การศึกษาใหม่ชี้ว่าผู้มาเยือนจากต่างดาว “โอมูอามูอา” ยังคงเป็นเทคโนโลยีของเอเลี่ยน
มนุษย์จะมีหน้าตาเป็นเช่นไรถ้าไปอยู่บน “ดาวอังคาร” เป็นเวลานานๆ
มนุษย์จะมีหน้าตาเป็นเช่นไรถ้าไปอยู่บน “ดาวอังคาร” เป็นเวลานานๆ
มกราคม 1, 2021
สิ่งมีชีวิตบนดาวพฤหัสบดี
ชีวิตบน ดาวพฤหัสบดี
มกราคม 4, 2021
การศึกษาใหม่ชี้ว่าผู้มาเยือนจากต่างดาว “โอมูอามูอา” ยังคงเป็นเทคโนโลยีของเอเลี่ยน

ภาพประกอบของ 'Oumuamua วัตถุชิ้นแรกที่เราเคยเห็นผ่านระบบสุริยะของเรา ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอวกาศระหว่างดวงดาว เครดิต: European Southern Observatory/M. Kornmesser

แม้ทุกวันนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าตกลงแล้ววัตถุอวกาศ “โอมูอามูอา” (Oumuamua) นั่นคืออะไรกันแน่ บ้างก็เชื่อว่ามันเป็นเพียงก้อนหินน้ำแข็งที่เร่ร่อนอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาวก่อนที่จะเคลื่อนที่เข้ามาสู่ระบบสุริยะของเรา ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าวัตถุอวกาศนี้อาจจะเป็นยานอวกาศหรือเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจจะพังไปแล้วหรือแค่ต้องการมาสอดแนมระบบสุริยะของเรา แต่จากงานศึกษาใหม่นี้เลือกที่จะสนับสนุนความเป็นไปได้ในอย่างหลังมากกว่า เพราะคำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่อาจให้เหตุผลถึงการเร่งความเร็วของ “โอมูอามูอา” ขณะหลุดพ้นออกไปจากระบบสุริยะได้

ขณะที่ชุมชนชาววิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คิดว่าการที่เราจะได้เห็นเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวภายในระบบสุริยะของเรานั้นมันเป็นเรื่องเพ้อฝัน จนกระทั่งในปี 2018 ก็มีวัตถุลึกลับเดินทางมาไกลจากห้วงอวกาศลึกแล้วเคลื่อนที่ทะลุผ่านระบบสุริยะของเราไปวัตถุนี้มีชื่อว่า “โอมูอามูอา” รูปร่างของมันนั้นดูยาวและบาง คล้ายกับทรงซิก้า ซึ่งนักดาราศาสตร์ไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งจากการเฝ้าติดตามเส้นทางโคจรของมันยิ่งทำให้ประหลาดใจ เมื่อพบว่ามันกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร่งที่เพิ่มขึ้นเท่ากับว่ามีอะไรบางอย่างไปผลักดันมัน ถึงตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นได้ 

คำอธิบายเดียวก็คือ วัตถุนี้ถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องจักรของมนุษย์ต่างดาว ที่ใช้เทคโนโลยีเช่นเดียวกับ ‘ไลท์เซล’ (lightsail) หรือเรือใบสุริยะ ที่มีขนาดใบเรือกว้างและบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ครั้งเมื่อถูกกางออกมันจะรับแรงดันรังสีจากดวงอาทิตย์ ซึ่งจะผลักให้มันเคลื่อนที่เร็วขึ้น ผู้นำเสนอหลักการโต้แย้งนี่ก็คือ ‘อาวี โลบ’ (Avi Loeb) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากคิดว่าการเร่งความเร็วของ “โอมูอามูอา” น่าจะเกิดมาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2020 ทีมวิจัยได้เสนอว่าต้นเหตุนี้มาจากไฮโดรเจนแข็งที่ระเบิดออกจากพื้นผิวของวัตถุอวกาศระหว่างดวงดาว นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงเร็วขึ้น สองเดือนต่อมาในกลางเดือนสิงหาคมได้มีบทความวิจัยเผยแพร่ในวารสารฟิสิกส์ดาราศาสตร์ นำทีมโดย ‘อาวี โลบ’ (Avi Loeb) และ ‘ธิม ฮวาง’ (Thiem Hoang) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากสถาบันดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์อวกาศแห่งเกาหลีใต้ โต้แย้งไปว่าสมมติฐานไฮโดรเจนอะไรนั่น ไม่สามารถใช้การได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

ปัญหาของ “โอมูอามูอา” คือ มันเคลื่อนที่เหมือนดาวหางก็จริง แต่ลักษณะทางกายภาพของมันดูไม่เหมือนกับดาวหางโดยทั่วไป ทั้งโคมาแบบคลาสสิกและหางที่ปรากฏ กล่าวโดยนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ‘ดาร์ริล เซลิกแมน’ (Darryl Seligman) ผู้เขียนสมมติฐานของไฮโดรเจนแข็งจากมหาวิทยาลัยชิคาโก

โอมูอามูอา เป็นวัตถุชิ้นแรกที่เดินทางเข้ามาภายในระบบสุริยะของเรา และกลับสู่อวกาศอีกครั้ง ซึ่งตรงกันข้ามกับวัตถุในระบบสุริยะของเราส่วนใหญ่ ที่มันจะหมุนเป็นวงกลมอยู่รอบดวงอาทิตย์อย่างไม่เคยหนีหาย จากการประเมินเบื้องต้นก็คาดว่า “โอมูอามูอา” น่าจะเป็นดาวหางและมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 400 เมตร ไปจนถึง 800 เมตร แต่จากการวิเคราะห์โดยละเอียดในภายหลังพบว่ามันไม่มี ‘โคมา’ ซึ่งเป็นส่วนของน้ำแข็งจากนิวเคลียสที่ละลายกลายเป็นบรรยากาศปกคลุมนิวเคลียส อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของลักษณะดาวหาง โดยปกติแล้วดาวหางจะมาจากบริเวณที่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์และไกลยิ่งกว่าดาวเคราะห์น้อย เมื่อพวกมันเดินทางเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน น้ำแข็งที่พื้นผิวของพวกมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นก๊าซ แล้วจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเข้าใกล้กับดวงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งเราสามารถเห็นร่องรอยของมันได้จากหางอันงดงามที่ทอดยาวไกลสู่อวกาศ

เซลิกแมน กล่าวว่าการที่มันเคลื่อนที่รวดเร็วขึ้นน่าจะเป็นเพราะ การแผ่รังสีความร้อนของดวงอาทิตย์ ที่ไปทำให้ “โอมูอามูอา” อุ่นขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจึงระเบิดออกเป็นก๊าซ ทะลักออกมาจากดาวหางแล้วส่งให้มันเคลื่อนที่ออกไปจากดวงอาทิตย์ไวขึ้น คำอธิบายนี้ถูกตีพิมพ์อยู่ในบทความวิจัยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ปี ค.ศ. 2020 ในวารสารฟิสิกส์ดาราศาสตร์ นำโดย ‘ดาร์ริล เซลิกแมน’ (Darryl Seligman) และ ‘เกรกอรี่ ลาฟลิน’ (Gregory Laughlin) จากมหาวิทยาลัยเยล พวกเขาเสนอว่าวัตถุดังกล่าวคือดาวหางที่ประกอบไปด้วยโมเลกุลของไฮโดรเจนบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีน้ำหนักเบาเพราะประกอบไปด้วยอะตอมของไฮโดรเจนเพียงสองตัว (H2) และเมื่อก๊าซ H2 แข็งตัวมันจะมีความหนาแน่นที่ต่ำเมื่อเย็นมากๆ ที่อุณหภูมิติดลบ 259.14 องศาเซลเซียสในชั้นบรรยากาศโลก หรือสูงกว่าศูนย์สัมบูรณ์เพียง 14.01 องศา นักวิจัยจึงเสนอการมีอยู่ของ “ภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจน” (hydrogen icebergs) ในอวกาศที่เย็นจัดขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่าไฮโดรเจนที่มีปริมาณมากเกินไปนี้อาจไม่สามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะไม่สามารถมองเห็นหางของมันได้นั่นเอง

แต่ในบทความวิจัยใหม่ของ Hoang และ Loeb มีความเห็นแย้งกับแนวคิดนี้ แล้วบอกว่าภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนอะไรนั่นจะต้องเผชิญกับปัญหาพื้นฐานบางอย่างอยู่ โดยทั่วไปดาวหางก่อตัวมาจากฝุ่นละอองน้ำแข็งที่มาเกาะรวมกันและมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นๆ ดังนั้นดาวหางจึงเหมือนกับตุ๊กตาหิมะ พวกมันจะสามารถอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อยังไม่ละลาย การยึดเหนี่ยวกันของดาวหางนี้ก็คล้ายกับการยึดเหนี่ยวกันของก้อนน้ำแข็งที่ออกมาจากตู้แช่เย็น และเมื่อทิ้งก้อนน้ำแข็งนี้ไว้บนเคาน์เตอร์ ไม่กี่นาทีต่อมาพื้นผิวของพวกมันก็จะค่อยๆอุ่นขึ้น จนไม่อาจคงรูปได้อีกต่อไป

Hoang และ Loeb ยังโต้แย้งไปอีกว่า แม้แต่แสงของดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลมากๆ ยังสามารถทำให้ก้อนไฮโดรเจนแข็งนี้ อุ่นพอที่จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆได้ ก่อนที่พวกมันจะรวมตัวกันเป็นก้อนจนมีขนาดใหญ่เท่ากับ “โอมูอามูอา” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือช่วงระยะเวลาการเดินทางจาก “เมฆโมเลกุลยักษ์” ซึ่งเป็นพื้นที่ๆเต็มไปด้วยฝุ่นผงและแก๊สอยู่มากมายอันเป็นสถานที่อยู่ของภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนนั้น มันนานเกินไป และนานเกินกว่าที่พวกมันจะเกาะกลุ่มกันอยู่เช่นนั้นภายในอวกาศระหว่างดวงดาวได้ ดังนั้นภูเขาไฮโดรเจนที่เดินทางผ่านอวกาศมาเป็นเวลานานกว่าหลายร้อยล้านปี จึงควรจะแตกสลายไปหมดแล้วในท่ามกลางแสงของดวงดาว ก่อนจะเดินทางมาถึงระบบสุริยะของเรา

ขณะที่ Seligman บอกว่าการวิเคราะห์ของ Loeb นั้นถูกต้อง ว่าไม่ควรมีดาวหางไฮโดรเจนใดอยู่รอดยาวนานเช่นนี้ได้ครั้งเมื่อมันหลุดออกมาจากกลุ่มเมฆโมเลกุลยักษ์ แต่ทฤษฎีของเขานั้นยังใช้การได้หากว่า “โอมูอามูอา” มีอายุได้เพียง 40 ล้านปีเท่านั้น ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงยังคงใกล้เคียงสุดสำหรับการอธิบายลักษณะของ “โอมูอามูอา” 

จากการสืบย้อนรอยหาแหล่งที่มาของวัตถุอวกาศลึกลับนี้ ‘ทิม ฮาเลต’ (Tim Hallatt) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ในมอนทรีออล ได้พยายามมองไปยังกลุ่มของดาวฤกษ์เกิดใหม่สองแห่งในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ (Carina) และ กลุ่มดาวนกเขา (Columba) และพบว่าพวกมันก่อตัวขึ้นมาเมื่อราว 30 ล้านปี ถึง 45 ล้านปีก่อนภายในกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ โดยมีจำนวนดาวฤกษ์เพียงไม่กี่ดวงในนั้นที่ก่อตัวอยู่ในอาณาเขตของภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจน และมีกลไกบางอย่างที่สามารถขับไล่วัตถุประเภท “โอมูอามูอา” ออกไปได้จากดาวฤกษ์อายุน้อยที่กำลังเคลื่อนไหวกลุ่มนั้น

เมื่อวิเคราะห์รวมเอาทั้ง 3 งานวิจัยนี้เข้าไว้ด้วยกัน ก็อาจเป็นไปได้ว่า “โอมูอามูอา” น่าจะเป็นภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนที่มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ หรือ กลุ่มดาวนกเขา แนวคิดของ เซลิกแมนและลาฟลิน ยังสามารถใช้การได้อยู่ แม้วัตถุ H2 จะมีช่วงอายุที่สั้นมากภายในกาแล็กซี แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากกลุ่มดาวที่เพิ่งกำเนิดใหม่ทั้งสองข้างต้น ซึ่งจะทำให้มันมีอายุน้อยพอที่อยู่รอดได้ในระหว่างการเดินทาง

แต่ Loeb ไม่เห็นด้วย แล้วบอกว่าภูเขาน้ำแข็ง H2 ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในงานวิจัยของเขาเลย เพราะภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนน่าจะก่อตัวขึ้นมาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน และตอนนี้ก็น่าจะระเหยหายไปหมดแล้ว เขายังอธิบายว่าภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนควรมาจากเมฆโมเลกุลขนาดยักษ์ ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพื้นที่ในอวกาศของกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ หรือ กลุ่มดาวนกเขาแต่อย่างใด และเขายังตอกย้ำด้วยว่ายังไงก็ไม่มีทางที่ภูเขาน้ำแข็งไฮโดรเจนใดๆจะสามารถอยู่รอดได้ระหว่างการเดินทางในอวกาศ แม้จะมาจากกลุ่มเมฆโมเลกุลยักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ตาม


แหล่งอ้างอิง

  1. New origin story of ‘Oumuamua interstellar visitor does not involve aliens
  2. Destruction of Molecular Hydrogen Ice and Implications for 1I/2017 U1 (‘Oumuamua)
  3. Interstellar visitor ‘Oumuamua could still be alien technology, new study hints
  4. โอมูอามูอา (Oumuamua) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก
  5. Evidence that 1I/2017 U1 (‘Oumuamua) was Composed of Molecular Hydrogen Ice
SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
4.5 2 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
0
ร่วมแสดงความคิดเห็นx
()
x
กลับสู่บนสุด