ชีวิตบนดาวศุกร์ | ดาวศุกร์ก็เคยมีมหาสมุทรเหมือนกับโลก | ค้นพบฟอสฟีน เบาะแสของสิ่งมีชีวิต
ปีแสง, พาร์เซก, และการวัดระยะทางในอวกาศ
ปีแสง, พาร์เซก, และการวัดระยะทางในอวกาศ
กันยายน 14, 2020
ไก่หรือไข่ อะไรเกิดก่อนกัน
ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน
ตุลาคม 26, 2020
ชีวิตบนดาวศุกร์

หากหลักฐานที่พบ บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของโมเลกุลฟอสฟีน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงๆ และอาจมีรูปแบบชีวิตที่ลอยอยู่ในเมฆของดาวศุกร์ Credit: ESO

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ดาวศุกร์เคยถูกพิจารณาว่าเป็นดาวที่คล้ายคลึงกับโลกมาก แล้วเหมาะต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าบนดาวศุกร์นั้นมีน้ำ! เนื่องจากพวกเขาพบเห็นกลุ่มเมฆอันหนาทึบอยู่ในชั้นบรรยากาศ สันนิษฐานเบื้องต้นก็คือเบื้องล่างนั่นน่าจะประกอบไปด้วยหนองบึงอยู่เต็มไปหมด (เพราะความชื้นในเมฆควบแน่นตกลงมาเป็นสายฝน) และการที่ดาวศุกร์มีเมฆมากว่าโลกจึงตีความได้ว่า “น้ำ” ก็น่าจะมีมากกว่าบนโลกเช่นกัน

แต่ภายหลังเข้าสู่ยุคบุกเบิกอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ก็ทราบแล้วว่าพื้นผิวของดาวศุกร์นั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 467 องศาเซลเซียส! (ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงที่สุดในระบบสุริยะ และสูงกว่าดาวพุธ) และมีความดันบรรยากาศเป็น 90 เท่าของโลก (ซึ่งเป็นแรงดันที่สามารถพบได้บนโลกลึกลงไปใต้ผิวน้ำที่ 900 เมตร) ด้วยสองปัจจัยนี้ก็เพียงพอที่จะตอบคำถามกับเราได้ว่าตกลงแล้วบนพื้นผิวของดาวศุกร์มีน้ำหรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่น่ามีความเป็นไปได้” ทำให้สภาพแวดล้อมของดาวศุกร์นี้จึงไม่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมดาวดวงนี้จึงร้อนยิ่งนัก อันดับแรกเลยก็คือดาวศุกร์อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ถัดมาคือชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันก็อย่างที่เราทราบกันว่าสาเหตุหลักๆ ของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกนั้นมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 

การมีอยู่ของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศนั้นถือเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตหากมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อย (ถ้าไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พื้นผิวโลกจะหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ) ในอีกทางหนึ่งถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป (ตัวอย่างเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวศุกร์) ดาวเคราะห์ดวงนั้นก็จะร้อนมาก จนยากแก่การพัฒนาการในชีวิตใดๆ

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี ค.ศ. 2002 ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางท่านแนะว่า เหนือขึ้นไปในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นมีสภาพแวดล้อมที่เย็นลงและเป็นกรด ซึ่งอาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อจุลินทรีย์ประเภท ‘อิกซ์ตรีโมไฟล์’ (Extremophile) ได้! อย่างที่ทราบกันในปัจจุบันคือพื้นผิวของดาวศุกร์นั้นร้อน และแห้งแล้งเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรณีชีววิทยา แต่กลุ่มเมฆที่เป็นกรดของดาวศุกร์ อาจซุกซ่อนชีวิตเอาไว้อยู่ภายในนั้น และไม่แน่ว่าการมีอยู่ของชีวิตเหล่านี้ อาจสามารถอธิบายถึงผลการสังเกตการณ์อันลึกลับหลายอย่างในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ ดาวศุกร์นั้นได้รับการตั้งชื่อตามเทพธิดาแห่งความรัก และความสวยงามของโรมัน (Venus ‘วีนัส’) เพราะคนสมัยก่อนเห็นว่าดาวดวงนี้สว่างและสวยงามมาก (เป็นวัตถุท้องฟ้ายามค่ำที่สว่างที่สุดรองมาจากดวงจันทร์) และเป็นเหมือนดังสรวงสวรรค์แห่งชีวิตที่ประทานความสุขมาให้ แต่ในท้ายที่สุดเราก็ได้รับรู้แล้วว่าดาวดวงนี้ไม่ต่างอะไรกับนรกดีๆ นี่เอง

ถึงกระนั้นที่ระดับความสูง 50 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศจะลดต่ำลงมาก และอาจเป็นมิตรต่อการกำเนิดชีวิต จากการประเมินที่ความสูงระดับนั้นจะมีแรงดันหนึ่งบรรยากาศ (ความดันบรรยากาศโดยเฉลี่ยบนผิวโลก วัดที่ระดับน้ำทะเล) และมีอุณหภูมิพอเหมาะคล้ายกับโลก แม้ว่าเมฆจะมีสภาพเป็นกรดมาก แต่บริเวณแห่งนี้คือที่ๆ มีหยดน้ำที่เข้มข้นที่สุด นักวิทยาศาสตร์ทราบข้อมูลนี้มาจากยานสำรวจในภารกิจอวกาศ ‘เวเนรา’ (Venera) ของรัสเซีย และสองภารกิจสำรวจดาวศุกร์ของนาซาอย่างยานสำรวจ ‘ไพโอเนียร์วีนัส’ (Pioneer Venus) และ ‘ยานอวกาศมาเจลแลน’ (Magellan) และพวกเขาเห็นสิ่งแปลกประหลาดบางอย่างเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ โดยการแผ่รังสีแสงอาทิตย์และฟ้าผ่า ควรผลิตคาร์บอนมอนออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่กลับพบว่ามันมีปริมาณน้อยเกิน เหมือนราวกับถูกลบหายไป! อีกทั้งพวกเขายังพบไฮโดรเจนซัลไฟด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์อีกด้วย ซึ่งก๊าซทั้งสองจะทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกันได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป เว้นเสียแต่ว่ามีอะไรบางอย่างมากระตุ้นให้เกิดขึ้น! สำหรับบนโลกแล้วตัวเร่งการทำปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือจุลินทรีย์

และความลึกลับก็ปรากฏเพิ่มขึ้นอีก เมื่อมีการปรากฏตัวของคาร์บอนิลซัลไฟด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่พบเห็นได้ยากในธรรมชาติ (สารประกอบนี้จะไปกระตุ้นการสร้างเปปไทด์จากกรดอะมิโน) และการมีอยู่ของมันนั้นแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมทางธรรมชาติบางอย่างที่ซับซ้อน และมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการกำเนิดชีวิตในช่วงเริ่มแรก นักวิทยาศาสตร์คิดว่าบนดาวศุกร์น่าจะมีแมลงอาศัยอยู่ในกลุ่มเมฆของดาวศุกร์! พวกมันจะรวมเอาซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไว้ด้วยกัน และมีความเป็นไปได้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือคาร์บอนิลซัลไฟด์ได้อยู่ภายในกระบวนการเมแทบอลิซึม ซึ่งจะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับแมลงบนโลกยุคแรก โดยแมลงเหล่านี้อาจใช้แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน และหากพวกมันสามารถดูดซับรังสียูวีได้จริง ในเรื่องนี้ก็จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ถึงการมีอยู่ของแถบมืดในภาพภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามก็มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มแย้งว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่ชีวิตจะสามารถกำเนิดขึ้นมาจากหยดน้ำเล็กๆ เหล่านี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้สนับสนุนในเรื่องของการมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์อธิบายว่า หลักฐานทางเคมีหลายอย่างบนดาวชี้ให้เห็นว่า ในอดีตดาวดวงนี้เคยเย็นกว่าในปัจจุบันมาก และมีเคยมหาสมุทรอยู่ ซึ่งชีวิตอาจเริ่มต้นขึ้นที่นั่น แต่ภายหลังจากปรากฏการณ์เรือนกระจกลามขึ้นเรื่อยๆ พวกมันก็วิวัฒนาการตัวเองขึ้นมาและบินหนีขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศที่เย็นกว่า!

ช่วงปลายปี ค.ศ. 2015 มีงานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของชีวิตที่จะอยู่รอดได้ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ พวกเขาค้นพบว่า เหนือขึ้นไปจากพื้นผิวดาวศุกร์ที่ 51 กิโลเมตร จะมีอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 65 องศาเซลเซียส และที่ความสูง 62 กิโลเมตร จะมีอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ในสภาพแวดล้อมทั้งอุณหภูมิ, องค์ประกอบทางเคมี และความเป็นกรดเป็นด่าง อาจทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างจุลชีพจำพวกเอกซ์ตรีมเมเฟียลอยู่รอดได้ อย่างไรก็ตามพวกเขากังวลเกี่ยวกับการแผ่รังสีคอสมิกไอออไนซ์ที่รุนแรงจากอวกาศว่า อาจส่งผลทำให้ชีวิตในชั้นบรรยากาศของดาวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เนื่องจากวงโคจรของดาวศุกร์อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากกว่าโลก และไม่มีสนามแม่เหล็กมาคอยป้องกันอนุภาคอันตรายจากอวกาศ 

จากการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการอยู่อาศัยบนดาวศุกร์ ของเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2019 ก็พบว่า เมื่อหลายพันล้านปีก่อนดาวศุกร์อาจเคยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต! และคาดว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้สภาพอากาศของดาวเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงนั้นเกิดขึ้นในช่วง 700 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งไปทำให้เกิดความหนาแน่นในชั้นบรรยากาศขึ้นแล้วร้อนขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สภาพแวดล้อมของดาวศุกร์ในช่วงระหว่าง 2 ถึง 3 พันล้านปีภายหลังจากการก่อตัว ดินแดนแห่งนี้อาจเป็นเหมือนดั่งสรวงสวรรค์แห่งชีวิต สมกับชื่อเทพธิดาแห่งความรัก และความสวยงาม ‘วีนัส’ (Venus) ของโรมัน

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากมายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์เมื่อราว 700 ล้านปีที่แล้ว แต่คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากกิจกรรมของภูเขาไฟระเบิด เช่นเมื่อหินหนืดและหินหลอมเหลวทะลักขึ้นสู่พื้นผิวของดาว ก็จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลออกสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะเดียวกันหากหินหนืดเหล่านี้แข็งตัวก่อนถึงพื้นผิว มันจะสร้างแนวกำแพงป้องกันไม่ให้ก๊าซถูกดูดกลับคืนมา ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับโลกในอดีต ที่ครั้งหนึ่งภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ในรอบ 500 ล้านปีที่ผ่านมา) ที่ชื่อ ‘ไซบีเรียน แทร็ปส์’ (Siberian Traps) เกิดปะทุขึ้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากจนนำไปสู่ในเหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก (Permian–Triassic extinction event) เมื่อราว 252 ล้านปีที่แล้ว ที่สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกว่า 9 ใน 10 ดับสิ้น สำหรับการศึกษาดาวศุกร์นอกจากจะช่วยเราได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของมันแล้ว ยังช่วยเราได้เข้าใจถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับโลกของเรา รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคต

โดยในปี ค.ศ. 1978 ยานอวกาศไพโอเนียร์ วีนัส ของนาซา ค้นพบหลักฐานว่าดาวเคราะห์ดวงนี้อาจเคยมีมหาสมุทรตื้นๆ อยู่บนพื้นผิว นับตั้งแต่นั้นมาก็มีหลายต่อหลายภารกิจที่ได้ไปเยือนดาวศุกร์เพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศ รวมถึงสำรวจพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้ด้วย สำหรับหลักฐานใหม่ได้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติบนดาวนั้นคล้ายกับบนโลกของเรามาก ก่อนที่ดาวจะถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นนรกอันร้อนแรงเหมือนเช่นทุกวันนี้ องค์ประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ร้อยละ 96 ประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์, ร้อยละ 3.5 คือไนโตรเจน และที่เหลือคือ คาร์บอนมอนอกไซด์, อาร์กอน, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไอน้ำ รวมกันน้อยกว่าร้อยละหนึ่ง

เบาะแสของสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบโมเลกุลของฟอสฟีนในชั้นเมฆสูง

ในปี ค.ศ. 2020 ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาตินำโดยศาสตราจารย์ เจน กรีฟส์ (Jane Greaves) จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประกาศการค้นพบโมเลกุลหายากนั่นคือ “ก๊าซฟอสฟีน” (Phosphine) ซึ่งพบว่าปะบนอยู่ในเมฆของดาวศุกร์ สำหรับบนโลกแล้ว ก๊าซชนิดนี้จะเกิดขึ้นได้แต่ภายในการอุตสาหกรรมเท่านั้น หรือไม่ก็มาจากจุลินทรีย์ที่สามารถเจริญเติบโตอยู่ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจนเกื้อหนุน

อันที่จริงแล้วในเรื่องนี้ นักดาราศาสตร์ได้คาดเดามาหลายทศวรรษแล้ว ว่าที่ชั้นเมฆระดับสูงบนดาวศุกร์สามารถเป็นแหล่งที่อยู่ของจุลินทรีย์ได้ หากว่ามีอยู่จริงพวกมันก็จะต้องอึดมากๆ และสามารถลอยตัวอยู่ได้ในชั้นบรรยากาศ เพราะต้องเผชิญเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดสูง 

โดยโมเลกุลของฟอสฟีนในอากาศบนดาวศุกร์ที่ตรวจพบนี้ประกอบไปด้วย ธาตุไฮโดรเจน และฟอสฟอรัส ที่แสดงเห็นว่านี่อาจเป็นผลผลิตที่มาจาก สิ่งมีชีวิตนอกโลก บทความการค้นพบใหม่นี้ถูกอธิบายเอาไว้อยู่ในวารสารวิชาการ Nature Astronomy

การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในครั้งนี้ ทีมงานได้ใช้กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์ (JCMT) บนเกาะฮาวายมาช่วยในการตรวจหาฟอสฟีน ติดตามร่วมกับเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ทั้ง 45 ตัว ในชิลี ก็พบว่า บนดาวศุกร์มีแสงสว่างที่ส่งออกมาด้วยความยาวคลื่นประมาณ 1 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงคลื่นแสงที่ยาวเกินกว่าสายตาของมนุษย์จะมองเห็นได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษอย่างกล้องโทรทรรศน์เหล่านี้มาช่วยในการตรวจหา จนนำไปสู่การค้นพบโมเลกุลฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ในที่สุด

ในขณะที่ศาสตราจารย์ ฮิเดโอะ ซากาวะ (Hideo Sagawa) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตซังโย ก็ได้ใช้แบบจำลองชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์ของเขาเพื่อประเมินหาปริมาณของฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ก็พบว่า มันมีอยู่น้อยมากเพียง 20 โมเลกุล ในทุกๆ พันล้านโมเลกุล นี่แสดงว่าทำไมมันจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากๆ แต่สำหรับแหล่งที่มาของฟอสฟีนในตอนนี้ ยังขาดหลักฐานจากการสำรวจอยู่ ในความเป็นจริงการศึกษาฟอสฟอรัสบนดาวศุกร์ หนึ่งในข้อมูลเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้นั้นมาจากยานสำรวจภาคพื้นดิน และบอลลูนตรวจอากาศ ในภารกิจ Soviet Vega 2 ในปี ค.ศ. 1985 

ดร. วิลเลียม เบนส์ (William Bains) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ผู้นำการประเมินหาวิธีสร้างฟอสฟีนในธรรมชาติ ได้รวมเอาแนวคิดของแสงแดด, แร่ธาตุที่พัดขึ้นมาจากภูเขาไฟ, หรือฟ้าผ่า มาร่วมในการวิเคราะห์ ก็พบว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้ ไม่สามารถทำให้เกิดฟอสฟีนได้อย่างใกล้เคียงเลย สำหรับแหล่งค้นพบฟอสฟีนที่มากที่สุดมีปริมาณอยู่ที่ 1 ใน 10,000 ที่กล้องโทรทรรศน์จะตรวจหาได้ และหากว่านี่คือผลลัพธ์ที่มาจากสิ่งมีชีวิตจริง ดร. พอล ริมเมอร์ (Paul Rimmer) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้คำนวณเอาไว้ว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้น่าจะมีอยู่เพียงร้อยละ 10 จากกำลังผลิตสูงสุดที่ออกมา และจุลินทรีย์ใดๆ บนดาวศุกร์นี้ ก็จะต้องมีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตทั่วไปบนโลกอย่างมากเลยทีเดียว เพื่อให้สามารถอยู่รอดในสภาวะที่เป็นกรดสูง สำหรับจุลินทรีย์บนโลกบางชนิดสามารถรับมือกับสภาวะเป็นกรดได้เพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่เมฆของดาวศุกร์เกือบทั้งหมดนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากกรด 

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าบริเวณริ้วแถบสีเข้มบนดาวศุกร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แสงอัลตราไวโอเลตถูกดูดซับ อาจเป็นแหล่งอาณานิคมของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตามแม้ที่ชั้นเมฆสูงจะมีอุณหภูมิพอเหมาะที่ 30 องศาเซลเซียส แต่ในขณะที่ 90 เปอร์เซ็นนั้นคือกรดซัลฟิวริก 

อแมนด้า โซลโลเวย์ (Amanda Solloway) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ของอังกฤษกล่าวว่า ดาวศุกร์นั้นถูกจับตามองโดยนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์มาหลายทศวรรษแล้ว และการค้นพบในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ที่ช่วยให้เราได้เข้าใจจักรวาลมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่พบว่าแม้แต่ดาวเคราะห์ที่มีสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุดอย่างดาวศุกร์ ก็ยังอาจสามารถมีสิ่งมีชีวิตได้

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Life on Venus
  2. Venus
  3. Hints of life on Venus: Scientists detect phosphine molecules in high cloud decks
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด