Simulation hypothesis: สมมติฐานการจำลอง - ถ้าจักรวาลทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมา

Simulation hypothesis: สมมติฐานการจำลอง – ถ้าจักรวาลทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมา

3 ระดับความก้าวหน้าของอารยธรรม โดย คาร์ดาเชฟ (Kardashev scale)
Kardashev scale: 3 ระดับความก้าวหน้าของอารยธรรม โดย คาร์ดาเชฟ
กรกฎาคม 31, 2020
เนื้อหาสรุปของ คลิปสอบปากคำมนุษย์ต่างดาวทั้ง 3 คลิป
เนื้อหาสรุปของ คลิปสอบปากคำมนุษย์ต่างดาวทั้ง 3 คลิป และเบื้องหลังความจริงทั้งหมด
สิงหาคม 2, 2020

สมมติฐานการจำลอง หรือทฤษฎีการจำลอง นั้นบอกว่าความเป็นจริงทั้งหมดที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นโลกของเรา และจักรวาลแห่งนี้ อันที่จริงแล้วก็คือ โลกจำลองประดิษฐ์ คล้ายกับคอมพิวเตอร์จำลองที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มักจะใช้ควบคู่ไปกับการศึกษาทฤษฎีในแบบจำลองต่างๆ เพื่อค้นหาความจริง  ปัจจุบันสมมติฐานการจำลองถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางพล็อตเรื่องสำคัญให้แก่บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่นนิยาย, การ์ตูน และภาพยนตร์

หากสมมติฐานการจำลอง คือเรื่องจริง มันจะกลายเป็นเรื่องชวนสับสนมาก ที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่กำลังค้นหาความจริงของจักรวาล ทั้งจากการศึกษาสิ่งรอบตัว ตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับอะตอม ไม่ว่าจากการตรวจวัดในฐานข้อมูลใดๆ หรือทั้งจากการจำลองในทางคอมพิวเตอร์ ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับการพยายามค้นหาว่าโลกจำลองนี้คืออะไรในทางอ้อม


ความจริงเสมือน (Virtual reality)

ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ภายในคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ พัฒนาไปไกลอย่างมาก จนหากย้อนหลังไปสัก 50 ปีก่อน เราก็คงไม่คิดว่าเราจะไปได้ไกลถึงขนาดนี้ ไหนยังจะมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่เป็นขั้นบันไดก้าวกระโดดไปสู่สุดยอดโลกแห่งการประมวลผลในทางคอมพิวเตอร์แบบใหม่รออยู่อีก ด้วยเทคโนโลยีของเราที่พัฒนาไปไกลขึ้นไปเรื่อยๆ แบบที่แสดงให้เห็นในกราฟเลขยกกำลังเช่นนี้ ก็เริ่มจะทำให้ โลกแห่งความเป็นจริง และโลกเสมือนในทางคอมพิวเตอร์ เข้ามาใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น (จนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือของจริง หรืออันไหนคือของที่ทำขึ้นมากันแน่)

ปัจจุบันมีเทคนิคและซอฟต์แวร์ทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกที่สมจริงมากยิ่งขึ้นเลยเรื่อยๆ นี่คือภาพของ lilmiquela และ Saya CGI ที่เหมือนคนมาก จนบางคนคิดว่าพวกเธอคือของจริง รวมถึงคลิป Demo ล่าสุดจากเกมเอนจินค่ายชื่อดัง Unreal Engine 5 ที่รันบน PlayStation 5 ได้อย่างสมจริง และคอมพิวเตอร์กราฟิกอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง ซึ่งทั้งหมดคืองานเลียนแบบของจริง อย่างเช่น แสงเงาตกกระทบ มิติของวัตถุ ระบบฟิสิกส์ต่างๆ และการเคลื่อนไหว (ไม่รวมเรื่องราวแฟนตาซี) เป็นต้น เพียงแต่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์

หรือจะกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า เทคโนโลยี ที่ก้าวหน้ามากพอ ก็สามารถโน้มน้าวให้ผู้เข้าร่วมหนึ่งๆ เชื่อว่า ความจริงเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ภายในคอมพิวเตอร์นั้นคือความจริงได้เช่นกัน


ต้นกำเนิดแนวคิดโลกจำลอง

หากสืบสาวเรื่องราวของแนวคิดโลกจำลอง ดีๆ แล้วก็จะพบว่า มันถูกเล่าขานกันมานานโดยนักปรัชญา และในประวัติศาสตร์ของโลกวิทยาศาสตร์ ที่พยายามทำความเข้าใจว่า บางทีแล้วความเป็นจริง อาจเป็นเพียงสิ่งลวงตา 

สิ่งที่คล้ายกันในแนวคิดโลกจำลองในเชิงปรัชญาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘สมมติฐานเชิงวิมตินิยม’ (Skeptical hypotheses) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อ ‘วิมตินิยมเชิงปรัชญา’ (Philosophical skepticism) ที่จะกล่าวถึงสถานการณ์สมมุติเพื่อมาไขถึงความน่าสงสัย ในเรื่องของสิทธิ หรือการอ้างสิทธิ์ต่างๆ โดยทั่วไปแล้วสมมติฐานจะแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของพลังแห่งการหลอกลวงภายใต้สติการรับรู้ของเรา และทำลายความชอบธรรมของความตระหนักรู้ที่ยอมรับได้ ให้เป็นอย่างอื่นจากที่ควรจะเป็น 

สมมติฐานเชิงวิมตินิยม กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ และปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในงานเขียนของ ‘เรอเน เดการ์ต’ (René Descartes) นักปรัชญา และนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส ในชื่อ ‘การครุ่นคิดเกี่ยวกับปรัชญาที่หนึ่ง’ (Meditations on First Philosophy) เผยแพร่ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1641 ในภาษาละติน (แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดย ‘ดยุก แห่ง ลุยเน่’ (Duke of Luynes) ใน ปี ค.ศ. 1647) ในตอนจบแรกในหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า “ฉันคิดอยู่ว่า….น่าจะมีปีศาจร้ายบางตัวที่มีพลังอำนาจ และเล่ห์เหลี่ยมจัด ได้ใช้พลังทั้งหมดของตนเพื่อหลอกลวงฉันอยู่”

เดการ์ตพยายามหากลุ่มของหลักการที่สามารถเชื่อถือได้ว่าจริง โดยปราศจากข้อสงสัยทุกสิ่ง เขาใช้วิธีการหนึ่งที่เรียกว่า ‘กังขาคติเชิงวิธีวิทยา’ (Methodological Skepticism) กล่าวคือ เขาจะสงสัยกับทุกๆ ความคิดที่สามารถจะสงสัยได้ และจะไม่เชื่ออะไรในสิ่งที่ตนเองรับรู้ในทันที ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม 

เขายกตัวอย่างของการฝันว่า ในความฝัน ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราอาจรับรู้อะไรได้เหมือนจริง แต่สิ่งที่เรารับรู้นั้นล้วนไม่มีอยู่จริง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อมูลที่ได้จากประสาทสัมผัสนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเป็นความจริง ไม่แน่ว่าอาจมี “ผู้จ้องทำลายที่ร้ายกาจ” ที่สามารถปิดบังเราจากการรับรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งได้ เมื่ออาจมีความเป็นไปได้เหล่านี้แล้ว จะเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถเชื่อได้อย่างแท้จริง?

หลังจากเดการ์ตครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ค้นพบความเป็นไปได้เพียงข้อเดียว เขากล่าวว่า “ถ้าฉันถูกหลอกได้ นั่นแปลว่า “ฉัน” จะต้องมีอยู่จริง”  (ปัจจุบันวาทะที่โด่งดังของความคิดนี้ถูกกระจายไปอย่างกว้างขวางในคำกล่าวที่ว่า “je pense donc je suis” หรือ “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”) *คำพูดนี้ถูกเขียนในงานเขียน Discourse on Method

หรือจะกล่าวโดยสรุป ในงานของ เดการ์ต ก็คือ สิ่งที่เราเห็นอยู่ทั้งหมดบนโลก ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมายา ที่มีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเขาได้หลอกล่อให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เราสัมผัสได้ทั้งหมดนั้นคือของจริง

แนวคิดสมมติฐานเชิงวิมตินิยม ในแบบอื่นๆ ได้แก่

  1. สมองในถัง (Brain in a vat) นี่คือสมมติฐานในทางวิทยาศาสตร์ ที่กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สมองของเรายังสามารถทำงานได้อยู่ ขณะที่มันออกมาอยู่ข้างนอกร่างกาย ดังนั้นในความคิดเชิงทดลองนี้จะกล่าวว่า เมื่อนักวิทยาศาสตร์บ้าผู้หนึ่ง ได้นำสมองดังกล่าวมาแช่เอาไว้อยู่ภายในถัง ที่ภายในถังนั้นมีสารละลายของเหลวเอื้อหนุนชีวิตอยู่ แล้วทำการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทของสมองผ่านเข้าไปอยู่ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการกระตุ้นสมองด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไป เพื่อทำให้สมองนั้นได้เกิดการรับรู้แบบปกติ และคิดว่าตนเองนั้นกำลังเดินอยู่ หรือกำลังทำกิจกรรมอะไรต่างๆ อยู่ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยนักวิทยาศาสตร์บ้า จากเรื่องราวไร้มนุษยธรรมนี้จะเห็นได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่สมองในถังนั้น ไม่อาจแยกแยะได้ถึงความเป็นจริง และไม่รู้ว่าตนเองนั้นกำลังถูกควบคุมบงการอยู่ภายในความเป็นจริงที่ถูกจำลองขึ้นมา (Simulated reality) ในสถานการณ์เช่นนี้ สมองในถัง จะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงโลกภายนอกได้เลย นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถูกป้อนไว้ให้ ดังนั้นหากนักวิทยาศาสตร์บ้า ได้เฉลยว่าสมองกำลังอยู่ภายในความเป็นจริงที่ถูกจำลองขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นกับความตระหนักรู้ของสมองในถัง แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ คือเชื่อในสิ่งที่ตนเองสัมผัสรู้เท่านั้น หรือจะยอมเชื่ออย่างทรมานในสิ่งที่ตนเองนั้นไม่อาจมีวันเข้าใจได้เลย 
  1. การอ้างเหตุผลภายในความฝัน (dream argument) ของ เดการ์ต และ จวงจื่อ (Descartes and Zhuangzi) ที่กล่าวว่าเราไม่อาจแยกแยะความจริงได้ขณะอยู่ในฝัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราว Butterfly Dream (ความฝันของผีเสื้อ) ที่ปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทที่สอง ‘บนความเท่าเทียมกันของสิ่งต่างๆ’ (On the Equality of Things) โดยจวงจื่อ เรื่องราวนี้ถูกเขียนมานานกว่า 2,000 ปีมาแล้ว (โดยจวงจื่อมีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช) เนื้อหากล่าวว่า ครั้งหนึ่งจวงโจว (Zhuang Zhou-ชื่อเดิมของจวงจื่อ) ฝันว่าเขาเป็นผีเสื้อกำลังบินอย่างมีความสุข และพึ่งพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่นี้มาก โดยแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาคือ จวงโจว แต่ทันใดนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา ขณะนั้นเขาเริ่มสับสนชั่วขณะว่า ตกลงแล้วเขาคือจวงโจวผู้ที่ได้ฝันว่าตนเองนั้นเป็นผีเสื้อ หรือว่าเขานั้นคือผีเสื้อตัวนั้น ที่กำลังฝันเป็นจวงโจวอยู่กันแน่ ดังนั้นจึงจะกล่าวได้ว่า ตัวตนระหว่างจวงโจว และผีเสื้อในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงของ “ความแตกต่าง” ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ” ในบทที่สองนี้ จวงจื่อนั้นมีความสงสัยว่าตกลงแล้วเขาเป็นชายผู้ที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือว่าผีเสื้อกันแน่ที่ฝันว่าเป็นเขา ในบริบทนี้จะเห็นว่า จวงจื่อ ได้เล่นประเด็นเกี่ยวกับการแปลงเปลี่ยนที่แสดงให้เห็นว่า มีความแตกต่างระหว่างกำลังตื่น และกำลังฝันอยู่ ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าสองสิ่งของกันและกันอย่างไหนที่ผิด หากสิ่งหนึ่งไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อีกสิ่งหนึ่ง ตอนนี้กำลังฝัน หรือกำลังตื่นกันแน่ 
  1. ปีศาจร้ายของเดการ์ต (Descartes’ evil demon) ปีศาจร้าย (The evil demon) หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า อสูรพยาบาท (malicious demon) และ อัจฉริยะที่ชั่วร้าย (evil genius) ปีศาจร้าย หรืออสูรตนนี้ คือแนวคิดในเชิงปรัชญาคาร์ทีเซียน (Cartesianism) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1641 ในงานเขียนที่ชื่อ ‘การครุ่นคิดเกี่ยวกับปรัชญาที่หนึ่ง’ ของ เรอเน เดการ์ต เขาจินตนาการว่ามีปีศาจร้ายอยู่ ที่กำลังใช้พลังและความฉลาดแกมโกงต่างๆ ทั้งหมดหลอกลวงเขาอยู่ ปีศาจชั่วร้ายนี้จินตนาการว่ามาจากโลกที่สูงกว่าดังที่เดการ์ตได้กล่าวไว้ว่า “ฉันคิดว่าท้องฟ้า, อากาศ, พื้นโลก, สี, รูปร่าง, เสียง และทุกสิ่งนั้นเป็นเพียงภาพมายาแห่งความฝัน ที่ถูกสร้างขึ้นมาล่อลวงต่อการตัดสินใจของฉัน ฉันควรพิจารณาตัวเองว่าไม่มีมือ หรือตา หรือกายเนื้อ หรือเลือด หรือความรู้สึกใดๆ แต่ขณะที่ความเชื่อที่ผิดคือ ฉันมีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว” นักวิชาการคาร์ทีเซียนบางคนเสนอว่า ปีศาจตนนี้มีอำนาจที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎทางคณิตศาสตร์ และพื้นฐานเชิงตรรกะได้ทุกเมื่อ แม้จะขัดต่อสมมติฐานของเดการ์ตก็ตาม ที่เขาอ้างว่าปีศาจร้ายนั้นมีอำนาจทุกอย่าง
  1. สมมติฐานห้านาที (The five minute hypothesis) เป็นหนึ่งในแนวคิดสมมติฐานเชิงวิมตินิยมอย่างหนึ่ง โดย เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และนักตรรกวิทยารางวัลโนเบลชาวอังกฤษ กล่าวไว้ในหนังสือ ‘การวิเคราะห์ของจิตใจ’ (The Analysis of Mind) ของตนว่า “ไม่มีเหตุผลที่เป็นไปไม่ได้ในสมมติฐานที่ว่าโลกนี้เพิ่งปรากฏขึ้นมาเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว เหมือนราวกับผู้คนที่จดจำอดีตที่ไม่มีอยู่จริงมาทั้งหมด ไม่มีจุดเชื่อมต่อตามหลักเหตุผลระหว่างเหตุการณ์ในเวลาที่แต่ต่างกัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรในตอนนี้ หรืออนาคตที่สามารถพิสูจน์สมมติฐานที่โลกเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 นาทีก่อนได้” หรือสรุปโดยย่อได้ว่า จักรวาลอาจกำเนิดขึ้นมาสู่การมีตัวตนจากการที่ไม่มีอะไรเลย เมื่อ 5 นาทีก่อน โดยรวมเอาเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ, บันทึก และร่องรอยทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เอาไว้ในนั้น ทุกสิ่งอาจเกิดขึ้นได้ในทันที แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานอยู่ของความเป็นไปได้ ในขณะที่ตามหลักคิดทางวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งที่เราค้นพบอยู่เป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่คาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่ามีอยู่ (ผ่านการคำนวณในความรู้ที่สะสมกันมานานของเรา) ก่อนจะถูกค้นพบ
  1. สมมติฐานความเป็นจริงจำลอง (simulated reality hypothesis) หรือสมมติฐานเมทริกซ์ (Matrix hypothesis) กล่าวว่าพวกเราทุกคน หรือแม้แต่จักรวาลทั้งหมดที่เราเห็นอยู่นี้ อาจอยู่ภายในการจำลองของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

ความเป็นจริงจำลอง (Simulated reality)

ความเป็นจริงจำลอง คือสมมติฐานของความจริงที่สามารถถูกจำลองขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไปสู่ในระดับที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ว่าอะไรคือแก่นแท้ของความจริง สำหรับผู้ที่อยู่ภายในสถานการณ์จำลอง พวกเขาอาจสามารถตระหนักรู้ได้ว่าเขาอยู่ภายในโลกจำลอง หรือในอีกทางหนึ่งเขาจะไม่มีทางรู้ได้เลยก็ได้

ทั้งหมดนี้แตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในความจริงเสมือน (virtual reality) ที่เกิดจากเทคโนโลยีของมนุษย์ เพราะว่าผู้เข้าร่วมที่สัมผัสอยู่ภายใน พวกเขารู้ตัวเองอยู่แล้วว่านี่คือโลกเสมือนจริง (หากไม่ถูกหลอกให้เชื่อ) ดังนั้นพวกเขาจะไม่สนใจ หรือตั้งข้อสงสัยให้กับธรรมชาติที่ปรากฏรอบตัวเขามากนัก

ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่ถูกจำลองขึ้นมา (Simulated reality) ซึ่งในส่วนนี้ต้องเรียกว่ายากมาก จนถึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะแยกความเป็นจริงออกมาจากความไม่จริง หรือแยกความไม่จริงออกมาจากความเป็นจริง ในหัวข้อดังกล่าว ทุกวันนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเชิงปรัชญา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในงานเชิงการคำนวณทางคอมพิวเตอร์


ข้อถกเถียง

สมมติฐานจำลองนั่นมีอยู่หลายแบบด้วยกัน และสำหรับในยุคแรกๆ ถูกกล่าวถึงอยู่ในข้อโต้แย้งทางปรัชญา ของ ‘เรอเน เดการ์ต’ (René Descartes) แล้วต่อมาของ ‘ฮาน โมราเวก’ (Hans Moravec)

สำหรับในยุคสมัยใหม่ นักปรัชญา ‘นิค บอสตรอม’ (Nick Bostrom) ได้พยายามนำเอาข้อโต้แย้งของนักคิด และนักปรัชญาในรุ่นเก่า มาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของความเป็นไปได้ เขาให้เหตุผลออกมา 4 ข้อ ที่มีแนวโน้มว่าหนึ่งข้อในเหตุผลสั้นๆ ทั้งสี่นี้อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องได้แก่

  1. อารยธรรมของมนุษย์ หรืออารยธรรมอื่นที่เทียบเท่า ไม่น่าจะเข้าถึงระดับของเทคโนโลยีที่จะสามารถสร้างการจำลองความเป็นจริงได้ หรือการจำลองดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ
  1. อารยธรรมที่เทียบเคียงกับสถานะทางเทคโนโลยีดังกล่าว จะไม่ก่อให้เกิดความเป็นจริงที่จำลองขึ้นได้ด้วยเหตุผลหลายประการเช่น กำลังในขั้นตอนการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์, ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลของจำนวนจริงทั้งหมดภายในจักรวาล (ซึ่งมีมหาศาลมาก) และข้อคำนึงในทางจริยธรรมอันหลากหลาย และอื่นๆ
  1. สิ่งที่เราเห็นอยู่นั้น คือชุดของประสบการณ์เกือบทั้งหมดที่อาศัยอยู่ภายในการจำลอง (ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหน่วยที่เล็กที่สุดของอะตอมอาจเป็นเพียงบิตข้อมูลในทางคอมพิวเตอร์)
  1. เราไม่ได้อาศัยอยู่โลกจำลอง แต่กำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ ในโลกของความเป็นจริงที่กำลังดำเนินไปสู่อนาคต

นอกจากนี้ บอสตรอม ยังให้ความเห็นในเรื่องของอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากพอ ว่า มีความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถสร้างการจำลองขึ้นมาอยู่บนพื้นผิวของโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัย หลักทางฟิสิกส์ดิจิทัล (digital physics  ซึ่งเป็นชุดของมุมมองทางทฤษฎีตามหลักฐานที่ว่าจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูล) เข้ามาช่วยเลย และจำลองให้ประชากรบนพื้นที่แห่งนั้น มีความตระหนักรู้เทียบเคียงได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งอาจมีการจำลองสถานการณ์อื่นๆ รวมอยู่ภายในนั้นด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรคำนึงถึงทรัพยากรอันเหมาะสม ที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย

หากมนุษย์เราไม่ถูกทำลาย หรือไม่ก็ทำลายล้างกันเองเสียก่อนที่จะได้พัฒนาเทคโนโลยีก้าวไกลกว่านี้ รวมทั้งหากลูกหลานของเราไม่ถูกกีดกันด้วยข้อกฎหมาย หรือศีลธรรมที่ต่อต้านในเรื่องของการจำลองเสียก่อน บอสตรอม ให้ความเห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะนับว่ามีแต่เพียงเราที่ตระหนักรู้ได้และมีสติปัญญากว่า ชีวิตฉลาด ผู้ที่ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาเร็วกว่า หรือช้ากว่าเรา ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในก่อนหน้านี้ (ซึ่งเราชาวเซเปียนถือเป็นสปีชีส์ของสกุลมนุษย์ลำดับท้ายๆ จากแต่เดิมทั้งหมดมี 9 สปีชีส์ เหลือรอดเพียงแค่เรา) รวมถึงอาจมีชีวิตฉลาดที่เกิดขึ้นได้หลังจากเราซึ่งอาจอยู่ในการควบคุมของมนุษย์อีกที ภายใต้สถานการณ์จำลอง

ในทางญาณวิทยา มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในสถานการณ์จำลอง ยกตัวอย่างเช่น บอสตรอม ให้ข้อสังเกตว่า มันจะมีไหมที่เช้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วเปิดหน้าต่างรับแสงอรุณ ทันใดนั้น ก็มีป๊อบอัพเด้งขึ้นมา ซึ่งเป็นกล่องข้อความเขียนว่า “คุณกำลังอยู่ในโลกจำลอง คลิกตรงนี้เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม” แน่นอนว่าหลายคนๆ คงไม่น่าจะเคยพานพบเหตุการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตามถึงเราจะอยู่ในโลกจำลอง ด้วยความไม่สมบูรณ์แบบของสิ่งแวดล้อมจำลอง คงเป็นเรื่องยากที่มนุษย์ตาดำๆ อย่างเราๆ จะสามารถตรวจพบได้ รวมถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของมัน 

แม้แต่หน่วยความจำจำลองอันไม่พึงประสงค์ ก็ยังสามารถถูกลบทิ้งได้ด้วยกระบวนการทางโปรแกรมมิ่ง อย่างไรก็ตามหากมีหลักฐานใดๆ ปรากฏขึ้นมานำไปสู่ความจริงที่แท้ ไม่ว่าจะมาจากการพยายามค้นหาข้อหักล้างสมมติฐานเชิงวิมตินิยม หรือไม่ก็ตาม มันก็คงจะเปลี่ยนแปลงความคิดในเรื่องของความน่าจะเป็นที่กล่าวมาในข้างต้นเกี่ยวกับว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกจำลองไปอย่างสิ้นเชิง


ทฤษฎีการคำนวณทางจิต (Computationalism)

ทฤษฎีการคำนวณทางจิต (Computational theory of mind หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Computationalism) คือปรัชญาของทฤษฎีจิต ที่ระบุว่าการรับรู้ของเรานั้น เป็นรูปแบบอย่างหนึ่งของการคำนวณ ซึ่งในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสมมติฐานการจำลอง ที่แสดงให้เห็นว่า เราจะสามารถจำลองสติการรับรู้ได้อย่างไร ให้ได้ ‘ผู้คนเสมือนจริง’ (virtual people) ตามความต้องการออกมา 

ยกตัวอย่างเช่น เรารู้ดีว่าระบบทางกายภาพ นั้นทำงานเช่นไร ดังนั้นเราจึงสามารถจำลองมันขึ้นมาได้อย่างมีความแม่นยำ 

หากแนวคิดของทฤษฎีการคำนวณทางจิตถูกต้อง โดยปราศจากปัญหาในเรื่องของการสร้างจิตสำนึกประดิษฐ์  หรือความรู้ความเข้าใจประดิษฐ์ ได้ ก็จะช่วยเสริมให้ สมมติฐานความเป็นจริงจำลอง ได้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ และ ปรากฏการณ์แห่งจิตสำนึก นั้นอาจมีความไม่แน่นอนได้ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าองค์ประกอบที่ต้องการในคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตตามแนวคิดของ ทฤษฎีชีวิตนิยม (Vitalism) ที่เชื่อว่า “สิ่งมีชีวิตนั้นมีพื้นฐาน ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพราะประกอบไปด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ธาตุทางกายภาพ หรือ อยู่ภายใต้หลักการที่แตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต” 

ดังนั้นหากนักวิทยาศาสตร์ สร้างผู้คนจำลองขึ้นมา 1 คน พฤติกรรมที่ปรากฏ อาจไม่ต่างอะไรกับผีดิบ ในแนวคิด ‘ซอมบี้เชิงปรัชญา’ (Philosophical Zombies) กล่าวว่าซอมบี้อาจมีหน้าตารูปร่างที่ไม่ต่างไปจากเรา แต่สิ่งที่ต่างก็คือ ซอมบี้นั้นขาด สติการรับรู้, ประสบการณ์เรียนรู้ หรือ ความรู้สึกต่างๆ สิ่งนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อการอ้างเหตุผลของ นิค บอสตรอม มาก เพราะว่าเราไม่สามารถจำลองจิตสำนึกใดๆ ได้ ถ้าจิตสำนึกอย่างที่เรารู้จัก ไม่สามารถจำลองได้ 

สมมติฐานเชิงวิมตินิยม (skeptical hypothesis) ที่ทำการสงสัยต่อความจริงในหลายๆเรื่อง ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เราก็คงยังสามารถติดอยู่ภายในสมองในถังได้ โดยที่ยังมีจิตสำนึกรู้ อยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำลองขึ้น แม้ว่าจิตสำนึกจะไม่สามารถถูกจำลองขึ้นมาได้ก็ตาม ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ถูกจำลองขึ้นมานี้จะแตกต่างจาก ความจริงเสมือน (virtual reality) ในปัจจุบัน ที่เราสามารถรับประสบการณ์ได้เพียงแค่ 3 อย่าง ได้แก่ การมองเห็น, เสียง, และกลิ่น ในขณะที่ ความเป็นจริงจำลองนั้นต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 โดยรวมเอาในเรื่องของการลิ้มรส และการสัมผัส เข้าไปด้วย

นักทฤษฎีบางท่านให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าเราสามารถจำลองสติการรับรู้เรื่องต่างๆ จากการคำนวณขึ้นมาได้ นั้นก็เท่ากับว่า สติการรับรู้ของเราในตอนนี้ ก็คือการคำนวณอย่างหนึ่ง แล้วอย่างไหนล่ะที่จะยอมรับได้ถึงในเรื่องการมีอยู่ของการจำลอง หรือสิ่งที่อยู่เหนือจากการจำลองขึ้นไป


ความฝัน 

ความฝันถือได้ว่าเป็นประเภทของการจำลองอย่างหนึ่ง ที่สามารถหลอกคนขณะที่กำลังหลับอยู่ ให้คิดว่าตนนั้นกำลังโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งความจริงได้ ปัจจุบันเรายังไม่สามารถตัดประเด็นในเรื่องของ สมมติฐานในความฝัน (dream hypothesis) ออกไปได้ แม้ว่าจะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ก็ตาม ในเรื่องของสามัญสำนึก และวิจารณญาณในกฎเรียบง่าย

นักปรัชญาคนแรกที่ตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่างความจริงและความฝันก็คือ จวงจื่อ (Zhuangzi) นักปรัชญาชาวจีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช และเป็นที่รู้จักกันดี ในปัญหาของ ‘ความฝันของผีเสื้อ’ (Butterfly Dream) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ ครั้งหนึ่งจวงจื่อฝันว่าเขาเป็นผีเสื้อ ที่กำลังกระพือปีกไปอย่างมีความสุข เขาบินไปได้ทุกที่ดังใจปรารถนาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาคือจวงจื่อ ทันใดนั้นเขาก็ตื่นขึ้น เกิดความสับสนขึ้นมาชั่วขณะว่า ตกลงแล้วเขาเป็น จวงจื่อ ผู้ซึ่งได้ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือว่าตนเองนั้นเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันเป็นจวงจื่ออยู่กันแน่ จากพยายามค้นหาคำอธิบายแล้วพบว่า ตัวตนระหว่างจวงจื่อ และผีเสื้อนั้น ต้องเป็นอะไรที่แตกต่าง สิ่งนี้ควรเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ที่ตัวตนระหว่างนี้ สามารถแปลงเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ไปมาสู่กัน

นักปรัชญาที่สนับสนุนในเรื่องนี้ถัดมาก็คือ ‘เรอเน เดการ์ต’ (René Descartes) กล่าวได้ว่าเขาเป็นนักปรัชญาชาวตะวันตกคนแรกที่กล้าคิดเช่นนั้น เขาเขียนเอาไว้ในงานเขียนที่ชื่อ ‘การครุ่นคิดเกี่ยวกับปรัชญาที่หนึ่ง’ (Meditations on First Philosophy) ของเขาว่า “ไม่มีตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนที่เราจะแยกแยะได้ถึงการตื่นตัวจากการหลับไหล” และสรุปได้ว่า “มันเป็นไปได้ว่าขณะนี้ฉันกำลังฝันอยู่ และการรับรู้ทั้งหมดของฉันนั้นเป็นเท็จ”

ในปี ค.ศ. 2003 ‘เดวิด ชาลเมอร์ส’ (David Chalmers) นักปรัชญา และนักประชานศาสตร์ (Cognitive science) ชาวออสเตรเลีย ได้สรุปสมมติฐานในฝัน ออกมา 2 รูปแบบได้แก่ 

  1. ขณะที่กำลังฝันอยู่ ความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกนั้นไม่ถูกต้อง
  2. ทุกครั้งที่ฝันอยู่ สิ่งต่างๆ ล้วนแล้วมีอยู่จริง แม้จะมีอยู่ในจินตนาการก็ตาม

ทั้งข้อถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความฝัน และสมมติฐานการจำลอง สามารถถูกพิจารณาได้ว่าคือสมมติฐานเชิงวิมตินิยมอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเคลือบแคลงใจอย่างสุดซึ้งก็มีเห็นในตัวอย่างของ เดการ์ต ที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าความคิดของตัวเองทำให้เขาเชื่อมั่นในการดำรงอยู่ของตน และนอกเหนือจากตัวเขาไปแล้ว เขาจะไม่เชื่ออะไรเลยสักสิ่งเดียว ซึ่งบางครั้งบุคคลที่มีการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่ไม่มีจริงทางกายภาพพื้นฐานในโลกแห่งความเป็นจริงจะถูกเรียกว่า ‘โรคจิต’ (Psychosis) ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันถูกจำแนกเอาไว้อย่างหลากหลาย เช่นอาการหลงผิด คือ การเชื่อในบางสิ่งอย่างฝังแน่น แม้ว่าจะมีใครมาชี้แจงหรือมีหลักฐานมาคัดค้านที่ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นผิดก็ตาม เขาก็ยังคงฝังใจเชื่ออย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง 

สมมติฐานในความฝัน ปัจจุบันยังคงถูกใช้เพื่อพัฒนาแนวคิดในเชิงปรัชญาอื่นๆ อีก อย่างเช่นในแนวคิดของ ‘ขอบฟ้าส่วนตัว’ (Personal horizon) โดย ‘เจ. เจ. วาลเบิร์ก’ (J. J. Valberg) ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นที่ชื่อ ‘ความฝัน ความตาย และตนเอง’ (Dream, Death and the Self) ที่เขาให้มุมมองว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากโลกแห่งนี้เป็นเพียงความฝัน


การดำรงอยู่ของความเป็นจริงจำลอง ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในแง่ที่เป็นรูปธรรมใด ๆ

เป็นที่รู้จักกันในแนวคิด ‘การจำลองที่ซ้อนกัน’ (Nested Simulations) โดยการดำรงอยู่ของความเป็นจริงที่ถูกจำลองนั้น ถูกมองว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ในแง่ที่เป็นรูปประธรรม เนื่องจากมีปัญหาที่สามารถถกเถียงกันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นหลักฐานใดๆ ที่สังเกตเห็นได้โดยตรง ก็อาจเป็นการจำลองของตัวมันเองในแบบอื่น 

แม้ว่าเราจะเป็นความเป็นจริงที่ถูกจำลองขึ้น เราก็ไม่มีทางที่จะมั่นใจได้ว่า ชีวิตที่ดำรงอยู่ในโลกจำลอง จะไม่ทำการสร้างโลกจำลองของตนขึ้นอีกที และเป็นผู้ดำเนินการจำลองเสียเอง โดยที่ตนเองนั้นไม่ได้ถูกจำลอง

เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2019 ‘เพรสตัน กรีน’ (Preston Greene) เสนอแนะว่า เป็นการดีที่สุด ที่เราจะไม่ทราบว่าเราอยู่ในการจำลองของคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าพบว่ามันเป็นจริง การรู้เช่นนั้นก็อาจเป็นจุดสิ้นสุดของการจำลองก็เป็นได้


สมมติฐานการจำลอง (Simulation hypothesis)

ในปี ค.ศ. 2003 นักปรัชญา ‘นิค บอสตรอม’ (Nick Bostrom) ได้ให้ความเห็นเอาไว้ ในงานวิจัยของตนที่ชื่อ ‘คุณกำลังอาศัยอยู่ภายในคอมพิวเตอร์จำลองหรือไม่?’ (Are you living in a computer simulation?) โดยอิงจากหลักฐานต่างๆ ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ว่า: 

ในงานวิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่อง ได้พยากรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตออกมา ว่าในตอนนั้นเทคโนโลยีของเราล้ำหน้าไปแบบสุดๆ ซึ่งเป็นความเห็นไปในทางเดียวกันกับ ‘นักอนาคตวิทยา’ (Futurist) ที่มองว่าในอนาคต กำลังแห่งการประมวลผลจะเติบโตขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง (ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างมากจะเกิดขึ้นในไม่กี่ศตวรรษนี้) 

สมมุติว่าคำทำนายข้างต้นถูกต้อง ก็มีความเป็นไปได้ที่คนในรุ่นถัดจากเรา อาจจะกระทำการอะไรบางอย่าง กับ ซูเปอร์พาวเวอร์คอมพิวเตอร์ของพวกเขา ในการ จำลองสถานการณ์อะไรบางอย่างเกี่ยวกับบรรพบุรุษ เพื่อทำการศึกษาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต หรือเรียนรู้การเกิดขึ้นของชีวิตก็แล้วแต่จุดมุ่งหมายแตกต่างกันไปของพวกเขา

และเนื่องจากคอมพิวเตอร์ของพวกเขานั้นทรงพลังมาก พวกเขาจึงสามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ ออกมาได้เป็นจำนวนมหาศาลอยู่ภายในนั้น และให้สมมุติว่า ผู้คนที่ถูกจำลองขึ้นมานั้น มีสติการรับรู้เกิดขึ้น มันก็อาจมีความเป็นไปได้ว่า พวกเรา อาจไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ดั้งเดิม แต่เป็นสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมาโดยลูกหลานของเราซึ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากในอนาคต

นิค บอสตรอม จึงสรุปว่า

มันมีความเป็นไปได้ตามข้อพิพาทข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดได้ว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ท่ามกลางจิตจำลอง (ซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนนับพันล้าน) มากกว่าที่จะเป็น ชีวิตจริงในเชิงชีวภาพ ดังนั้น  หากเราไม่เชื่อว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์จำลองโดยคอมพิวเตอร์ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเชื่อว่า ลูกหลานของเราในอนาคต มีความสามารถที่จะทำการจำลองสถานการณ์เสมือนจริงขึ้นมาได้ (เพื่อศึกษาเกี่ยวกับบรรพบุรุษ หรือประวัติศาสตร์ของตน) 


การจำลองบรรพบุรุษ (Ancestor simulation)

ในปี ค.ศ. 2003  นิค บอสตรอม ได้เสนอสถานการณ์สามทางเลือกแห่งความเป็นไปได้ (trilemma) ขึ้น ที่เรียกว่า ‘การอ้างเหตุผลในเรื่องการจำลอง’ (the simulation argument) ได้แก่

  1. กลุ่มของมนุษย์ในระดับอารยธรรมตอนนี้ไม่อาจเข้าถึงการจำลองบรรพบุรุษของตนได้ 
  2. กลุ่มของอารยธรรมหลังมนุษย์ ที่มีความสนใจจะเดินเครื่องจำลองเพื่อศึกษาถึงวิวัฒนาการในอดีตของพวกเขา แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้อย่างใกล้เคียง 
  3. กลุ่มของผู้คนทั้งหมดที่มีประสบการณ์แบบเรา มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ากำลังอาศัยอยู่ภายในการจำลอง

จากทางเลือกทั้ง 3 นี้ ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนถึงขีดสุดของอารยธรรมหลังมนุษย์ (posthuman) จะมีพลังในการประมวลผลมาก 

แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ที่เล็กน้อยก็ตาม ที่พวกเขาจะทำการจำลองบรรพบุรุษของตนขึ้นมา (จะต้องไม่มีข้อบกพร่องใดๆ กล่าวคือเป็นการจำลองที่มีความเที่ยงตรงสูงมาก ที่จะทำให้ชีวิตบรรพบุรุษไม่อาจแยกแยะว่าอะไรคือความจริง หรือการจำลองบรรพบุรุษ) 

โดยบรรพบุรุษจำลองทั้งหมด หรือจะเรียกพวกเขาว่าชาวซิม “Sims” ก็ได้ จะต้องอยู่ภายในจักรวาล (หรือภายในพหุจักรวาล ถ้ามีอยู่จริง) แล้วเราก็จะพบว่าชาวซิมที่มีอยู่อย่างมหาศาลนั้น มีจำนวนเยอะกว่าจำนวนที่แท้จริงของบรรพบุรุษจริงๆ เสียอีก

บอสตรอม ยังคงใช้เหตุผลในหมวดมานุษยวิทยาเพื่ออ้างว่า ถ้าการอ้างเหตุผลในเรื่องการจำลองในข้อที่สาม คือหนึ่งในความจริงของทั้งสามข้อ และเกือบทุกคนที่มีประสบการณ์แบบเราอาศัยอยู่ในสถานการณ์จำลอง มันก็เท่ากับว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่เรากำลังอาศัยอยู่ภายในโลกจำลองเสียเอง 

บอสตรอมบอกว่าการอ้างเหตุผลของเขานั้น อยู่เหนือ สมมติฐานการจำลอง แบบโบราณดั้งเดิม (the classical ancient) เขาบอกว่า เรามีเหตุผลเชิงประจักษ์ชัดพอจะเลือกเชื่อเกี่ยวกับความเป็นจริงของโลกจากข้อเสนอทั้งสาม 

ดังนั้น บอสตรอม และนักเขียนในความเห็นด้วย อย่างคุณ เดวิด ชาลเมอร์ส จึงแย้งว่า อาจมีเหตุผลเชิงประจักษ์สำหรับ “สมมติฐานการจำลอง” อยู่ ดังนั้นสมมติฐานการจำลองจึงไม่ใช่ “สมมติฐานเชิงวิมตินิยม” แต่น่าจะเป็น ‘สมมติฐานเชิงอภิปรัชญา’ (metaphysical hypothesis) เสียมากกว่า ที่ศึกษาในเรื่อง การมีอยู่ของความแท้จริงด้วยหลักเหตุและผลแทนที่จะเป็นเพียงความสงสัย

โดยส่วนตัวแล้ว บอสตรอม มองว่า ในสามทางเลือกความเป็นไปได้ ของการอ้างเหตุผลในเรื่องการจำลองบรรพบุรุษ นั้น ไม่มีข้อไหนหนักแน่นพอที่จะเป็นจริงได้เลย เช่น ถ้าข้อ 1 เป็นจริง งั้นก็แสดงว่า เราอาจจะสูญพันธุ์ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะหลังมนุษย์ (posthuman) ได้ 

ถ้าข้อ 2 เป็นจริง อารยธรรมก้าวหน้าทั้งหลาย คงเจออุปสรรคใหญ่บางประการร่วมกัน จึงไม่มีผู้ใดประสงค์ที่จะดำเนินการจำลองบรรพบุรุษ และมีอิสระที่จะกระทำการเช่นนั้นได้ 

และสุดท้าย ถ้าข้อ 3 เป็นจริง ก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าพวกเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกจำลอง 

จากข้อเปรียบเทียบทั้งสาม บอสตรอม ให้ความเห็นสรุปว่า ลูกหลานของเราไม่เคยทำการจำลองบรรพบุรุษได้จริง เว้นเสียแต่ว่าเราจะอยู่ในโลกจำลอง


ปริทัศน์ของบอสตรอมในเรื่องการให้เหตุผลในทางมานุษยวิทยา

จากคำกล่าวของ บอสตรอม ที่ว่า ถ้ากลุ่มของประชากรทั้งหมดมีประสบการณ์รับรู้เหมือนกับเราได้อาศัยอยู่ในโลกจำลอง นั่นก็เป็นไปได้ว่าเราเองก็กำลังอยู่ในโลกจำลองเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาบางท่านไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ที่เสนอว่าบางที ชาวซิม “Sims” ไม่น่าจะมีประสบการณ์ตระหนักรู้ได้เช่นเดียวกับ มนุษย์จริงๆ (มนุษย์ที่ไม่ได้ถูกจำลองขึ้นมา) เห็นได้ชัดว่าการมีอยู่ของมนุษย์นั้นบ่งบอกถึงตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ได้มากกว่าที่จะเป็น ชาวซิม เสียอีก 

ในขณะที่ นักปรัชญา แบร์รี เดนตัน (Barry Dainton) ได้ทำการดัดแปลง แนวคิดทางเลือกทั้งสามของบอสตรอม แทนที่ให้เป็น ‘การจำลองบรรพบุรุษโดยใช้ระบบประสาท’ (neural ancestor simulations) ตั้งแต่ในเรื่องของสมองในถัง ไปจนถึงการมอมเมาทำให้บรรพบุรุษของตน เกิดอาการหลอน มองเห็นเป็นภาพมายาต่างๆ ได้ตามความต้องการของผู้ควบคุม

ซึ่งนักปรัชญาหลายท่าน มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ในโลกอนาคต ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง อาจสามารถจำลองบรรพบุรุษผ่านระบบประสาท และล่อลวงให้ ผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์จำลอง ไม่อาจแยกแยะได้ว่าอันไหนคือประสบการณ์จริง หรือถูกสร้างขึ้นมา

ในขณะที่นักวิชาการบางท่านปฏิเสธอย่างเสียงแข็ง หรือก็ไม่สนใจเลย ต่อการให้เหตุผลเชิงมานุษยวิทยาแล้วบอกว่า “มันเป็นเพียงความคิดเชิงปรัชญา” ที่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้ (unfalsifiable) หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ในขณะที่นักวิจารณ์บางคนเสนอว่า บางทีเราอาจเป็นรุ่นแรก ดังนั้นการจำลองผู้คน จะเกิดขึ้นได้สักวันหนึ่งในอนาคต ปัจจุบันจึงไม่มีอยู่ และเราไม่ได้ถูกจำลองขึ้นมา

ขณะที่นักจักรวาลวิทยา ‘ฌอน เอ็ม. คาร์โรลล์’ (Sean M. Carroll) ระบุว่า สมมติฐานการจำลองนำไปสู่สิ่งที่แย้งกันที่ว่า ถ้าอารยธรรมก้าวหน้า สามารถดำเนินการจำลองได้ งั้นก็หมายความว่า จะต้องมีการจำลองเกิดขึ้นมากมาย ซ้อนกันลงมาจากข้างบนสุด ในขณะที่เราก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงการจำลองในระดับล่างสุด (จะเห็นได้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง จะไม่สามารถทำให้เกิดการจำลองขึ้นได้ เนื่องจากทรัพยากรของผู้ที่ทำการจำลองอยู่ด้านบนสุดนั้นจำกัด)

ในอีกทางหนึ่งจะกล่าวได้ว่า แม้อารยธรรมจะสามารถทำการจำลองบรรพบุรุษของตนได้ แต่อารยธรรมที่ถูกจำลองขึ้นนี้ จะไม่สามารถเข้าถึงพลังการคำนวณได้มากเท่ากับอารยธรรมที่จำลองเขาขึ้นมา ดังนั้น ชาวซิมที่อยู่ระดับล่างกว่า จะต้องมีรายละเอียดที่ต่ำกว่าชาวซิมที่อยู่ในระดับสูงกว่าตน อย่างไม่มีข้อยกเว้น ไม่สำคัญว่าอารยธรรมที่อยู่ระดับบนสุดจะมีพลังแห่งการประมวลผลมากแค่ไหนก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วอารยธรรมที่อยู่ระดับล่าง ก็จะไม่สามารถเข้าถึงความสมจริงของการจำลองอารยธรรมได้ทั้งหมด 

อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางท่านยอมรับทางเลือกในเหตุผล 3 ข้อของบอสตรอม ได้เพียงแค่ 2 นั่นก็คือข้อ 1 และข้อ 2 ที่เสนอว่าเป็นจริง 

โดยข้อหนึ่งกล่าวว่ามนุษย์ไม่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีสุดล้ำเพื่อสร้างการจำลองขึ้นมาได้ เนื่องจาก อาจสูญพันธุ์ไปก่อนหน้า จากอุบัติภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อุกกาบาตชนโลก, ภูเขาไฟระเบิด, โรคระบาด และการฆ่าล้างกันเอง

ส่วนข้อที่ 2 นั้นบอกว่า แม้อารยธรรมของเราจะอยู่รอดต่อไป และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นไปอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างการจำลองได้อย่างใกล้เคียง เนื่องจากติดปัญหาในหลายๆ เรื่อง เช่นข้อกฏหมาย, ศีลธรรม, การต่อต้าน หรือการควบคุมเสถียรภาพของการจำลอง

ในขณะที่ข้อ 3 ที่บอกว่าเราอยู่ภายในโลกจำลองนั้น ถูกมองว่าไม่จริง

แหล่งที่มา

  1. Simulation hypothesis
  2. Simulated reality
  3. Skeptical hypotheses
  4. เรอเน เดการ์ต
  5. Brain in a vat
  6. The Butterfly Dream
  7. Evil demon
  8. Five-minute hypothesis
  9. Does Russell’s five-minute hypothesis show that we do not know propositions about the past?
Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด