วิทยาศาสตร์ทำให้ศาสนา "ไร้ประโยชน์" หรือไม่? - ร่วมถกคำถามโดยนักวิทยาศาสตร์ และนักคิดชื่อดังหลายท่าน

วิทยาศาสตร์ทำให้ศาสนา “ไร้ประโยชน์” หรือไม่? – ร่วมถกคำถามโดยนักวิทยาศาสตร์ และนักคิดชื่อดังหลายท่าน

ทัวร์ดวงจันทร์ - ไปเที่ยวดวงจันทร์ มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วคุณจะได้อะไรบ้าง และสถานที่ต้องห้ามคือที่ไหน
ทัวร์ดวงจันทร์ – ไปเที่ยวดวงจันทร์ มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วคุณจะได้อะไรบ้าง และสถานที่ต้องห้ามคือที่ไหน
ธันวาคม 17, 2020
หลุมดำยักษ์หายไปจากใจกลางกาแล็กซี - ออกล่า ตามหาหลุมดำที่หายไป
หลุมดำยักษ์หายไปจากใจกลางกาแล็กซี อย่างลึกลับ – ออกล่า ตามหาหลุมดำที่หายไป
ธันวาคม 19, 2020
วิทยาศาสตร์ทำให้ศาสนาไร้ประโยชน์หรือไม่? - โดยนักวิทยาศาสตร์ และนักคิดชื่อดังหลายท่าน

ฟรานซ์ เดอ วาล: ศาสนาเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันศาสนายังคงเป็นสากลอยู่ (จากข้อมูลประชากรโลกมีผู้ที่นับถือศาสนามากกว่า 84 เปอร์เซ็น ในขณะที่ผู้ที่ไม่นับถือศาสนามีเพียง 16 เปอร์เซ็น) สังคมของมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่ออยู่กับสิ่งเหนือธรรมชาติ อันที่จริงแล้วสังคมของเราทั้งหมดนั้นมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาแทบทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เรซา แอสลัน: ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์มาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ในความเป็นจริงเราสามารถย้อนรอยหาที่มาของศาสนาได้ตั้งแต่ก่อนมีจะโฮโมเซเปียนกำเนิดเสียอีก เราสามารถพบเห็นมันได้ทั้งในมนุษย์หิน ‘นีแอนเดอธัล’ (Neanderthal) ไปจนถึงมนุษย์สายพันธุ์ ‘อีเร็กตัส’ (Homo erectus) ดังนั้นเรากำลังพูดถึงคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว หลายร้อยหลายพันปีก่อนที่เผ่าพันธุ์ของเราจะมีตัวตนอยู่

โรเบิร์ต ซาโปอลสกี: โดยพื้นฐานแล้วไม่มีวัฒนธรรมไหนบนโลก ที่ไม่เคยมีการคิดแบบ meta-magical (ความคิดเชิงพลังเวทย์มนต์), เชื่อสิ่งลึกลับที่มองไม่เห็น, ศรัทธาตามระบบความเชื่อ หรือสิ่งอื่นๆ ที่ใกล้เคียง เพราะมันเป็นสิ่งสากลอยู่ (ไม่ได้ผิดแปลกอะไรในปัจจุบัน)

เรซา แอสลัน: ความคิดทางศาสนามันฝังอยู่ในกระบวนการรับรู้ของเราไปแล้ว มันคือแนวทางหนึ่งของการเรียนรู้ เราเกิดมาพร้อมกับมัน มันเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน ‘ดีเอ็นเอ’ ของพวกเรา จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มันต้องมีเหตุผลในเชิงวิวัฒนาการอะไรบางอย่างสิ มันต้องมีเหตุผล ต้องมีข้อได้เปรียบบางประการที่ทำให้ศาสนา หรือประสบการณ์ทางศรัทธานั้นมีอยู่ มิฉะนั้นแล้วมันจะเกิดขึ้นมาได้ยังไง

โรเบิร์ต ซาโปอลสกี: มันก็ดูสมเหตุสมผลดีว่าทำไมศาสนาถึงพัฒนาขึ้นมาได้ เพราะมันเป็นกลไกที่ช่วยลดความตึงเครียดของมนุษย์ลงได้ ที่ต้องทนอยู่ในโลกที่โหดร้าย ข้างนอกนั่นมักมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นเสมอ และเราทุกคนก็จะต้องตายในที่สุด ดังนั้นการเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่าง หรือบางคนมารับพันธกิจเหล่านี้ไว้ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยบรรเทาความทุกข์ลงได้บ้าง

อาลัน เดอ บัททัน: ศาสนาเริ่มต้นขึ้นมาจากมุมมองที่ทำให้เราแยกสิ่งที่เป็นความดี และความชั่วออกออกจากกัน ซึ่งมันมีทั้งที่เป็นแก่นดี และล่อลวง ดังนั้นแต่ละศาสนาจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่น่าเชื่อถือ มาคอยฉุดคนให้กลับไปสู่ในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ฟรานซ์ เดอ วาล: ศาสนา (ที่หลักๆ เราเห็นจนถึงทุกวันนี้) ของเรามีอายุเพียง 2,000 ปี หรือ 3,000 ปี ยังถือว่าใหม่อยู่ และสายพันธุ์ของเรานั้นเก่าแก่กว่านั้นมาก  คงจะเห็นภาพอนาคตในอีก 1 – 2 แสนปีจากนี้ลำบาก ถ้าพวกเราไม่มีศีลธรรมใดๆเลย แน่นอนว่าต้องมีกฎเกณฑ์ที่คุณควรประพฤติว่าอะไรยุติธรรม หรือไม่ยุติธรรม รวมถึงการรับผิดชอบต่อส่วนรวม เมื่อแนวโน้มทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นพวกเขาก็จะมีระบบคุณธรรมอยู่ในตัวเอง และเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ได้พัฒนาศาสนาจนเกิดขึ้นมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งแต่ละศาสนาก็ยึดติดอยู่กับศีลธรรมต่างๆ ที่เรามี ในสังคมที่มีผู้คนมาอยู่รวมกันนับพันคน หมื่นคน หรือล้านคน พวกเขาไม่สามารถจับตาดูซึ่งกันและกันได้อยู่ตลอด (เพราะในชุมชนขนาดใหญ่ หากทุกคนเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันอยู่ตลอด ชุมชนแห่งนั้นก็จะเกิดความวุ่นวาย และแตกสลายไปในที่สุด) และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีศาสนาอยู่ภายในสังคมขนาดใหญ่เหล่านี้ ซึ่งที่ๆ พระเจ้าจะคอยเฝ้าดูทุกๆคนอยู่ (ทำให้ผู้คนต่างเกรงกลัวต่อการกระทำผิด เช่นบางความเชื่อที่ว่าเมื่อทำความชั่วเยอะๆ ตายไปก็จะตกนรก หรือไปสู่วันพิพากษา) และบางทีศาสนาอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรม หรือควบคุมศีลธรรมต่างๆ (หรือบางศีลธรรมที่มาจากพระเจ้า) ให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ 

เพ็นน์ จิลเล็ต:  คนเรานั้นเก่ง ถ้าคุณได้ดูผู้คนกว่า 7 พันล้านคนบนดาวเคราะห์แห่งนี้ก็จะพบว่า นี่คือ 7 พันล้านคนที่เก่งที่สุดแล้วในตอนนี้ เราสามารถเชื่อใจเพื่อเขาได้ ยกตัวอย่างเช่นหากคุณได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในลาสเวกัสที่เกี่ยวกับการเดิมพัน เสี่ยงโชค อะไรต่างๆ เราจะรู้ดีว่าเกมนี้ทำงานอย่างไร นั่นคือผลที่ออกมาเจ้ามือมักเป็นผู้ชนะเสมอ และในกรณีนี้ก็เกิดขึ้นกับมนุษย์เรา คนที่เก่ง ก็คือคนที่อยู่รอดได้นั่นเอง

บิล ไน: เมื่อพูดถึงจริยธรรม ศีลธรรม และศาสนา เพื่อดูว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ศาสนาต้องการให้คุณทำ สิ่งที่คุณรู้สึกว่าคุณควรจะทำ หรือจริยธรรมอะไรที่อยู่มาโดยสันดาน อันที่จริงแล้วผู้คนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะฆ่ากันเองอยู่แล้ว แต่บางศาสนานั้นกลับมีกฎเกณฑ์ออกมาที่ไม่เหมาะสม มันเป็นปรปักษ์ต่อสังคม ดูได้เลยว่าสิ่งนั้นมาจากภายในคุณเอง หรือมาจากภายนอกที่ไม่ใช่ตัวคุณ

ร็อบ เบลล์: ตามความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณคือ ชีวิตนี้ที่เราแต่ละคนได้รับมา ทุกลมหายใจ มันเหมือนเป็นของขวัญ ซึ่งการปฏิบัติต่อสิ่งนี้เอง จะเป็นตัวบ่งบอกว่าเราให้ความสำคัญมันแค่ไหน

ปีเตอร์ เบเนดิกต์ โฮล์มส์: มันไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามตัวอักษรหรือไม่ เช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติชีวิตของพระเยซู แห่ง นาซาเร็ธ ที่มันเป็นเรื่องราวเพราะจำเป็นต้องถูกอธิบายให้ได้ และบางครั้งศาสนาจำเป็นต้องมีเรื่องราว แล้วเรื่องราวเหล่านั้นมันสามารถเปลี่ยนคุณได้ สิ่งต่างๆในเชิงสัญลักษณ์ สามารถเปลี่ยนคุณได้ (มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต และการดำรงอยู่ของผู้คน) ซึ่งคุณจะเห็นได้จากวัฒนธรรมต่างๆ รอบเรา ตัวอย่างเช่นแบทแมนที่เป็นสัญลักษณ์ เมื่อเราออกเดินไปตามท้องถนน ลองดูว่าจะมีชายสักกี่คนโดยเฉพาะผู้ที่สวมเสื้อแบทแมน มันคือบางสิ่งที่สื่อให้เรารู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กชายผู้ที่สูญเสียพ่อแม่ เขาได้ใช้ความรู้สึกนี้เป็นแรงผลักดันไปสู่การกลายเป็นฮีโร่ และนั่นคือสัญลักษณ์ ในขณะที่เรื่องราวของพระคริสต์นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องราวของฮีโร่ได้เช่นกัน ผู้คนต้องการสิ่งเหล่านี้ ผู้คนไม่ได้ต้องการจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่ได้ต้องการที่จะรู้ว่า ‘ดีเอ็นเอ’ บนผ้าห่อพระศพแห่งตูรินนั้นใช่เขาไหม หรือในเรื่องราวของการตรึงกางเขน ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมามีคนพยายามทำความเข้าใจสาเหตุทางกายภาพของการเสียชีวิตของพระเยซู แต่กลับไม่มีใครพูดถึง มันไม่เกี่ยวกันเลย จริงๆ มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายภายในใจคุณล้วนๆ สัญลักษณ์เหล่านี้อาจเป็นอะไรก็ได้ เช่นอาจเป็นภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล, อาจเป็นศาสนาพุทธ, การไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้า, คาทอลิก หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณนั้นรู้สึกสงบ และเคารพ และที่สำคัญคือยังทำให้คุณรู้สึกสนุก และปรับให้เข้ากับการดำรงชีวิตได้

ร็อบ เบลล์: ความคิดนี้ทำให้ศรัทธา และวิทยาศาสตร์เกิดเป็นปรปักษ์ต่อกัน ทั้งสองสิ่งนี้กำลังมองหาความจริง, ทั้งสองก็มีความรู้สึกพิศวง, คาดหวัง และการสำรวจ พวกเขาตั้งชื่อให้ตามแง่มุมที่ต่างกันของประสบการณ์ที่ได้รับ วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับเรื่องภายนอก เช่นความสูง, น้ำหนัก, แรงโน้มถ่วง หรือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ในขณะที่ในเรื่องของศรัทธา มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ภายใน เช่นความเมตตา, กรุณา, ความทุกข์ หรือความเสียใจ ทั้งสองสิ่งนี้มีวิธีการสำรวจในมิติที่แตกต่างกันของประสบการณ์มนุษย์ 

ฟรานซิส คอลลินส์: วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพยายามหาคำตอบที่ชัดเจน ว่าธรรมชาตินั้นทำงานอย่างไร มันคือกระบวนการที่สำคัญมาก แล้วค่อนข้างน่าเชื่อถือ หากดำเนินการอย่างถูกต้องด้วยการสร้างสมมติฐาน และการทดสอบ โดยการรวบรวมข้อมูลมา จากนั้นจึงสรุปให้มั่นใจว่าถูกต้องแน่ชัด ดังนั้นถ้าคุณต้องการตอบคำถามที่เกี่ยวกับวิธีการทำงานของธรรมชาติแล้วล่ะก็ วิทยาศาสตร์เป็นหนทางที่จะนำคุณไปสู่จุดนั้นได้ แต่ศรัทธาในที่นี้ จริงๆ คือการถามคำถามที่แตกต่างกันออกไป เพราะในบางคำถามเชิงปรัชญา ‘ศรัทธา’ อาจช่วยได้ เช่นทำไมเราจึงไม่อยู่ที่นี่? ทำไมจึงมีบางสิ่งเกิดขึ้นแทนที่จะว่างเปล่า หรือคำถามที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริงไหม? ซึ่งความไม่ชัดเจนในคำตอบของคำถามเหล่านี้ในทางวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถใช้การได้


ผู้ร่วมสนทนาได้แก่

  • ฟรานซ์ เดอ วาล (Frans de Waal) นักวานรวิทยา และพฤติกรรมวิทยาชาวฮอลันดา
  • เรซา แอสลัน (Reza Aslan) นักวิชาการด้านศาสนาศึกษา นักเขียน และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอิหร่าน – อเมริกัน
  • โรเบิร์ต ซาโปอลสกี (Robert Sapolsky) นักวิจัยระบบประสาทวิทยา และนักเขียนชาวอเมริกัน
  • อาลัน เดอ บัททัน (Alain de Botton) นักปรัชญา และนักเขียนชาวอังกฤษ (เกิดที่สวิตเซอร์แลนด์)
  • เพ็นน์ จิลเล็ต (Penn Jillette) นักมายากลชาวอเมริกัน ผู้ที่มีความสงสัยทางวิทยาศาสตร์, นักแสดง, นักดนตรี, นักประดิษฐ์, ผู้จัดรายการโทรทัศน์ และนักเขียน
  • บิล ไน (Bill Nye) วิศวกรเครื่องกลชาวอเมริกันนัก, นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และผู้จัดรายการโทรทัศน์
  • ร็อบ เบลล์ (Rob Bell) นักเขียนชาวอเมริกันผู้พูด และอดีตศิษยาภิบาล
  • ปีเตอร์ เบเนดิกต์ โฮล์มส์ (Pete Holmes) นักแสดงตลกนักแสดง, นักเขียน, โปรดิวเซอร์ และพ็อดคาสเตอร์ชาวอเมริกัน
  • ฟรานซิส คอลลินส์ (Francis Collins) นักพันธุศาสตร์แพทย์ชาวอเมริกัน

แหล่งอ้างอิง

  1. Has science made religion useless?
  2. Irreligion
SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
4.7 3 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
กลับสู่บนสุด