โอมูอามูอา (Oumuamua) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก
ยูเอฟโอ (UFO) ในโลกแห่งความเป็นจริง1
ยูเอฟโอ (UFO) ในโลกแห่งความเป็นจริง
พฤศจิกายน 6, 2018
ขยะอวกาศ (Space Junk) ภัยอันตรายนอกโลก
ขยะอวกาศ (Space Debris) มลภาวะในวงโคจรรอบโลก
พฤศจิกายน 14, 2018
Oumuamua (โอมูอามูอา) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก

© Dotted Yeti/shutterstock

หน้าที่อย่างหนึ่งของนาซ่าก็คือการตรวจหาและเฝ้าระวังภัยอันตรายจากเทหวัตถุน้อยใหญ่ต่างๆในห้วงอวกาศ อย่างเช่น เศษหินที่อาจหลุดกระเด็นมาไกลจากการปะทะกันในแถบดาวเคราะห์น้อย, หรืออาจจะเป็นดาวหางอันเกิดจากในช่วงก่อร่างสร้างดวงอาทิตย์ที่โคจรเฉียดเข้ามาใกล้ และ รวมไปถึงวัตถุเคลื่อนที่ปริศนาอื่นๆจากระบบดาวฤกษ์เพื่อนบ้าน ที่อาจเดินทางมาเยือนระบบสุริยะของเราได้ อย่างเช่นในกรณีของ โอมูอามูอา (Oumuamua อ่านออกเสียงว่า ‘โอมัวมัว’) เป็นต้น ซึ่ง โอมูาอมูอา ถูกค้นพบได้เป็นครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์นามว่า โรเบิร์ต เวริก (Robert Weryk) ขณะทำการตรวจหาวัตถุผู้ต้องสงสัยจากฟากฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ แพน-สตาร์ส 1 (Pan-STARRS 1) ณ หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ฮาเลอาคาลา, รัฐฮาวาย, สหรัฐอเมริกา (Haleakala Observatory, Hawaii, USA) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2017 ซึ่งนี่ก็เป็นเวลานานมาเกือบ 50 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่นาซ่าเริ่มจริงจังกับการสอดส่องมองหาผู้มาเยือนจากแดนไกลอย่าง โอมูอามูอา อีกทั้งการมาเยือนของมันในครั้งนี้ (และครั้งสุดท้าย) ก็ถือได้ว่า นี้คือการตรวจพบวัตถุระหว่างดวงดาวที่โคจรเคลื่อนผ่านเข้ามายังระบบสุริยะของเราได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย ยังไม่พอแค่นี้ นอกเหนือไปจากการมาเยือนของมันจะเป็นการยืนยันว่า โลกของเรานั้นไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในอวกาศแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าพฤติกรรมความเคลื่อนไหวของ โอมูอามูอา ยังสามารถเปลี่ยนแปลงความเร่งของตัวเองได้ขณะโคจรอยู่ในระบบสุริยะ! และรวมไปถึงรูปร่างที่เรียวยาวอย่างผิดปกติของมันก็ด้วย นี่จึงทำให้หลายคนอดที่จะคิดสงสัยไม่ได้เลยว่า เจ้าสิ่งนี้มันคือ เทคโนโลยียานอวกาศอันล้ำสมัยของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวจริงหรือเปล่า?

ลักษณะทางกายภายทั่วไป

โอมูอามูอา (oumuamua) นั้นคือชื่อที่ถูกตั้งไว้ให้แก่มัน โดยคำดังกล่าวเป็นคำเรียกใช้ในภาษาของชาวฮาวายแต่เดิม ที่มีความหมายว่า scout หรือ ผู้สอดแนม และจากการประเมินค่าความสว่างที่ตรวจพบ นักวิทยาศาสตร์ก็วิเคราะห์ออกมาได้ว่า มันน่าจะมีความกว้างและลึกอยู่ที่ประมาณ 35 ถึง 167 เมตร และมีความยาวอยู่ที่ราว 230 ถึง 1,000 เมตร โดยจากลักษณะรูปทรงของมันที่มีด้านยาวมากกว่าด้านกว้างราว 10 ต่อ 1 นี้ จึงได้ไปสร้างความประหลาดใจให้กับนักดาราศาสตร์อยู่มิใช่น้อย เพราะจากการศึกษาเทหวัตถุขนาดใหญ่ต่างๆภายในระบบสุริยะเราก็บอกได้เลยว่า ไม่มีอัตราส่วนไหนๆเลย ที่มีความแตกต่างของด้านยาวและด้านกว้างมากมายขนาดนี้ อีกทั้งสีของมันยังออกไปในโทนแดงอีกด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็วิเคราะห์ออกมาว่า มันอาจมีส่วนผสมของโลหะหนักอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ คล้ายกับว่า โอมูอามูอา นั้น ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากภายนอกระบบสุริยะของเรา หรือ เป็นผู้มาเยือนจากระบบดาวฤกษ์ดวงอื่นในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก และที่สำคัญ ครั้งที่มันได้โคจรเคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์ เรากลับไม่พบสัญญาณของ ‘หาง’ ดังที่ปรากฏเป็นปกติสำหรับดาวหางทั่วไปอีกด้วย แต่ขณะเดียวกันความเร็วของมันก็ดูเหมือนจะถูกเร่งให้เร็วขึ้นอีกต่างหาก ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ดูจะขัดแย้งต่อกฎการเคลื่อนที่ทั่วไปเหลือเกิน นอกเสียจากว่า โอมูอามูอานั้นอาจไม่ใช่ผลผลิตจากธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำสมัยของมนุษย์ต่างดาวเองต่างหาก อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ก็ให้คำอธิบายว่า การที่มันสามารถเร่งความเร็วของตัวเองได้ ก็อาจเป็นผลพวงมาจากแรงดันของรังสีจากดวงอาทิตย์ ได้ไปผลักให้มันมีความเร่งที่เพิ่มขึ้น! และอีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจก็คือ โอมูอามูอานั้นสามารถยืดและหดตัวเองได้อย่างอิสระ โดยคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่า มันเป็นผลอันเนื่องมาจากการหมุนรอบตัวเอง คล้ายกับกิ่งไม้ที่หมุนเคลื่อนไปมาในกระแสน้ำ หากจะว่าไปแล้วก็เป็นที่น่าเสียดายสำหรับมนุษย์อยู่เช่นกัน ที่เราไม่อาจสามารถส่งยานสำรวจไปเยี่ยมเยือนมันได้ทัน อีกทั้งการมาเยือนของมันก็เป็นแค่การทักทายเพียงเที่ยวเดียวเท่านั้น หรือก็คือ เราจะไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะได้สำรวจวัตถุปริศนานี้อย่างใกล้ชิด

ประวัติการตรวจพบความผิดปกติของ โอมูอามูอา

ข้อมูลสังเกตุวิถีโคจรของโอมูอามูอานั้น ได้รับมาจากสองกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวายอย่าง แพน-สตาร์ส1 (Pan-STARRS1) ในโครงการเฝ้าระวังภัยจากห้วงอวกาศที่ชื่อ The Spaceguard Survey และกล้องโทรทรรศน์นานาชาติ ซีเอฟเอชที (The Canada-France-Hawaii Telescope) ที่สามารถตรวจพบวัตถุผู้ต้องสงสัยจากห้วงอวกาศได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2017 ผ่านการยืนยันขนาดรูปทรงอันเรียวยาวโดยกล้องโทรทรรศน์วีแอลที (The Very Large Telescope) ในรัฐฮาวายเดียวกัน รวมไปถึงความร่วมมือจากกล้องโทรทรรศน์ เจมิไนเซาธ (The Gemini South telescope) ในประเทศชิลีเองก็ด้วย ซึ่งข้อมูลการตรวจพบในครั้งนี้ถูกเก็บรวบรวมโดยสองนักดาราศาสตร์อย่าง คาเรน เจ. มีช (Karen J. Meech) และ โรเบิร์ต เวริก (Robert Weryk) ซึ่งทั้งคู่ได้ร่วมกันแถลงข่าวการค้นพบวัตถุลึกลับนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในวารสารวิทยาศาสตร์ เนเจอร์ (Nature) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2017 และหลังจากการโพสต์ประกาศในครั้งนั้นก็ทำให้ โอมูอามูอา ได้กลายมาเป็นวัตถุที่น่าสนใจต่อโครงการสำรวจอวกาศอย่าง Great Observatories ในทันที อันประกอบไปด้วยสองกล้องโทรทรรศน์อวกาศชื่อดังอย่าง ฮับเบิลและสปิตเซอร์ (Hubble and Spitzer)

หากจะว่าไปแล้วในก่อนหน้านี้ก็เคยมีการตรวจพบเบาะแสจางๆของ โอมูอามูอาได้อยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากมันมีขนาดที่เล็กและมืดมากจึงทำให้ยากแก่การส่องหา แม้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศอย่าง STEREO HI-1A ในภารกิจตรวจหาสิ่งผิดปกติจากดวงอาทิตย์เองก็ด้วย จนในที่สุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2017 โอมูอามูอา ก็โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งในตอนนั้นค่าความสว่างที่ปรากฏ ก็ชัดเจนสุดแค่ 13.5 mag. (Apparent Magnitude) หรือพอๆกับค่าความสว่างสุดของดวงจันทร์ไทรทัน (Triton) ดาวบริวารของเนปจูน เท่านั้น ก่อนที่มันจะได้รับการยืนยันว่าเป็นวัตถุจากนอกอวกาศจริงในวันที่ 19 ตุลาคม 2017 ซึ่งขณะนั้นค่าความสว่างของมันก็ลดลงไปเหลือแค่เพียง 23 mag. หลังจากนั้นกลางเดือนธันวาคม 2017 มันก็ปรากฎให้เห็นแบบริบหรี่ๆและเคลื่อนที่หนีออกไปด้วยความเร่งอย่างน่าแปลกใจ

จากรูปทรงอันเรียวยาวและพฤติกรรความเคลื่อนไหวของมันที่เป็นปริศนานี้ๆเอง จึงทำให้ โอมูอามูอา มักได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับยานอวกาศรามา (หรือ ยานอวกาศราม) จากนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกเรื่อง Rendezvous with Rama (หรือชื่อในภาษาไทยว่า ดุจดั่งอวตาร) ที่กล่าวถึงยานอวกาศลึกลับจากอารยธรรมอื่น ในรูปทรงกระบอกขนาดความยาวราว 30 ไมล์ ขณะเดินทางเข้ามาในระบบสุริยะ และถูกสำรวจโดยทีมนักบินอวกาศชาวโลกในเวลาต่อมา โดยนวนิยายดังกล่าวจะพยายามบอกเล่าถึงการสำรวจอันน่าตื่นตาตื่นใจในมุมมองของนักสำรวจ และกล่าวถึง “การพบปะติดต่อกันครั้งแรก” (first contact) ของสองอารยธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามจากค่าความสว่างที่ไม่เสถียรของมันบวกกับเฉดสีที่สะท้อนออกมาในโทนแดง (ซึ่งอาจเป็นสีสะท้อนจากสารอินทรีย์ หรือแร่เหล็ก) ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นเพียงดาวเคราะห์น้อยจากระบบดาวฤกษ์อื่นในทางช้างเผือกเท่านั้น อีกทั้งด้วยการยืนยันจากองค์กรเซติ หรือองค์กรการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์วิทยุ (The SETI Institute’s radio telescope) ก็ไม่ตรวจพบว่า โอมูอามูอา จะมีการส่งคลื่นวิทยุออกมาแต่อย่างใด

เส้นทางโคจร (Trajectory)

เส้นทางโคจรของ โอมูอามูอา ปรากฎคร่าวๆว่า มันมาจากระบบดาวเวก้า (Vega Star) ซึ่งเป็นดาวที่สว่างสุดในหมู่ดาวไลลา (Lyra) ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากโลกราว 25 ปีแสง โดยทำมุมโคจรขณะเข้ามาอยู่ที่ราวๆ 6 องศากับแนวเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ (Apex of the Sun’s Way) ด้วยความเร็วเฉลี่ย 26 กิโลเมตรต่อวินาที (ซึ่งเป็นความเร็วสัมพัทธ์ที่เร็วมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ ขณะเคลื่อนอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาว) จากลักษณะการเคลื่อนที่ๆความเร็วเอามากๆนี้เอง จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่แหล่งกำเนิดของมันอาจไม่ได้มาจากระบบสุริยะของเรา และจากการเฝ้าสังเกตในตลอดระยะเวลา 34 วัน ในที่สุดก็ได้รับการยืนยันจากนักดาราศาสตร์ เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ว่า เส้นทางการเคลื่อนที่ของมัน มีลักษณะวิถีโคจรเป็นแบบไฮเพอร์โบลิค (Hyperbolic Trajectory) โดยมีค่าความรีวงโคจร (Orbital eccentricity) อยู่ที่ 1.20 และมีความเร็วสูงสุดได้มากถึง 87.71 กิโลเมตรต่อวินาทีขณะโคจรเข้าเฉียดดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2017 หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือ มันมีความเร่งมากพอที่จะหนีออกไปจากระบบสุริยะของเราได้! ซึ่งโดยปกติแล้วเทหวัตถุต่างๆที่มีค่าความรีวงโคจรระหว่าง 0 – 1 จะมีเส้นทางวงโคจรอยู่โดยรอบดวงอาทิตย์ทั้งหมด แต่ถึงกระนั้น ในกรณีของวัตถุที่มีค่าความรีวงโคจรน้อยกว่า 1 ก็สามารถถูกเร่งให้เคลื่อนที่เร็วได้จนมีค่ามากกว่า 1 ได้ ดังเช่นในกรณีของดาวหางบอเวล (Bowell, C/1980 E1) ที่ถูกตรวจพบในปี 1980 ว่า มันได้ถูกเร่งให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นโดยแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี จนสามารถหลุดกระเด็นออกไปจากระบบสุริยะของเราได้ แต่ขณะที่โอมูอามูอานั้นจะแตกต่างไปจากดาวหางบอเวลตรงที่ มันมีความรีวงโคจรมากกว่า 1 ในตัวอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ใดๆภายในระบบสุริยะไปเร่งมันเลย หรือต่อให้มีมีดาวเคราะห์ปริศนาใดๆ ได้ไปเร่งให้มันเคลื่อนที่เร็วขึ้นก็ตาม ดาวเคราะห์ดวงนั้น มันก็จำเป็นต้องอยู่ห่างไกลออกไปจากดวงอาทิตย์เรามากๆ และตามกฎการเคลื่อนที่ดาวเคราะห์ของเคปเลอร์เอง มันก็ควรจะต้องเคลื่อนโคจรไปโดยรอบดวงอาทิตย์ช้าขึ้นเช่นกัน แต่จากภาพที่ปรากฎคือ โอมูอามูอานั้นกลับมีความเร่งเป็นของตัวเองอยู่แล้ว นี้จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า มันไม่ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากภายในระบบสุริยะของเรา อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการจดบันทึกมา

โอมูอามูอา คือเป็นเรือใบอวกาศจากต่างดาว

ด้วยการที่มันมีคุณสมบัติที่สามารถเร่งความเร็วตัวเองได้ และมีรูปทรงเรียวยาวคล้ายกับซิการ์นี้ จึงทำให้นักวิทยาศาตร์บางท่าน ถึงกับให้ข้อสันนิษฐานถึงต้นกำเนิดมันได้อย่างแหวกแนว เช่นมันอาจจะเป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวก็เป็นได้ ที่ได้แอบเข้ามาสอดส่องระบบสุริยะ หรืออาจใช้ดวงอาทิตย์ของเราเป็นเพียงแหล่งพลังงานไว้ใช้สำหรับเดินทางต่อในอวกาศเท่านั้น และจากข่อมูลล่าสุดโดย ชมูเอล เบียลี (Shmuel Bialy) และศาสตราจารย์อับราฮัม โลบ (Abraham Loeb) สองนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์เวิร์ดสมิทโซเนียน ก็ได้ตั้งทฤษฎีใหม่ที่แหวกแนวไม่แพ้กัน โดยพวกเขาเสนอว่า โอมูอามูอา อาจเป็นเรือใบอวกาศขนาดใหญ่จากโลกอื่น! ซึ่งเรือใบอวกาศนั้นก็คือ ยานอวกาศน้ำหนักเบาที่มีแผงรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่อยู่โดยรอบ โดยจะอาศัยแรงดันรังสีจากดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ของระบบดวงดาวอื่น มาคอยเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนให้กับยาน คล้ายกับในกรณีของใบเรือที่อาศัยกระแสลมทำให้เรือเคลื่อนที่

โดยทฤษฎีนี้ ได้อาศัยข้อมูลของผลสำรวจที่ได้รับจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ที่ตรวจพบว่าตำแหน่งของโอมูอามูอาในปัจจุบัน มันล้ำหน้าไปมากจากตำแหน่งที่ควรจะเป็น นั่นก็แสดงให้เห็นว่า มันจะต้องมีอะไรบางสิ่ง ไปทำให้โอมูอามูอาเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น! เช่น การคายแก๊ส ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีที่ว่า โอมูอามูอานั้นเป็นเพียงเทหวัตถุจำพวกดาวหางตามที่ได้มีการเผยแพร่ในบางสื่อก่อนหน้า

แต่เบียลีกับโลบไม่คิดเช่นนั้น เขาแย้งว่า หากโอมูอามูอาเป็นดาวหางจริง แล้วทำไมมันถึงไม่คายแก๊สให้เห็นเลย ขณะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ หากเกิดการคายแก๊สบนวัตถุดวงนี้จริง ด้วยการคายแก๊สจะไม่เพียงแต่ไปช่วยให้เกิดความเร่งที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่มันยังจะต้องไปมีผลต่อความเร็วในการหมุนรอบตัวเองด้วย ซึ่งจาการสำรวจก็คือ เรายังไม่พบอัตราการหมุนที่เพิ่มขึ้น

จากนั้น เบียลีกับโลบจึงพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่า โอมูอามูอา อาจเป็นเรือใบอวกาศจากอารยธรรมต่างดาว ที่มันได้ส่งมาสำรวจระบบสุริยะของเรา! โดยทฤษฎีเรือใบอวกาศจะสามารถอธิบายถึงสาเหตุการเร่งที่ผิดปกติของโอมูอามูอาได้ เพราะเมื่อโอมูอามูอาเคลื่อนที่ออกจากระบบสุริยะ แรงดันรังสีจากดวงอาทิตย์ก็จะไปช่วยเร่งให้มันได้มีความเร็วที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ด้วยการที่เราไม่สามารถตรวจพบคลื่นวิทยุใดๆที่อาจส่งออกมาได้จากมัน เบียลีและโลบจึงให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า โอมูอามูอาอาจเป็นเพียงซากเรือใบอวกาศที่หมดอายุใช้งานไปแล้ว แต่ยังคงทะยานต่อไปในอวกาศอย่างไร้จุดหมาย

สรุป

การมาเยือนของ โอมูอามูอา ได้สร้างความประหลาดใจและความน่าสงสัยไปพร้อมๆกันหลายอย่าง เช่นรูปร่างที่เรียวยาวคล้ายซิการ์, สีของมันที่สะท้อนแสงสีแดงออกมา และลักษณะการเคลื่อนที่ๆเร็วเอามากๆ รวมไปถึงความสามารถในการเร่งความเร็วตัวเองได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดทฤษฎีหลุดโลกต่างๆนาๆออกมา เช่น โอมูอามูอาอาจเป็นยานอวกาศ หรือเรือใบอวกาศเป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งอื่นใดของการมาเยือนของมันในครั้งนี้ ก็บ่งบอกได้เลยว่า นี้คือคำทักทายแรกจากห้วงอวกาศ อันเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึง การที่เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในจักรวาล

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด