียวหรือเปล่า และทำไมจึงต้องมีจักรวาลเกิดขึ้น 

โลก บ้านเกิดของเราที่คุ้นเคยกันดี ห่างออกไปประมาณ 384,400 กิโลเมตร คุณจะพบกับดวงจันทร์ ดาวบริวารของโลก ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโลกราว 1 ใน 4 สถานที่แห่งนี้แห้งแล้งมาก แทบไม่หลงเหลืออากาศอยู่ให้เห็น รวมถึงกิจกรรมทางธรณีต่างๆ ทำให้บนพื้นผิวของมันยังคงทิ้งร่องรอยของความรุนแรงในอดีตเอาไว้ให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานแล้วหลายพันล้านปี ในตลอดช่วงประวัติศาสตร์ มนุษย์ให้ความสนใจดวงจันทร์อยู่เสมอมา เราได้ส่งยานอวกาศไปหามันหลายต่อหลายครั้ง และก้าวที่ยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1969 เมื่อสิ่งมีชีวิตตัวเล็กอย่างมนุษย์สามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามเมื่อมองต่อไปข้างหน้าเราจะพบกับความเวิ้งว้างในอวกาศ จนอยากที่มองออกเรียกว่าจุดของแสงดาวเล็กๆ ดวงไหนที่อยู่ไกลที่สุด แต่หากดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับเรามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ของเรานั้นทรงอิทธิพลต่อชีวิตบนโลกของเรามาก มันมอบพลังงานและความอบอุ่นให้แก่เรา ขณะเดียวกันในอีกทางหนึ่งมันก็สามารถทำลายเราได้เช่นกัน 

ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่โตกว่าโลกมหาศาล ความยิ่งใหญ่ของมันเทียบเท่ากับโลกเป็นจำนวนกว่า 1.3 ล้านดวง (เพื่อให้สามารถบรรจุลงไปภายในดวงอาทิตย์ได้เต็มใบ)

ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ราว 50 ล้านกิโลเมตร เราจะพบกับดาวเคราะห์ที่มีฉายาว่า “เตาไฟแช่แข็ง” เนื่องจากเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงได้รับพลังงานความร้อนรวมถึงพลังงานความโน้มถ่วงไปแบบเต็มๆ ในเวลากลางวันอุณหภูมิพื้นผิวจะพุ่งสูงไปถึง 427 °C ซึ่งร้อนพอจะสามารถหลอมตะกั่วได้สบายๆ ในขณะที่เวลากลางคืนอุณหภูมิจะหนาวเย็น −173 °C ด้วยความที่มันมีสภาพสุดขั้วของอุณหภูมิเช่นนี้ จึงกลายเป็นที่มาของฉายา “เตาไฟแช่แข็ง” นั่นเอง 

ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปราว 100 ล้านกิโลเมตร เราจะพบกับดาวเคราะห์ที่มีชื่อเรียกตามเทพปกรณัม วีนัส (Venus) เทพีแห่งความงดงาม หรือดาวศุกร์ ดาวเคราะห์ดวงนี้เมื่อมองจากฟ้าบนโลกในเวลากลางคืน เราจะพบว่ามันสว่างสดใสมาก เป็นรองเพียงแค่ดวงจันทร์ ซึ่งความสวยงามของแสงดาวดวง มาจากแสงที่สะท้อนออกมาจากชั้นบรรยากาศของดาว ที่ถูกปกคลุมไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 97 เปอร์เซ็น ปรากฏการณ์เรือนกระจกหากมีอยู่ในปริมาณที่น้อยนิดถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะมันจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ชีวิตบนดาวดวงนั้นได้ (หากว่ามี) แต่ถ้ามีมากเกินไปดาวดวงนั้นก็อาจกลายสภาพเป็นเหมือนดั่งขุมนรกเช่นเดียวกับดาวศุกร์ ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 464 °C (ร้อนยิ่งกว่าดาวพุธเสียอีก) 

ที่ระยะ 230 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ ที่ปลายขอบของเขตอาศัยได้ เราจะพบกับดาวเคราะห์อันน่าหลงใหลอีกดวงหนึ่ง ที่คาดว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองให้กับเรา และมันมีชื่อว่าดาวอังคาร แม้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีสภาพอากาศที่เบาบางมาก แต่เชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์เราที่ก้าวไกล จะช่วยให้ดาวเคราะห์ดวงนี้น่าอยู่ขึ้นได้

ก่อนที่เราจะออกไปจากเขตดินแดนของระบบสุริยะภายใน การผจญภัยของเราจะพบเจอกับแถบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเป็นที่อยู่ของกลุ่มเศษซากหินน้อยใหญ่ต่างๆ ที่หลงเหลือมาจากการสร้างดาวเคราะห์ในยุคเริ่มต้นของระบบสุริยะ พื้นที่บริเวณแห่งนี้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 300 ล้านกิโลเมตร และสามารถขยายไปได้ไกลถึง 500 ล้านกิโลเมตร เชื่อมอยู่ในระหว่างรอยต่อของวงโคจรดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี วัตถุที่ดูเด่นที่สุดก็น่าจะเป็นดาวเคราะห์แคระที่มีชื่อว่า Ceres ซีรีส ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 940 กิโลเมตร จึงทำให้มันมีรูปทรงสัณฐานเป็นทรงกลม จนดูคล้ายกับดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปเลยทีเดียว 

ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 780 ล้านกิโลเมตรเราจะพบกับราชาแห่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มันมีชื่อว่าดาวพฤหัสบดี เราจำเป็นต้องใช้โลกรวมกันถึง 1,300 โลก จึงจะสามารถเติมเต็มปริมาตรให้กับดาวพฤหัสบดีได้ ว่ากันว่าแค่จุดแดงใหญ่ซึ่งเป็นพายุที่พัดมานานกว่า 350 ปีก็มีขนาดใหญ่กว่าโลกทั้งใบแล้ว สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับดาวดวงนี้ก็คือ ดาวบริวารขนาดใหญ่ทั้ง 4 ของมันได้แก่ ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และ คาลลิสโต โดยเฉพาะ แกนีมีด เพียงดวงเดียวก็มีขนาดใหญ่กว่าดาวพุธแล้ว หากเรารวมเอาจำนวนของดาวบริวารขนาดเล็กอื่นๆ ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ก็จะพบว่าดาวพฤหัสบดีนั้นมีดวงจันทร์อยู่รวมถึง 79 ดวง จึงดูราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ เสมือนเป็นระบบสุริยะขนาดย่อมๆ แห่งหนึ่งไปเลย

เลยออกไปจากดวงอาทิตย์ประมาณ 1,400 ล้านกิโลเมตร คือที่อยู่ของดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนสวยงามที่สุด นั่นก็คือดาวเสาร์ วงแหวนของมันนี่เองจึงทำให้มันดูเด่นสง่ากว่าดาวเคราะห์ดวงไหนๆ องค์ประกอบส่วนใหญ่ของวงแหวนคือสะเก็ดน้ำแข็งขนาดเล็ก จึงทำให้สะท้อนแสงได้ดีจนสามารถมองเห็นได้จากโลก สถานที่แห่งนี้ก็คล้ายๆ กับเป็นอีกหนึ่งระบบสุริยะเช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี เนื่องจากดาวเสาร์นั้นมีดาวบริวารโคจรอยู่รวมกันถึง 82 ดวง แต่ดวงจันทร์ที่ดูจะโดดเด่นที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ดวงจันทร์ไททัน และเอนเซลาดัส ซึ่งดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ คือเป้าหมายสำคัญของโครงการสำรวจอวกาศ เพื่อค้นหาเบาะแสของสิ่งมีชีวิต 

เมื่อเราเดินทางมาไกลจากดวงอาทิตย์ราว 4,500 ล้านกิโลเมตร ในอาณาบริเวณของดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ก็จะถึงขีดความสามารถในการมองเห็นด้วยตาเปล่าของเราบนพื้นโลก ในดินแดนพิศวงแห่งนี้ เราจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ในการช่วยส่องดู สำหรับนักเดินทางที่อยู่ในระยะห่างหลายพันล้านกิโลเมตรเช่นนี้เมื่อมองกลับมาที่โลกเราก็แทบมองไม่เห็นโลกของเราแล้ว หากไม่สังเกตดีๆเราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าโลกของเรานั้นอยู่ตรงไหน เพราะดูเหมือนจะกลมกลืนไปกับพื้นหลังของดวงดาวไปหมด 

เลยออกไปจากวงโคจรของดาวเนปจูน ก็คือในแถบดินแดนของโลกน้ำแข็งที่มีอยู่เป็นจำนวนนับหมื่นๆ ดวง ในด่านสุดท้ายของระบบสุริยะแห่งนี้ เราจะพบกับหัวใจดวงโตจากดาวพลูโตที่มอบไว้ให้แก่นักเดินทาง 

มียานอวกาศที่มนุษย์สร้างขึ้นเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น ที่ได้เดินทางไปไกลเกินกว่าวงโคจรของดาวพลูโต ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือยานวอยเอจเจอร์ 1 มันออกเดินทางจากโลกเราไปตั้งแต่ปี 1977 ก่อนที่จะเดินทางไปเฉียดดาวพฤหัสบดีในปี 1979 และดาวเสาร์ในปี 1980 ทุกวันนี้มันยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างห้าวหาญสู่ห้วงอวกาศแบบไม่มีวันย้อนกลับ ระยะทางที่ไกลจากบ้านถึง 22,800 ล้านกิโลเมตรจึงทำให้มันกลายเป็นยานอวกาศลำแรกที่สามารถหลุดพ้นออกไปจากระบบสุริยะได้ 

มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาอย่างเดียวดายบนโลกแห่งนี้ เราแค่หวังว่าเราจะได้พบเจอกับเพื่อนต่างดาวเข้าสักวันหนึ่ง ด้วยความหวังอันน้อยนิดนี้ เราได้ส่งมันไปกับยานวอยเอจเจอร์ 1 และ 2 ด้วย มันคือแผ่นจานทองคำ (Golden record) ที่ได้บันทึกเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เราเอาไว้ในนั้น และคาดหวังว่าข้อความภาพและเสียงนี้ จะคงอยู่นานไปอีกหลายพันล้านปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวอาจนานพอที่จะส่งไปถึงนักเดินทางต่างดาวได้ เพื่อบอกว่าเราได้ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของจักรวาลแล้ว และเราอยู่ที่นี่บนบ้านของเรา ที่เรียกว่า “โลก” 

เมื่อมองจากมุมนี้ เราจะเห็นว่า ระบบสุริยะของเราก็เป็นเพียงแค่จุดของแสงดาวเล็กๆ จุดหนึ่ง บนฉากหลังที่มีดวงดาวอยู่นับแสนล้านดวงภายในดาราจักรทางช้างเผือก ระบบสุริยะของเรานั้นถือกำเนิดขึ้นมาจากกลุ่มของฝุ่น และเมฆก๊าซเนบิวลา เมื่อประมาณ 5,000 ล้านปีที่แล้ว แรงโน้มถ่วงมหาศาลของมันได้โอบอุ้มพาเอาเทหวัตถุต่างๆ ให้เคลื่อนที่ติดตามมันไปด้วย หนึ่งในนั้นคือกลุ่มก้อนดาวหางน้ำแข็งที่มีอยู่เป็นจำนวนนับล้านๆ ดวง ที่ชายแดนขอบนอกของระบบสุริยะ อันที่จริงแล้วมันคือสิ่งที่หลงเหลือมาจากการสร้างดวงดาวในยุคเริ่มต้น แม้ว่าเราจะยังไม่เคยเห็นมันจริงๆ มาก่อน แต่เราก็ตั้งชื่อให้กับมันไปแล้วว่า กลุ่มเมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งหากมองจากแบบจำลองทางโครงสร้างภายนอกก็จะพบว่า มันดูคล้ายกับเป็นเปลือกทรงกลมขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์เอาไว้เอาไว้อยู่ภายใน และมีขนาดที่ใหญ่มาก อาจอยู่เลยไปไกลจากดวงอาทิตย์ถึง 3 ปีแสง หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่า เมฆออร์ตนี้ ได้ตีวงรัศมีไปไกลจนเกือบถึงระบบดาว อัลฟา เซนทอรี (Alpha Centauri) เลยทีเดียว (Alpha Centauri เป็นระบบดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4.37 ปีแสง)

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเรารู้เรื่องราวของดาวเคราะห์ต่างๆ ภายในระบบสุริยะเป็นอย่างดี แต่ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่ายังมีดาวเคราะห์เช่นโลกอยู่อีกจำนวนนับไม่ถ้วน ที่อยู่ด้านนอกของระบบสุริยะ ข้อมูลนี้จึงทำให้ความคิดของเราเปิดกว้าง ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมายที่กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ในแต่ละโลกแห่งนั้น บางโลกอาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายท่ามกลางพื้นที่ว่างในอวกาศ ซึ่งเป็นโลกที่ไม่ได้โคจรอยู่โดยรอบดาวฤกษ์แม่ของมัน เราเรียกโลกเหล่านี้ว่า ดาวเคราะห์โรก (Rogue planet) หรือ ‘ดาวเร่ร่อน’ ซึ่งในทางช้างเผือกของเราอาจมีดาวประเภทนี้อยู่หลายพันล้านดวง แต่ละดวงอาจมีชะตากรรมของที่มาที่แตกต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันทุกดวงคือ ดาวเคราะห์เหล่านี้ไร้บ้าน และพเนจรไปทั่วกาแล็กซี

ดาวเคราะห์โรกบางดวงหากดูภายนอกอาจจะเห็นว่ามันถูกปกคลุมเต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ภายในใจกลางของดาวเคราะห์นั้นจะหลงเหลือความอบอุ่นอยู่ ซึ่งเป็นพลังงานความร้อนที่ได้รับมาตั้งแต่ในช่วงก่อตัว หากเป็นเช่นนั้น ก็มีโอกาสที่น้ำจะสามารถคงรูปเป็นของเหลว แล้วรวมกันเป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่อยู่ได้ภายใต้เปลือกน้ำแข็งนั่น คำถามถัดมาก็คือ จะเป็นไปได้ไหมที่ชีวิตจะสามารถดำรงอยู่ภายใต้สภาพเงื่อนไขเช่นนี้ได้ 

นี่คือภาพของทางช้างเผือกภายใต้แสงอินฟราเรด ทุกๆ จุดของแสงบนภาพไม่ใช่แสงธรรมดา แต่มันคือจุดของแสงจากดาวฤกษ์หนึ่งดวง คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วมีดาวฤกษ์อยู่เป็นจำนวนเท่าไหร่ มีโลกอีกกี่โลกข้างนอกนั่น และมีที่ไหนที่ชีวิตจะสามารถดำรงอยู่ได้ นี่คือภาพแบบจำลองของทางช้างเผือกเมื่อมองจากมุมบน เราอยู่ที่ไหนในภาพนี้กันแน่ จากข้อมูลวิเคราะห์ทางดาราศาสตร์บอกกับเราว่า แท้จริงแล้วเราอยู่แถวๆ เกือบด้านนอกของแขนกังหันทางช้างเผือก ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ห่างไกลจากใจกลางกาแล็กซีประมาณ 26,670 ปีแสง ทางช้างเผือกของเรามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100,000 ปีแสง หรือในอีกทางหนึ่ง หากเราท่องไปกับยานอวกาศที่มีความเร็วเท่ากับแสง เราก็จะต้องใช้เวลานานถึง 100,000 ปี เพื่อให้สามารถเดินทางทะลุจากขอบหนึ่งไปยังขอบอีกด้านหนึ่งของกาแล็กซีได้ จากข้อมูลที่เรารู้ในตอนนี้ก็คือแสงนั้นคือสิ่งที่ไปเร็วที่สุดในจักรวาลแล้ว โดยเพียงแค่ 1 วินาที มันสามารถโคจรรอบโลกได้ถึง 7.5 รอบ นี่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของทางช้างเผือกที่มีดาวฤกษ์อยู่เป็นจำนวนนับแสนล้านดวง และอาจมีดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกและโคจรอยู่โดยรอบดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ภายในเขตอาศัยได้ อยู่มากถึง 11,000 ล้านดวงเลยทีเดียว  

อันที่จริงแล้วทางช้างเผือกของเรายังไม่ใช่พรมแดนสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ เพราะอยู่เลยถัดออกไปจากทางช้างเผือก 2.5 ล้านปีแสง เราจะพบกับกาแล็กซีแอนดรอเมดาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทางช้างเผือกเราถึง 2 เท่า 

แต่สิ่งที่เรารู้มากกว่านั้นก็คือ ทางช้างเผือกและแอนดรอเมดาก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในจำนวนกาแล็กซีทั้ง 30 แห่ง ที่กระจายตัวกันอยู่ภายในกลุ่มท้องถิ่น (Local group) 

เดินทางเลยออกไปไกลจากนั้นอีกขั้น เราจะพบว่ายังมีกลุ่มของกาแล็กซีในลักษณะเช่นนี้อีกเป็นจำนวน 100 แห่ง ซึ่งรวมกลุ่มกันเป็น กระจุกดาราจักรหญิงสาว (Virgo Supercluster) อย่างไรก็ตามหากเทียบระดับความยิ่งใหญ่นี้แล้ว นี่ก็คงเป็นแค่ระดับจังหวัดเท่านั้น หากมองใหญ่ขึ้นไปในระดับประเทศเราจะเรียกว่า กลุ่มกระจุกดาราจักรลาเนียเคอา (Laniakea Supercluster) ซึ่งเป็นกลุ่มของประชากรกาแล็กซีจำนวนกว่า 100,000 แห่งที่รวมกันอยู่ภายในนี้ แน่นอนว่าทางช้างเผือกของเราก็คือหนึ่งในนั้น อันที่จริงหากมองจากจุดนี้เราก็แทบมองไม่เห็นแล้วว่าทางช้างเผือกของเรานั้นอยู่ที่ตรงไหน เพราะหนึ่งจุดของแสงที่เห็นในภาพนี้ก็คือหนึ่งกาแล็กซี

ในจักรวาลที่เราสังเกตเห็นได้นั้นพบว่ามีประเทศอย่างเช่น Supercluster เช่นนี้อยู่อีกนับ 10 ล้านแห่ง ที่รวมกันเป็นสายใยของโครงสร้างจักรวาลขนาดใหญ่ และข้อมูลจาก NASA’s New Horizons ในช่วงต้นปี 2021 ก็ได้ประเมินเอาไว้ว่าอาจมีกาแล็กซีอยู่เป็นจำนวน 200,000 ล้านแห่งเลยทีเดียว ที่กระจายตัวอยู่ภายในจักรวาลของเรา 

บางคนอาจจะเกิดความสงสัยถัดไปว่าแล้วอะไรอยู่เลยออกไปจากสุดขอบของจักรวาลที่สังเกตเห็นได้นี้ไปอีก แต่ก็น่าเสียดายที่คำตอบนั้นยังคงเป็นปริศนาดำมืด เพราะจากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ คือขีดความสามารถของเรา เพราะแสงที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงโลก ในขณะที่จักรวาลของเราดำรงอยู่มานานแล้วกว่า 13,800 ล้านปี

อย่างไรก็ตามไม่อาจมีสิ่งใดมาสามารถปิดกั้นจินตนาการของมนุษย์ได้ เราอาจคิดได้ว่า บางทีแล้วจักรวาลของเราอาจเป็นเพียงฟองเล็กๆ ของจำนวนฟองจักรวาลที่มีอยู่อย่างไม่รู้จบ ที่ลอยในมหาสมุทรของดินแดนที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ในบริบทของจักรวาล มนุษย์นั้นเป็นสิ่งเล็กจิ๋ว ถ้าให้เทียบแล้วก็คงเหมือนเป็นเพียงแค่จุดสีเล็กๆ จุดหนึ่ง ที่แต้มอยู่บนก้อนฝุ่นที่ลอยอยู่ในอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล โดยภาพรวมของจักรวาลแล้วยังคงสิ่งใหม่สำหรับเรา หากย้อนกลับไปซัก 4 ศตวรรษก่อนหน้านี้ เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร หรือยิ่งใหญ่แค่ไหน เพราะสมัยก่อนการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์มักมาจากการดูด้วยตาเปล่าและจดบันทึก ทำให้เกิดข้อจํากัดต่างๆ มากมายในการสำรวจจักรวาล เรื่องราวบนท้องฟ้าถูกปกคลุมเต็มไปด้วยปริศนา

ย้อนกลับไปในปี 1599 ทุกคนรู้ดีว่าแสงที่มาจากบนฟ้านั้นคือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ โดยที่เทหวัตถุเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างอยู่รอบโลก และเรายังคงคิดว่า โลกนั้นคือจุดศูนย์กลางของจักรวาล จักรวาลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราได้อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์และนักบวชชาวโปแลนด์นามว่าโคเปอร์นิคัส กลับมองภาพของโลกต่างออกไปในยุคของเขา ในมโนทัศน์ของเขานั้น มองว่าจักรวาลมีขนาดใหญ่โตกว่านั้นมาก ในขณะที่โลกก็ไม่ใช่จุดศูนย์กลางแต่อย่างใด โลกเป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง เช่นเดียวกับดวงอื่นที่โคจรอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ 

บาทหลวงหลายคนในยุคนั้นเช่นเดียวกับนักปฏิรูปมาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther) ก็ถือว่าความคิดที่โลกไม่ใช่ศูนย์กลางนั้นขัดต่อพระคัมภีร์เกินไป พวกเขาหวาดผวา จึงส่งผลให้ความคิดของโคเปอร์นิคัสไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามความคิดของโคเปอร์นิคัสก็ถูกสานต่อไปยังจอร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เขาเป็นนักบวช นักคณิตศาสตร์ และนักปรัชญาชาวอิตาลี อีกทั้งเขายังเป็นกบฏมาโดยกำเนิดอีกด้วย เรื่องราวของเขานั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เขารู้สึกว่าจักรวาลที่เราอยู่อาศัยนั้นมันเล็กเกินไป และปรารถนาที่จะหลุดพ้นออกไปจากกรอบทางความคิดแห่งนี้ เขาเริ่มตั้งคำถามให้กับทุกสิ่ง และอยากรู้ว่าทำไมพระเจ้าจึงต้องสร้างจักรวาลแห่งนี้ขึ้นมา 

จอร์ดาโน บรูโน จึงได้แอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือต้องห้ามโดยศาสนจักรนั้นมีชื่อว่า On the Nature of Things (ชื่อเดิมคือ De rerum natura ที่ถูกเขียนเอาไว้โดย นักกวี และ นักปรัชญาชาวโรมันลูเครเตียส (Lucretius))

ลูเครเตียส จินตนาการให้ผู้อ่านได้ยืนอยู่บนขอบของจักรวาล แล้วจากนั้นก็ยิงธนูออกไป ในช่วงแรกลูกธนูนั้นควรล่องลอยต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันได้ปะทะเข้ากับกำแพงใดกำแพงหนึ่งที่อยู่ข้างนอกนั่น จึงทำให้เกิดความสงสัยต่อไปอีกว่า แล้วอะไรอยู่เลยออกไปจากขอบของจักรวาลนี้ออกไปอีก หากเรายืนอยู่บนขอบของกำแพงแห่งนี้แล้วยิงลูกธนูต่อไป ก็จะมีความเป็นไปได้อยู่แค่ 2 ทาง นั่นคือลูกธนูนี้จะล่องลอยต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ปะทะเข้ากับกำแพงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งสภาพเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่จักรวาลนั้นไร้ขอบเขต ขณะที่ บรูโน ก็ค่อนข้างหลงใหลกับแนวคิดนี้เช่นกัน และเชื่อว่าจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับพระเจ้า

บรูโน เชื่อว่าแสงของดวงดาวบนท้องฟ้าส่วนใหญ่ก็คือดวงอาทิตย์อีกดวง และมันมีอยู่นับพันๆ ดวง โดยแต่ละดวงจะมีโลกของความเป็นไปได้ต่างๆ เคลื่อนที่อยู่ภายในนั้น รวมถึงสิ่งมีชีวิตเช่นอย่างเราก็ด้วย ดังนั้นจักรวาลจึงกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีทิศทางลง หรือขึ้น ไม่มีพรมแดน และไร้จุดศูนย์กลาง พวกเราไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น เขาหลงใหลไปกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก จนถูกสังคมมองว่าเป็นคนนอกรีต และถูกขับไล่ออกมาจากบ้านเกิดโดยศาสนจักร อย่างไรก็ตามเขายังคงเดินทางต่อไปเพื่อเผยแพร่แนวคิดเช่นนี้ให้คนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งขณะนั้นยุโรปกำลังถูกครอบงำด้วยความมืดบอดทางปัญญา 

แต่ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหนเขามักถูกต่อต้านโดยผู้มีอำนาจเสมอ มีอยู่มาวันหนึ่งเขาถูกเชิญให้ไปบรรยายที่ออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ๆ ในท้ายที่สุดแล้วความคิดเขาจะถูกเผยแพร่ออกไป ต่อหน้าปัญญาชนทั้งหลาย เขาบรรยายว่า หลักคิดของโคเปอร์นิคัสของคนในรุ่นก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ที่โต้แย้งเกี่ยวกับโลกที่ไม่ใช่จุดศูนย์กลางของจักรวาล และสนับสนุนว่าแท้จริงแล้วโลกนั้นโคจรอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ และไกลออกไปจากเราก็ยังมียังมีโลกแห่งอื่นๆ อยู่อีกมากมายข้างนอกนั่น ที่เคลื่อนที่อยู่รอบๆ จุดของแสงเล็กๆ บนฟ้าเหล่านี้ ซึ่งนั่นก็คือหนึ่งดวงอาทิตย์ และโลกต่างดาวที่ว่านี้บางที อาจมีสภาพเช่นเดียวกับโลกของเรา คือ มีน้ำ มีอากาศ และมีสิ่งมีชีวิต

อย่างไรก็ตามปาฐกถาของเขานั้นแทบไม่มีใครเห็นด้วยเลย แถมยังถูกมองว่าเป็นคนบ้า และงมงาย ทุกคนต่างส่งเสียงโต้แย้งออกมา บรูโน ก็พยายามพูดอยู่เสมอว่า พระเจ้าที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเราได้สร้างจักรวาลที่ไร้ขอบเขตแห่งนี้ขึ้นมา พร้อมกับได้สร้างโลกของความเป็นไปได้ต่างๆ ออกมามากมาย เขาสนับสนุนให้ทุกคนละทิ้งความเชื่อตามประเพณีโบราณ และเลิกยึดถือหลักของอำนาจเก่า อย่างไรก็ตามการโน้มน้าวเขานั้นก็ไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนเช่นเคย และถูกขับไล่ออกมาจนได้ 

ในมุมมองของผู้มีอำนาจทางศาสนจักรความคิดของเขานั้นน่ากลัว แต่จุดอ่อนของเขาก็คือ วิสัยทัศน์ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เชิงประจักษ์ในสมัยนั้น ขณะเดียวกันในยุคที่เสรีภาพทางความคิดยังคงถูกปิดกั้น สำหรับผู้ที่ต่อต้านหลักความคิดเดิมจะถูกตีหน้าว่าเป็นคนนอกรีต และบทลงโทษสูงสุดคือ ประหาร 

จอร์ดาโน บรูโน ถูกไต่สวนและคุมขังอยู่ที่กรุงโรมเป็นเวลานานกว่า 8 ปี และทุกครั้งที่เขามีโอกาสสารภาพบาป เขาก็ยังคงดื้อรั้นและเชื่อมั่นอยู่เช่นเดิมว่าจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดของเขานั้นถูกต้อง จนในที่สุดเขาก็ถูกตัดสินว่าเป็นพวกนอกศาสนา และ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1600 จอร์ดาโน บรูโน ก็ถูกมัดตัวตรึงไว้กับเสา และถูกเผาทั้งเป็น อย่างน่าสลดใจ

10 ปีให้หลังจากการจากไปของ จอร์ดาโน บรูโน กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) ก็ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาส่องไปยังสวรรค์เป็นครั้งแรก และตระหนักรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่บรูโนเชื่อมั่นนั้นถูกต้องทั้งหมด ดาราจักรทางช้างเผือกถูกสร้างขึ้นมาจากดาวฤกษ์จำนวนนับไม่ถ้วน และส่วนใหญ่ถูกซ่อนเอาไว้จากสายตาของเรา แม้ว่าบรูโนไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่ทัศนะของเขาที่มีต่อจักรวาลนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง ซึ่งการเดิมพันในความเชื่อของเขาในครั้งนั้นนับว่าโชคดี เนื่องจากเขาไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันถึงความถูกต้องดังกล่าวเลย เช่นเดียวกับการคาดเดาส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ที่มักจะผิดพลาดกันได้ และมีเห็นอยู่บ่อยๆ 

บรูโน เหลือบเห็นความกว้างใหญ่ของอวกาศ แต่เขาไม่เข้าใจถึงความใหญ่โตของเวลา คนเราจะสามารถมีอายุได้มากกว่า 1 ศตวรรษได้อย่างไร ลำพังเพียงแค่จักรวาลในตอนนี้ก็มีอายุมากกว่า 13,800 ล้านปีแล้ว เพื่อจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของเวลา เราจำเป็นต้องย่อส่วนของเวลาให้มาอยู่ภายในปฏิทิน 1 ปี ตามที่เราคุ้นเคยกันบนโลก เราอาจตั้งชื่อปฏิทินนี้ว่า ปฏิทินแห่งจักรวาลก็ได้ (Cosmic Calendar) โดยจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง ถูกกำหนดให้มีตัวตนขึ้นเมื่อราวๆ เที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเราจะถือว่าวันนี้คือวันเกิดของจักรวาล และเวลาในปัจจุบันก็คือก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม (หรือก่อนเริ่มนับศักราชใหม่) ด้วยมาตราส่วนนี้ 1 วินาทีจะมีค่าเท่ากับเวลาของจักรวาลที่ล่วงเลยผ่านไปแล้ว 437.5 ปี ในขณะที่ 1 วันจะเทียบเท่ากับ 37.8 ล้านปี และใน 1 เดือนจะเทียบเท่ากับเวลาของจักรวาลราวๆ 1,150 ล้านปี

ดังนั้นในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคมทันที่เข็มนาฬิกาเริ่มเดินสู่วินาทีแรก บิกแบงก็ถือกำเนิดขึ้น ในขณะนั้นมันมีขนาดเล็กมาก เล็กยิ่งกว่าอะตอมเดี่ยวๆ เสียอีก และร้อนยิ่งยวด ทันใดนั้นเพียงแค่เสี้ยวของเสี้ยววินาทีมันก็ขยายโตออกมาอย่างฉับพลัน และรุนแรง ซึ่งเป็นที่มาของพลังงานทั้งหมดที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ สิ่งนี้ฟังดูเหมือนบ้าบอ อย่างไรก็ตามหลักฐานที่เราเห็นอยู่ในอวกาศได้ยังคงสนับสนุนว่า ทฤษฎีบิกแบง คือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมาจากหลักฐานของฮีเลียมที่หลงเหลือมาแต่เดิม การขยายตัวของคลื่นวิทยุที่หลงเหลืออยู่จางๆ ของการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่

เมื่อจักรวาลขยายตัว มันก็เย็นตัวลงด้วยเช่นกัน ก่อนจะเข้าสู่ยุคมืดมาเป็นเวลานานกว่า 200 ล้านปี ต่อมาแรงโน้มถ่วงก็ได้ดึงเอาทุกสิ่งภายในกลุ่มแก๊สมารวมกัน เพื่อทำให้มันร้อนขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือดาวฤกษ์ดวงแรกได้ส่องสว่างออกมา หรือเมื่อราวๆ วันที่ 10 มกราคมของปฏิทินจักรวาล ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ดวงดาวเหล่านี้ได้ถูกตรึงเข้าไว้ด้วยกันจนก่อให้เกิดกลายเป็นกลุ่มกาแล็กซีขนาดเล็กขึ้น และเมื่อกาแล็กซีเล็กๆ เหล่านี้รวมตัวกัน ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ของกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับความเป็นมาของทางช้างเผือกเราที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 11,000 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มีนาคมของปีจักรวาล

เมื่อถึงจุดนี้กาแล็กซีของเราก็มีดวงอาทิตย์อยู่เป็นจำนวนกว่าแสนล้านดวง แล้วตรงไหนล่ะที่เป็นบ้านเกิดของเรา อันที่จริงแล้วดวงอาทิตย์ของเรายังไม่ถือกำเนิดในช่วงนี้เลยด้วยซ้ำ กาแล็กซีในช่วงแรกๆ นั้นสุกสว่างสวยงามดุจดอกไม้ไฟ ทุกๆ จุดบนกังหันที่สว่างวาบออกมา คือการระเบิดของดาวฤกษ์ที่เรียกว่าซูเปอร์โนวา เมื่อวาระสุดท้ายของดาวฤกษ์ที่มีมวลมหาศาลมาถึง ใจกลางของดาวจะยุบตัวและระเบิดออกอย่างรุนแรง ส่งผลให้เศษซากของฝุ่นและก๊าซต่างๆ ได้แพร่กระจายไปทั่วกาแล็กซี 

กลุ่มเมฆหมอกของฝุ่นและก๊าซเหล่านี้เมื่ออยู่รวมกันมากเข้า ครั้งเมื่อมันถูกกระตุ้น มันจะควบแน่นและกลั่นเป็นเม็ดฝนแห่งดวงดาวออกมา ธาตุต่างๆ ส่วนใหญ่ตามตารางธาตุ คือผลพวงที่ตามมาจากกิจกรรมในยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นออกซิเจนที่เราใช้หายใจ คาร์บอนที่อยู่ภายในกล้ามเนื้อของเรา แคลเซียมที่อยู่ในกระดูก หรือแม้แต่ธาตุเหล็กที่อยู่ในเลือด ธาตุในจำนวนเหล่านี้ถูกปรุงแต่งออกมาจากหัวใจของดาวฤกษ์ที่ดับสูญไปนานแล้วหลายพันล้านปี

ในอีกแง่หนึ่งพวกเราทุกคนล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากเถ้าถ่านของดวงดาว ธุลีของดวงดาวเหล่านี้จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อใช้สร้างเป็นดวงดาวในรุ่นถัดไป วงจรเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงในรุ่นของดวงอาทิตย์เรา ดวงอาทิตย์ที่คุ้นเคยนี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีที่แล้ว ถ้าเทียบกับเวลาในปฏิทินจักรวาลก็คือ วันที่ 31 สิงหาคม

เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์แห่งอื่นๆ โลกก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากจานของแก๊สและฝุ่นรอบดวงอาทิตย์ การชนกันของเทหวัตถุขนาดเล็กได้หล่อหลอมรวมกัน จงสร้างเป็นสนามความโน้มถ่วงของวัตถุที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดขึ้นมาในลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งพันล้านปีแรก

เศษซากที่เป็นผลมาจากการชนกันของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ทั้งสองดวงได้ให้กำเนิดดวงจันทร์ของเราขึ้นมา ในอีกทางหนึ่งดวงจันทร์ก็คือเครื่องย้ำเตือนใจถึงความรุนแรงในอดีต หากเราได้ไปอยู่ในเหตุการณ์ ณ ตอนนั้นเราจะพบว่า ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นในทุกวันนี้ถึงร้อยเท่า เนื่องจากมันอยู่ใกล้กับโลกของเรามาก ราว 1 ใน 10 

เมื่อโลกเย็นตัวลงทะเลก็ก่อตัวขึ้น กระแสน้ำพุ่งสูงขึ้นนับพันเท่าจนเกิดแรงเสียดทานขึ้นภายในโลก และผลักให้ดวงจันทร์ถอยห่างไป ชีวิตอาจเริ่มต้นขึ้นที่ไหนสักแห่งบนพื้นโลกเมื่อวันที่ 21 กันยายนปฏิทินจักรวาล หรือราวๆ 3,500 ล้านปีที่แล้ว เรายังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร สิ่งที่คาดการณ์ได้ก็คือบางทีมันอาจมาจากดินแดนอันห่างไกลภายในทางช้างเผือกก็เป็นได้ ทุกวันนี้จุดเริ่มต้นของชีวิตยังคงเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้

การปรุงแต่งของชีวิต พัฒนาการของสูตรเคมีทั้งหมด ยังคงเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ และในวันที่ 9 พฤศจิกายน สิ่งมีชีวิตก็เริ่มหายใจ เคลื่อนที่ได้ กินได้ และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม พวกเราเป็นหนี้มหาศาลต่อจุลินทรีย์รุ่นบุกเบิกเหล่านี้ และที่สำคัญคือพวกเขาจะได้คิดค้นระบบการสืบพันธุ์ขึ้นมา ซึ่งสำคัญมาก เพราะจะนำไปสู่ความหลากหลายของชีวิตที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วตามมาในภายหลัง 

ในวันที่ 17 ธันวาคม นับว่าเป็นวันที่ดีเลยทีเดียว ที่ชีวิตจะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง ทิกทาลิก (Tiktaalik) คือผู้นำแห่งความกล้าหาญ เพราะมันคือสัตว์ชนิดแรกที่พัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก มีรูปร่างคล้ายที่ปลาและมีเท้า มันคงรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าสถานที่แห่งใหม่นี้ กลายคืออีกดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปเลย 

ป่าไม้ ไดโนเสาร์ นก แมลง ได้พัฒนากันขึ้นมาอย่างมโหฬารในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม และดอกไม้ดอกแรกก็เบ่งบานขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เมื่อป่าโบราณเหล่านี้เติบโตและตายไป ก็จะถูกฝังกลบอยู่ภายใต้พื้นดิน ซากบางส่วนของมันกลายสภาพไปเป็นถ่านหิน ซึ่งในอีก 300 ล้านปีถัดมา มนุษย์ก็จะได้ใช้มันมาเป็นพลังงานขับเคลื่อนให้แก่อารยธรรมของตน

เป็นเวลากว่า 100 ล้านปี ที่ไดโนเสาร์เป็นใหญ่และครอบครองโลกแห่งนี้มานานแสนนาน ในขณะนั้นบรรพบุรุษของเรายังคงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ที่ดูท่าทางลุกลี้ลุกลน และอยู่เบื้องใต้ของไดโนเสาร์มาโดยตลอด และแล้วโอกาสของเราก็มาถึง เมื่อเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม ช่วงเวลา 6 นาฬิกา 24 นาที ของปฏิทินจักรวาล อุกกาบาตขนาดใหญ่ได้ตกลงมาสู่คาบสมุทรยูคาทาน (Yucatán Peninsula) ผลกระทบอันใหญ่หลวงของเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลทำให้ไดโนเสาร์เกือบทั้งหมดบนโลกต้องสูญพันธุ์ไป 

สมมุติว่าอุกกาบาตลูกนั้นเฉียดผ่านโลกไป และไม่มีวันโลกาวินาศเกิดขึ้น หน้าตาของโลกในทุกวันนี้คงแตกต่างไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพวกเราทั้งหมด หรือแม้แต่ไดโนเสาร์ที่อาจจะยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนี่คือตัวอย่างที่ดีของเหตุการณ์รุนแรงในธรรมชาติ บรรพบุรุษของมนุษย์ทนรอคอยมาอย่างยาวนาน เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งราชาตัวโตบนพื้นโลกจะหายไป และเมื่อได้รับโอกาสนั้น พวกเขาก็ไม่พลาดที่จะคว้ามัน

ไม่ว่าดวงดาวจะก่อตัวมานานกว่า 13,500 ล้านปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าพวกเราจะถือกำเนิดขึ้น ในมหาสมุทรแห่งความอ้างว้างของเวลานี้ แต้ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ถือกำเนิดขึ้นใน 1 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนขึ้นสู่ศักราชใหม่ของปฏิทินจักรวาล ในวันสุดท้ายของปี เวลาประมาณ 23:59 น. กับอีก 46 วินาที บันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเราก็มาถึงจุดเริ่มต้น และเพียงแค่ 1 วินาทีสุดท้ายก่อนถึงปีใหม่ ทุกสิ่งที่เรารู้จัก ผู้คน บ้านเมือง รถยนต์ เครื่องบิน เทคโนโลยีต่างๆ หรือแม้แต่การส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ และยานสำรวจอวกาศที่ท่องไปยังดาวเคราะห์ต่างๆ ภายในระบบสุริยะ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาเพียงแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ ใน 1 วินาที ของปฏิทินจักรวาลเท่านั้น 

หากเราต้องการสำรวจต่อในมหาสมุทรของเวลาอันกว้างใหญ่ระดับจักรวาล บางทีแล้วเราอาจจำเป็นต้องย่อส่วนของเวลากันใหม่อีกครั้ง พวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นหน้าใหม่ที่ได้รู้จักกับจักรวาลแห่งนี้ เรื่องราวของพวกเราเริ่มต้นขึ้นในคืนสุดท้ายของปี เวลา 21:45 น. หรือประมาณ 3.5 ล้านปีที่แล้ว ต่อมาบรรพบุรุษของเราก็ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากรอยเท้าว่าพวกเรารู้จักยืนขึ้นแล้ว ก่อนที่จะแยกทางออกมาจากกลุ่มเล็กๆ แห่งนั้น สายตาของเราไม่ถูกจับจ้องอยู่แต่บนพื้นอีกต่อไป จนถึงตอนนี้ เราก็มีอิสระที่จะมองขึ้นเพื่อเชยชมถึงความน่าอัศจรรย์ใจของจักรวาล

เราสามารถติดตามร่องรอยของบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของเราได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของผู้คนเมื่อกว่า 40,000 รุ่นที่แล้ว ขณะนั้นเรายังคงเป็นผู้พเนจร อาศัยอยู่ในกลุ่มเล็กๆ คอยติดตามฝูงสัตว์เพื่อออกล่า พวกเขาก็รู้จักสร้างเครื่องมือ ควบคุมไฟ และตั้งชื่อให้กับสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในชั่วโมงสุดท้ายของปฏิทินจักรวาล และเพื่อเจาะลึกให้เห็นถึงรายละเอียดที่เล็กลงไปอีก เราต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นในนาทีสุดท้ายของคืนนั้น (หรือเวลา 23:59 น. ของวันสุดท้ายในปฏิทินจักรวาล) จะพบว่าพวกเรายังดูเด็กมากในมาตราส่วนของจักรวาลเช่นนี้ เรายังไม่เริ่มต้นวาดรูปของพวกเราเลยด้วยซ้ำจนกระทั่ง 60 วินาทีสุดท้ายของปีจักรวาล ซึ่งก็คือเวลาประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว รูปที่เราวาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฝูงสัตว์ป่า (History of painting) และเรื่องราวของดวงดาว ดังนั้นแล้วอันที่จริง พวกเราล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากนักดาราศาสตร์ บรรพบุรุษของเราอยู่รอดได้โดยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดวงดาว เพื่อทำนายถึงฤดูกาลต่างๆ ที่กำลังมาเยือนถึง รวมถึงการอพยพของสัตว์ป่า

เมื่อราวๆ 10,000 ปีที่แล้ว เราก็เริ่มมีพัฒนาการ การเป็นอยู่อย่างมีหลักแหล่งมากขึ้น บรรพบุรุษของเราเรียนรู้วิธีกำหนดสภาพแวดล้อม เริ่มมีการทำเกษตรกรรม และปศุสัตว์ ทุกอย่างนี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิงจากแต่ก่อน เมื่อสังคมเติบใหญ่ขึ้น ก็เริ่มมีการกระจายไปของผู้คนไปยังแหล่งพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการประดิษฐ์ล้อก็ได้ช่วยให้การเดินทางของเราง่ายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อข้าวของสัมภาระมากขึ้น เราจึงต้องมีการจดบันทึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงจำนวนของฟางข้าว และของมีค่าอื่นๆ เอาไว้ เพื่อให้มั่นใจว่ามันไม่ได้ตกหล่นไปไหน 

14 วินาทีสุดท้ายก่อนถึงเที่ยงคืน หรือประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว มนุษย์เริ่มมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้น และไม่นานก็เริ่มมีการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นได้มากกว่าแค่การนับตัวเลขของพุ่มไม้และเมล็ดพืช สิ่งที่สำคัญสุดของการ “เขียน” ก็คือ ทำให้เราสามารถบันทึกความคิดของเราลงไปได้ และสามารถส่งต่อความคิดนั้นไปสู่ห้วงของกาลอวกาศ

ตัวอักษรเล็กๆ บนแผ่นดินเหนียวเหล่านี้ จึงได้กลายมาเป็นหนทางสำหรับการเอาชนะความไม่เที่ยงแท้ในชีวิตของเรา คนเราสามารถมีอายุได้มากกว่า 1 ศตวรรษได้อย่างไร แม้เราจะมีข้อจำกัดทางชีวภาพ แต่สิ่งที่จะยังคงอยู่เหนือกาลเวลานั้นก็คือความคิดที่ได้ถูกจดบันทึกเอาไว้ ทำให้เราสามารถระบุเรื่องราวต่างๆ ของคนในอดีตเอาไว้ได้อย่างมีความแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของโมเสสที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 วินาทีที่แล้ว พระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 วินาทีที่แล้ว พระเยซูที่เกิดขึ้นเมื่อห้าวินาทีที่แล้ว มุฮัมมัดเมื่อสามวินาทีที่แล้ว

และ 2 วินาทีที่แล้วไม่ว่าจะดีหรือร้าย คนจากทั้ง 2 ซีกโลกก็ได้เดินทางมาพบกัน เพียงแค่ 1 วินาทีสุดท้ายของปฏิทินจักรวาล มนุษย์ก็เริ่มใช้วิทยาศาสตร์เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงเร้นลับของกฎธรรมชาติ วิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้นทรงพลังมาก เราจะเห็นได้ว่าในตลอดกว่า 4 ศตวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่กาลิเลโอได้เริ่มส่องกล้องไปยังจักรวาล โลกของเราก็ได้วิวัฒน์ไปแบบก้าวกระโดด จนถึงขั้นที่สามารถประทับตราเท้าเอาไว้ยังบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ เราต้องการมองต่อไปข้างหน้าอีก ข้ามผ่านห้วงของเวลาและอวกาศ เพื่อค้นหาว่าแท้จริงแล้วเราอยู่ ณ ที่จุดไหน และเมื่อไหร่ของจักรวาล คาร์ล เซแกน (carl sagan) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราคือหนทางที่จักรวาลจะได้รู้จักตัวตนของมันเอง”


เรียบเรียง​มาจาก​ Cosmos: A Spacetime Odyssey: Standing Up in the Milky Way

*คอสมอส ก็คือจักรวาล คำนี้มักถูกใช้เรียกแทนคำว่าจักรวาลในกรณีที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงระบบ, ระเบียบ ที่มีความซับซ้อนมากๆ หรือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง คำนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกโดย พีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์และนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ เพื่ออธิบายถึงระเบียบของจักรวาล

SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
0 0 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
กลับสู่บนสุด