Space colonization: อาณานิคมในอวกาศ | การตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่น (ฉบับสมบูรณ์)
ทรงกลมไดสัน (Dyson sphere) สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวฤกษ์
Dyson sphere: ทรงกลมไดสัน สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวฤกษ์
พฤศจิกายน 6, 2019
ประวัติศาสตร์อวกาศถูกสร้างขึ้นที่นี้ (NASA Robot Factory)
NASA Robot Factory: ประวัติศาสตร์อวกาศถูกสร้างขึ้นที่นี่
ธันวาคม 29, 2019
อาณานิคมในอวกาศ (Space colonization) การตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่น-ฉบับสมบูรณ์

Artist Les Bossinas' 1989 concept of Mars mission - NASA

แม้จะมีการถกเถียงกันอยู่มากมาย สำหรับประเด็นเรื่องอาณานิคมในอวกาศ หรือการไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกโลกแบบถาวร แต่สาระสำคัญหลักๆกลับมีอยู่เพียงแค่ 2 ข้อเท่านั้น (ว่าทำไมเราจึงจะต้องออกไปจากโลกเพื่อไปอยู่ในอวกาศ เช่น การย้ายไปอยู่บนดาวเคราะห์น้อย, ดวงจันทร์, ดาวเคราะห์ หรือ สิ่งก่อสร้างในอวกาศในวงโคจร) นั่นก็คือ 1) เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ หากเกิดกรณีภัยพิบัติในระดับดาวเคราะห์ (planetary-scale disaster) อันเนื่องมาจากภัยทางธรรมชาติ หรือ น้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง 2) เพื่อออกแสวงหาแหล่งทรัพยากร และขยายสังคมมนุษย์เพิ่มเติมออกไปยังดินแดนอันห่างไกล 


แต่การคัดค้านที่พบได้บ่อยที่สุดต่อการสร้างนิคมอวกาศก็คือ ความกังวลว่าด้วยเรื่องของการที่มีแหล่งทรัพยากรอยู่เต็มไปหมดในจักรวาลนั้น อาจกลายเป็นแรงจูงใจ ให้แก่ผู้มีอำนาจได้เกิดความสนใจอย่างแรงกล้า ซึ่งนั่นจะไปส่งผลโดยตรงต่อสถาบันหลักอย่าง เศรษฐกิจ รวมไปถึงทางการทหาร ซึ่งอาจไปเร่งให้เกิดกระบวนการขัดแย้งได้เร็วขึ้น เช่นสงคราม, เศรษฐกิจ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันเรายังไม่มีนิคมอวกาศกันอย่างจริงจัง ซึ่งการจะไปอาศัยอยู่นอกโลกนั้นจัดได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ทั้งทางด้านเทคโนโลยี และทางการเงิน เพราะการจะไปอยู่ในอวกาศซึ่งเป็นศัตรูกับชีวิตเรานั้น เราจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆอย่าง ให้มีความใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตพื้นฐานของเรา ซึ่งนั่นก็จะไปส่งผลทำให้เทคโนโลยีเพื่อช่วยควบคุมระบบดำรงชีพได้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก อีกทั้งเรายังจะต้องจัดการในเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งเราก็ยังไม่มีทางรู้ได้เลยว่า หากไปใช้ชีวิตอยู่ในระยะยาวแล้ว ความเวิ้งว่างในอวกาศ, สภาพแรงโน้มถ่วงต่ำ หรือไร้แรงโน้มถ่วงนั้น จะไปส่งผลกระทบเช่นไรต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์บ้าง อีกทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับการส่งสิ่งของต่างๆ ให้ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกในปัจจุบันยังมีราคาที่สูงอยู่ (ซึ่งราคาการขนส่งของโดยจรวด Falcon Heavy นั้นจะตกอยู่ที่ประมาณ 1.9 หมื่นบาทต่อน้ำหนัก 0.45 กิโลกรัม, ในอนาคตอาจราคาถูกลงมาอีก) สรุปก็คือนิคมอวกาศ ก็ยังคงถูกจัดเป็นโครงการที่มีราคาแพงมหาศาลอยู่ดี

คอนเซ็ปต์ ของนิคมอวกาศบนดวงจันทร์ ภาพจาก NASA/SAIC/Pat Rawlings
คอนเซ็ปต์ ของนิคมอวกาศบนดวงจันทร์ ภาพจาก NASA/SAIC/Pat Rawlings

การที่อาณานิคมในอวกาศเป็นโครงการราคาแพง ทำให้ในปัจจุบันจึงยังไม่มีแผนสร้างมันขึ้นมาได้จริงๆ ไม่ว่าจะทั้งจากภาคเอกชนหรือภาครัฐบาล อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็มีกลุ่มคนของผู้ที่สนับสนุนในเรื่องการไปจัดตั้งนิคมอวกาศอยู่ และก่อตั้งกันขึ้นมาเป็นองค์กรเพื่อมาออกแบบแหล่งอยู่อาศัยได้อยู่รอดเป็นเวลานานหลายๆปี อีกทั้งยังมีนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายๆท่านที่ยังให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ อาทิ ‘ฟรีแมน ไดสัน’ (Freeman Dyson) ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของการสร้างถิ่นอยู่อาศัยในอวกาศ โดยในอนาคตหากราคาต่อน้ำหนักขนส่งสู่วงโคจรโลกต่ำลงจนเหลือมาที่ 300 บาทต่อ 0.45 กิโลกรัม ก็จะไปส่งผลให้ขั้นตอนต่างๆสำหรับการสร้างอาณานิคมในอวกาศเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น


เหตุผลว่าทำไมต้องขึ้นไปสู่อวกาศ: หากมองลึกลงไปก็จะพบคำตอบอยู่ 4 ข้อได้แก่ 1) เพื่อความอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์ 2) มีทรัพยากรมากมายในอวกาศ 3) ขยายประชากรมนุษย์ และเทคโนโลยี 4) ความต้องการทรัพยากรมีมากเกินไป

1-เพื่อความอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์

ในคำตอบของเหตุผลนี้ได้ถูกอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดที่สุด และจัดได้ว่าเป็นหัวข้อหลักของการถกเถียงเลยด้วยซ้ำในเรื่องที่เรียกว่า “นิคมอวกาศคือการอยู่รอดในระยะยาวของอารยธรรมมนุษย์” เพื่อหนีความไม่แน่นอนและหลีกเลี่ยงได้ยากของเหตุการณ์ภัยพิบัติระดับรุนแรงทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, คลื่นน้ำหรือแม้กระทั่งภัยจากมนุษย์ด้วยกันเองที่ก่อขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์, ภาวะโลกร้อน จากการที่มนุษย์ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่อากาศ เป็นต้น 

ในปี ค.ศ. 2001 นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา “สตีเฟน ฮอว์กิง” (Stephen Hawking) ก็เคยได้ออกมาทำนายเอาไว้ว่า เผ่าพันธ์มนุษย์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในอีก 1,000 ปี ข้างหน้า เว้นเสียแต่ว่าเราสามารถสร้างแหล่งอยู่อาศัยในอวกาศได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 ฮอว์กิงก็ได้ออกมากล่าวว่า มนุษย์ชาติต้องเผชิญเข้ากับทางเลือกสองทาง นั่นก็คือมนุษย์จะต้องมีแหล่งอาณานิคมอยู่ในอวกาศให้ได้ภายใน 200 ปีข้างหน้า และสร้างถิ่นอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ไม่เช่นนั้นมนุษย์ก็จะต้องเผชิญเข้ากับการสูญพันธุ์ในระยะยาวอยู่บนพื้นโลก

เผ่าพันธ์มนุษย์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในอีก 1,000 ปี ข้างหน้า และมนุษย์จะต้องสร้างอาณานิคมนอกโลกให้ได้ภายใน 200 ปี ไม่เช่นนั้นเราจะตายอยู่บนโลกใบนี้ กล่าวโดยสตีเฟน ฮอว์กิง ในปี 2001 และ 2006 -ภาพโดย NASA/Paul Alers
เผ่าพันธ์มนุษย์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในอีก 1,000 ปี ข้างหน้า และมนุษย์จะต้องสร้างอาณานิคมนอกโลกให้ได้ภายใน 200 ปี ไม่เช่นนั้นเราจะตายอยู่บนโลกใบนี้ กล่าวโดยสตีเฟน ฮอว์กิง ในปี 2001 และ 2006 -ภาพโดย NASA/Paul Alers

ในปี ค.ศ. 2005 ผู้บริหารของนาซ่า “ไมเคิล กริฟฟิน” (Michael Griffin) ก็เคยได้ออกมาระบุว่า นิคมอวกาศ คือเป้าหมายสูงสุดของโครงการอวกาศทั้งหลายทั้งปวงในปัจจุบัน; เป้าหมายของนาซ่าไม่ใช่เพียงแค่การสำรวจทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับการขยายขอบเขตอยู่อาศัยของมนุษย์ให้ไกลออกไปจากโลกสู่ระบบสุริยะ เช่นเดียวกับเวลาที่เดินผ่านไป ซึ่งในระยะยาว เพียงแค่ดาวเคราะห์ดวงเดียวก็ไม่อาจทำให้สายพันธุ์อยู่รอดได้  แต่หากมนุษย์ต้องการจะรักษาเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่เป็นเป็นเวลานับแสน นับ ล้านปี เราก็จำเป็นจะต้องเติมเต็มแหล่งอาศัยให้แพร่กระจายไปอยู่บนดาวเคราะห์ต่างๆด้วย 

ปัจจุบันเทคโนโลยีของมนุษย์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งตัวของคุณ ไมเคิล กริฟฟิน ก็เชื่ออยู่ลึกๆว่า สักวันหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ มนุษย์จะเริ่มทยอยกันออกไปจากโลก เช่นบางคนอาจย้ายไปอยู่ดวงจันทร์ หรือไม่ก็ย้ายไปอยู่บนดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ขณะที่บางคนอาจย้ายไปอยู่บนดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเขามั่นใจว่าสักวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถกระจายไปอาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆของระบบสุริยะได้อย่างแน่นอน

หลุยส์เจ. ฮัลล์ (Louis J. Halle) อดีตกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาก็เคยให้ความเห็นเมื่อช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1980 เอาไว้ว่า การมีนิคมอวกาศ ถือเป็นเรื่องดี ซึ่งจะช่วยรักษาเราจากสงครามนิวเคลียร์ได้

อีกทั้งนักฟิสิกส์ พอล เดวีส์ (Paul Davies) ก็ยังสนับสนุนในมุมมองที่ว่าหากเกิดหายนะรุนแรงในระดับดาวเคราะห์ จนเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของสายพันธ์ุมนุษย์บนโลก ดังนั้นการมีนิคมอวกาศจึงสามรถช่วยฟื้นฟูอารยธรรมของมนุษย์ให้กลับมาได้

นักเขียนและนักข่าว “วิลเลียม อี. เบอร์โรวส์” (William E. Burrows) และนักชีวเคมี “โรเบิร์ต ชาพิโร่” (Robert Shapiro) ได้นำเสนอโปรเจ็คส่วนตัว Alliance to Rescue Civilization ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างโลกสำรองให้กับอารยธรรมมนุษย์

อิงตามหลักการการโคเปอร์นิคัสของ “เจริชาร์ดก็อตต์” (J. Richard Gott) ประเมินเอาไว้ว่าเผ่าพันธ์มนุษย์สามารถอยู่รอดได้บนโลกโดยไม่มีนิคมอวกาศเป็นเวลานานได้ถึง 7.8 ล้านปี อย่างไรก็ตามเขาหวังว่าสิ่งที่เขาเสนออาจเป็นเรื่องที่ผิด เพราะยังการอยู่ในอาณานิคมอวกาศก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการเดิมพันพัฒนาสายพันธ์ของเราให้อยู่รอด

จากการศึกษาทฤษฎีในปี ค.ศ.2019 ของกลุ่มนักวิจัยที่ตรึกตรองผลต่อเนื่องระยะยาวของอารยธรรมมนุษย์ ก็พบว่า ระบบสุริยะของเรา ถ้านับช่วงอายุขัยตามอายุของดวงอาทิตย์ก็จะพบว่า เผ่าพันธ์ุของเราสามารถมีโอกาสรอดได้นานถึง 5,000 ล้านปีถ้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนิคมอวกาศ

นี้จึงทำให้ให้เกิดเป็น ‘วิถีทางแห่งอวกาศ’ (astronomical trajectory) ของมนุษยชาติขึ้น ซึ่งจะประกอบไปด้วยความเป็นไปได้อยู่ 4 ขั้นตอนได้แก่

ขั้นแรก: มีการก่อตั้งอาณานิคมอยู่ในอวกาศเป็นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่นอกอวกาศหรือในวงโคจรของโลกก็ตาม โดยแหล่งทรัพยากรส่วนใหญ่จะถูกลำเรียงขึ้นมาจากโลกเพื่อมาสนับสนุนการก่อตั้งถิ่นฐานของตน ดังนั้นในขั้นนี้โลกจึงเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญเป็นอันขาดไม่ได้

ขั้นที่สอง: นิคมอวกาศต่างๆสามารถอยู่รอดด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่า self-sufficient นั่นก็คือการพึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องรับการสนับสนุนทรัพยากรจากโลก ซึ่งในขั้นนี้หากเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงอันเป็นเหตุให้โลกล้มเหลวต่อการเอื้ออำนวยชีวิตเมื่อไหร่ อาณานิคมต่างๆในอวกาศก็จะยังคงดำเนินการพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ

ขั้นที่สาม: นิคมอวกาศได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนสามารถขยายแหล่งอยู่อาศัยของตัวเองให้กว้างใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมสถาณีอวกาศ หรือการเปลี่ยนแปลงภาพดาวให้เอื้อต่อการดำรงอยู่ (terraforming) 

ขั้นที่สี่: และในขั้นสุดท้ายนี้นิคมอวกาศ จะสามารถจำลองตัวเองได้ (self-replicate) แล้วไปก่อตั้งเป็นแหล่งอาณานิคมใหม่ๆต่อไปได้อีก ซึ่งเมื่อดำเนินมาถึงในขั้นนี้ มนุษย์ก็จะมีอัตราการขยายอารยธรรมตัวเองไปอย่างก้าวกระโดด ในระดับเลขยกกำลังกันเลยทีเดียว (exponential rate) แน่นอนเมื่อถึงขั้นนี้ นิคมอวกาศใหม่ๆก็จะมีการเพิ่มจำนวนตัวเองไปเรื่อยๆจนถึงขั้นขอบเขตอยู่อาศัย อาจถึงขั้นทะลุออกไปอยู่ในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวกันเลยทีเดียว

ภาพจำลองของการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารให้สามารถดำรงอาศัยอยู่ได้ หรือที่เรียกว่า terraforming ภากจาก wikipedia/Daein Ballard
ภาพจำลองของการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารให้สามารถดำรงอาศัยอยู่ได้ หรือที่เรียกว่า terraforming ภากจาก wikipedia/Daein Ballard

อย่างไรก็ตาม วิถีทางแห่งอวกาศ อาจไม่ยั่งยืนได้ หากถูกขัดขวางเสียก่อน เช่นหากมีการขัดแย้งเรื่องผลประโชน์ของแหล่งทรัพยากร หรือความตรึงเครียดภายในะหว่างสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งเหตุดังกล่าวก็อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า ‘สงครามอวกาศได้’ (star wars scenario)

หนทางสู่อนาคตเรายังอีกยาวไกลมากๆ ก็ไม่แน่เช่นกันว่า ระหว่างทางนั้นเราอาจสูญพันธ์-ไร้สิ้นอารยธรรมไปเสียก่อนแล้ว (ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม) แต่หากไม่ ทั้งเป็นมนุษย์หรือเอเลี่ยน หนทางของพวกเขาก็ยังคงเปิดกว้างไปไกลตราบสิ้นอายุขัยของเอกภพ!

2-มีทรัพยากรมากมายในอวกาศ

แหล่งทรัพยากรในอวกาศ มีทั้งวัตถุดิบและพลังงานอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแค่ระบบสุริยะของเราก็มีแหล่งทรัพยากรมากเพียงพอที่จะรองรับ และสนับสนุนการดำรงอยู่ของมนุษย์นับพันล้านเท่าของปริมาณความต้องการเราในปัจจุบัน

ขณะที่ด้านนอกระบบสุริยะ ก็มีดาวเคราะห์อยู่เป็นจำนวนนับแสนล้านดวงในทางช้างเผือก ที่สามารถใช้เป็นแหล่งเก็บเกี่ยวทรัพยากรและสร้างอาณานิคมได้ แต่ในทางปฎบัติจริงกลับทำได้ยากมาก เพราะระยะทางระหว่างดวงดาวในอวกาศนั้นห่างไกลกันนับปีแสง (หน่วยวัดทางในอวกาศโดย 1 ปีแสงจะเท่ากับ ระยะทางที่แสงเดินทางในสูญญากาศเป็นระยะทาง 9.46 ล้านล้านกิโลเมตร) นอกเสียจากว่าเราจะมียานอวกาศหรือกระบวนการเดินทางแบบแบบใหม่ที่เร็วกว่าแสง (faster-than-light (FTL))

การขุดทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการก่อตั้งอาณานิคมในอวกาศ

โดยน้ำและวัตถุดิบสามารถใช้สร้างเป็นสิ่งก่อสร้างต่างๆได้ซึ่งสามารถพบหาได้ง่ายในหินดาวเคราะห์น้อย ดังนั้นทรัพยากรเหล่านี้จึงสามารถเข้ามาแทนที่เสบียงจากโลก เช่นการทำสถานีเชื้อเพลิงในอวกาศ ซึ่งจะทำให้การเดินทางในอวกาศเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยนาซ่าจะเรียกการขุดเหมืองบนดาวเคระาห์น้อยว่า (Optical mining) และเชื่อว่าด้วยการใช้เชื้อเพลิงจากที่ขุดได้ จะสามารถประหยัดต้นทุนในโครงการสำรวจดวงจันทร์ และดาวอังคาร ไปได้มากถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าการระดมทุน และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ ก็เป็นไปได้ว่าการทำเหมืองดาวเคราะห์น้อยอาจเป็นจริงได้ภายในหนึ่งทศวรรษ 

ก็อย่างที่ทราบว่าดาวเคราะห์และเทหวัตถุต่างๆในระบบสุริยะนั้นเป็นแหล่งทรัพยากรชั้นเลิส  ซึ่งสามารถทำให้เกิดอัตราการเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด และหากเราสามรถควบคุมทรัพยากรเหล่านี้ได้ มันก็จะนำไปสู่การพัฒนาทาเศรษฐกิจได้อย่างมาก

การทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยต่างๆที่พบว่ามีแร่โลหะสำคัญๆอยู่เป็นจำนวนมาก
การทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยต่างๆที่พบว่ามีแร่โลหะสำคัญๆอยู่เป็นจำนวนมาก -ภาพจินตนาการในยุคปี 1970 โดย wikipedia/Denise Watt

3-ขยายประชากรมนุษย์ และเทคโนโลยี

การเพิ่มจำนวนของมนุษย์และเทคโนโลยีนั้นมักส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งไปทำลายระบบนิเวศธรรมชาติของสัตว์ป่า ซึ่งจากการเรียนรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์มนุษย์ก็พบว่า ในยุคของการล่าอาณานิคมนั้น ประเทศที่เจริญแล้วมักบุกเข้าไปรุกรานยังแหล่งพื้นที่ต่างๆที่ด้อยการพัฒนา ซึ่งผลก็คือ ทำให้เกิดการไปขับไล่ชนชาวพื้นเมืองให้ล่นถอยออกไป อีกทั้งบางส่วนยังถูกนำมาใช้เป็นทาสแรงงานอีกด้วย ซึ่งเมื่อเวลาต่อมาเราจึงเริ่มมีการเรียนรู้แล้วว่าการกระทำในอดีตเช่นนั้นมันไร้ซึ้งมนุษยธรรมจริงๆ แต่ในขณะที่พื้นที่ในอวกาศนั้นไม่ได้มีชีวิตหลากหลายอาศัยอยู่ดังเช่นบนพื้นโลก ดังนั้นผลกระทบต่อเนื่องดังเช่นในอดีต จึงไม่มีทางเกิดขึ้น

4-ความต้องการทรัพยากรมีมากเกินไป 

อีกหนึ่งเหตุผลที่จำเป็นจะต้องมีอาณานิคมในอวกาศก็คือ เพื่อลดผลกระทบอันเนื่องมาจากการที่โลกของเรา มีจำนวนประชากรเยอะมากเกินไป ดังนั้นถ้าแหล่งทรัพยากรในอวกาศเปิดกว้างพอจะสนันสนุนสิ่งก่อสร้างมารองรับแหล่งอยู่อาศัยของมนุษย์ เราก็จะสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของมลภาวะต่างๆบนโลกได้ อีกทั้งอาณานิคมนอกโลกนั้น จะสามารถตอบสนองความต้องการทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้นเมื่อเกิดความต้องการทรัพยากรนอกโลกเพิ่มขึ้น ปริมาณความต้องการทรัพยากรบนโลกก็จะลดลงตามมา ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อโลกเองด้วย ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของชีวิตทางธรรมชาติ

ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องขึ้นไปสู่อวกาศอื่นๆก็มีอยู่อีกมากมายเช่น การสำรวจ และค้นหา เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรมของมนุษย์


ข้อถกเถียงประเด็นเรื่องการมีอาณานิคมในอวกาศ

นิค บอสตรอม (Nick Bostrom) นักปรัชญาชาวสวีเดน ได้ออกมาโต้แย้งในเรื่องการจัดตั้งอาณานิคมในอวกาศให้เป็นเป้าหมายหลักของมนุษยชาติว่า สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการไปเร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้นิคมอวกาศเกิดขึ้นเร็วก็คือ การไปลดความเสี่ยงที่มีอยู่ต่างๆให้ได้เสียก่อนที่จะไปเพิ่มความเป็นไปได้ในการก่อตั้งอารยธรรมในอวกาศ  เพราะหากการก่อตั้งอาณานิคมอวกาศล้มเหลวขึ้นมาล่ะก็ นั่นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด เพราะนั่นจะหมายความว่า “ชีวิตที่มีค่า” เหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริงเลยในจักรวาลอันกว้างใหญ่ และนี้ก็จะไปส่งผลทำให้จิตใจของผู้คนต่างๆได้แย่ลงไปอีก

จากบทสัมภาษณ์ของ นิค บอสตรอม (Nick Bostrom) เมื่อปี ค.ศ.2019 ในหัวข้อเรื่อง คิดอย่างไรกับที่ ‘สตีเฟน ฮอว์กิง’ (Stephen Hawking) สนับสนุนให้ผู้คนได้ขยายออกไปสู่อวกาศ และ อีลอน มัสก์ จากบริษัท Space X ก็ตั้งเป้าว่าจะส่งคนไปอยู่บนดาวอังคารอันใกล้ ซึ่งในเรื่องนี้ เขาบอกว่า ณ เวลานี้ ดาวอังคารไม่ได้เป็นพื้นที่ๆเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยใดๆเลย ซึ่งกระบวนการเกิดนิคมอวกาศนั้นสามารถเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ เราได้บรรลุสติปัญญาเข้าไปอยู่ในระดับของ “Superintelligence” แล้วเท่านั้น ซึ่งนิยามของ Superintelligence ก็คือ “เครื่องจักรที่มีสติปัญญาและความสามารถเหนือกว่าสมองมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในเกือบทุกสาขา รวมถึงความคิดเชิงสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้เชิงภูมิปัญญา และทักษะทางสังคม” (หรือจะเรียกว่า ‘เครื่องจักรทรงภูมิปัญญา’ (Machine Superintelligence) ก็ได้) ซึ่งระบบปัญญาประดิษฐ์กำลังพัฒนาความฉลาดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ผลการวิจัยระบุว่า ภายในศตวรรษนี้ ระบบปัญญาประดิษฐ์จะมีความ “ฉลาด” เทียบเท่ามนุษย์ และ นิค บอสตรอม ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อนั้น มันจะแซงหน้ามนุษยชาติไป “ความฉลาดของเครื่องจักร จะเป็นสิ่งประดิษฐ์สุดท้าย ที่มนุษยชาติจำเป็นต้องพัฒนาขึ้น”

เมื่อมนุษย์มี Machine Superintelligence การออกไปอาศัยอยู่ในอวกาศจะไม่กลายเป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ในภาวะของสูญญากาศ  -ภาพ Atlas Robot
เมื่อมนุษย์มี Machine Superintelligence การออกไปอาศัยอยู่ในอวกาศจะไม่กลายเป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ในภาวะของสูญญากาศ -ภาพ Atlas Robot

ส่วนในระยะสั้นนั้น นิค บอสตรอม บอกว่าการไปอยู่อาศัยใต้ท้องทะเล หรือบนเทือกเขาหิมาลัยจะง่ายกว่าการพยายามไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารมาก และจนกว่าเราจะใช้พื้นที่บนโลกจนไม่เหลือที่อยู่อาศัยแล้ว เมื่อนั้นการมองไปถึงดาวอังคารก็ยังไม่สาย อย่างไรก็ตามในระยะยาว อวกาศก็ยังเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจอยู่ดี แต่ปัจจุบันโลกก็ยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีมากเสียจน ใช้ยังไงก็หมดไปได้ยาก

ในปี ค.ศ. 2001 จากบทสัมภาษณ์ของ ‘ฟรีแมน ไดสัน’ (Freeman Dyson), ‘เจ. ริชาร์ด ก็อตต์’ (J. Richard Gott) และ ‘ซิด โกลด์สตีน’ (Sid Goldstein) ก็ได้ออกมาร่วมให้เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรอยู่ในอวกาศมากกว่า

-เพื่อแพร่ชีวิตให้กระจายไปทั่วจักรวาล

-เพื่อรับรองความอยู่รอดของสายพันธุ์เรา

-สร้างกำไรจากการค้าขายในอวกาศเช่น จากดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์, การทำเหมืองดาวเคราะห์น้อย และ อุตสาหกรรมในอวกาศ

-เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมโลก โดยการย้ายผู้คนและโรงงานอุตสาหกรรมออกไปสู่อวกาศ


เป้าหมาย

แม้ว่าความต้องการของโครงสร้างพื้นฐานบางรายการจะสามารถพบหาได้ง่ายบนโลก และมีมูลค่าไม่มากสำหรับการซื้อขายทั่วไปเช่น ออกซิเจน, น้ำ, แร่โลหะพื้นฐาน, ซิลิเกต และอื่นๆ แต่ในขณะที่บางรายการอื่นๆที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือมีคุณภาพสูงขึ้นนั้น จะสามารถผลิตได้เพียงแค่ในอวกาศเท่านั้น แม้ในช่วงเริ่มต้นการลงทุนทำเหมืองอวกาศจะมีต้นทุนที่สูง แต่สิ่งเหล่านี้จะให้ผลตอบรับที่ดีมากๆเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน

โดยสิ่งตอบแทนมูลค่าสูงในอวกาศได้แก่ โลหะมีค่า, อัญมณี, พลังงาน, เซลล์แสงอาทิตย์, วัสดุกึ่งตัวนำและเวชภัณฑ์

โดยจากการประเมิณแหล่งทรัพยากรประเภทโลหะบนดาวเคราะห์น้อย ‘3554 อาเมิน’ (3554 Amun) หรือ (6178) 1986 DA (ซึ่งทั้งคู่เป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกขนาดเล็ก) ก็พบว่า มันมีปริมาณของแร่โลหะมากถึง 30 เท่า ของการขุดเหมืองบนโลกในตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ ซึ่งคิดได้เป็นมูลค่าประมาณ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ณ ราคาตลาดปี ค.ศ. 2001

การตั้งอาณานิคมในอวกาศถูกมองว่าเป็นเป้าหมายระยะยาวของโครงการอวกาศแห่งชาติ และตั้งแต่ถือกำเนิดการค้าด้านอวกาศในยุคศตวรรษที่ 21 เราก็ได้เห็นความร่วมมือของบริษัทภาคเอกชนถือกำเนิดขึ้นอย่างมากมาย และ นาซ่าเองก็ ให้ความร่วมมือในโครงการส่วนตัวที่จะถือกำเนิดขึ้นเช่น แผนการ ‘จากดวงจันทร์สู่ดาวอังคาร’ (Moon to Mars) ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ (เริ่มจาก โครงการ Artemis ก่อนเลย นั่นคือการส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง พร้อมกับการสร้างสถานีอวกาศ Gateway ในวงโคจรรอบจันทร์) โดยโครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสำรวจอวกาศทางด้านวิทยาศาสตร์ และท้าทายขีดความสามารถของเทคโนโลยีอวกาศว่าไปได้ไกลแค่ไหน (จากแรงบันดาลใจในโครงการอพอลโล) ซึ่งจะปูทางไปสู่การทำธุรกิจในอวกาศให้แก่ภาคเอกชนต่อไป

ถึงอย่างนั้นอุปสรรคใหญ่สำหรับการแสวงหาผลกำไรในอวกาศก็คือ ต้นทุนที่จะจ่ายนั้นมีราคาสูง และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่นานมาก กว่าผลกำไรที่ได้จะคุ้มต่อทุนที่จ่าย อย่างเช่นในโครงการทำเหมืองอีรอส (The Eros Project) ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลานานถึง 50 ปี อีกทั้งธุรกิจเหมืองในอวกาศยังไม่เคยมีมาก่อนในประวิตศาสตร์ ดังนั้นความเสี่ยงจึงค่อนข้างสูงหากเกิดความล้มเหลวขึ้นจริงๆ

แต่ในขั้นต้น การทำธุรกิจท่องเที่ยวหรือโรงแรมในอวกาศ อย่างเช่นการจัดทัวร์ไปโคจรรอบโลก หรือดวงจันทร์ก็น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าการทำเหมือง ซึ่งเมื่อการเดินทางไปสู่อวกาศของมนุษย์เริ่มเข้าได้ถึงง่าย สำหรับเรื่องถัดไป การทำเหมืองอวกาศ หรือจัดตั้งอาณานิคมอวกาศ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ใกล้ความจริงมากขึ้น


วิธีการ

การจะก่อตั้งนิคมอวกาศ สิ่งจำเป็นที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำ, อาหาร, ที่อยู่, ผู้คน, วัสดุสิ่งก่อสร้าง, พลังงาน, ระบบขนส่ง, การสื่อสาร, สิ่งอำนวยชีวิตให้อยู่รอดได้ในภาวะสูญญากาศ (life support), แรงโน้มถ่วงจำลอง, เกราะป้องกันรังสี และแหล่งลงทุน อีกทั้งอาณานิคมจำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นอยู่บนพื้นที่ใกล้ๆกับแหล่งทรัพยากร

การเดินทางขึ้นสู่อวกาศในปัจจุบันนั้น นักเดินทางจำเป็นต้องผ่านการทดสอบอย่างหนักเช่นเดียวกับนักบินอวกาศ ดังนั้นเราจึงควรช่วยให้การเดินทางของผู้คนปกตินั้นเป็นเรื่องง่ายและไม่ยุ่งยากจนเกินไป ซึ่งอันที่จริงการเปิดพรมแดนเพื่อลงทุนผ่านนิคมอวกาศ ควรจะเริ่มต้นขึ้นมาจากทางภาครัฐก่อน จากการพิจารณาของ John Hickman และ Neil deGrasse Tyson

วัสดุ

อาณานิคมบนดวงจันทร์, ดาวอังคาร หรือ อุกกาบาต สามารถสกัดวัตถุดิบออกมาจากดาวของตัวเองได้เลย ซึ่งสารประกอบต่างๆบนดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ในสถานะของสารระเหย เช่น อาร์กอน, ฮีเลียม, และ สารประกอบคาร์บอน, ไฮโดรเจน และไนโตรเจน

จากโครงการ The LCROSS impacter ที่นาซ่าได้ส่งขึ้นไปชนยังหลุมอุกกาบาตเคเบียส (Cabeus) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2009 ก็พบว่า มีสารประกอบของน้ำบางส่วนอยู่ในหลุมอุกกาบาตทางขั้วใต้ของดวงจันทร์จริงๆ (ซึ่งก่อนหน้านั้น ยานอวกาศ Chandrayaan-1 ของอินเดียวก็เคยตรวจพบมาก่อนแล้ว) และจากการประเมินก็คือ มีปริมาณน้ำอยู่ประมาณร้อยละ 1 ภายในหลุมอุกกาบาต เคเบียส (Cabeus) รวมถึงหลุมอุกกาบาตอื่นๆก็ด้วย โดยน้ำเหล่านี้จะอยู่ในสถาณะของน้ำแข็ง

และการที่ดวงจันทร์แทบไม่มีชั้นบรรยากาศใดๆห่อหุ้มเลย จึงทำให้พื้นผิวของดวงจันทร์ส่วนใหญ่ ถูกอาบเต็มไปด้วยธาตุฮีเลียม-3 (He-3) จากลมสุริยะ และคาดว่าฮีเลียม-3 บนดวงจันทร์ทั้งหมดอาจมีอยู่มากมายหลายล้านตัน นอกจากนี้ก็ยังมีธาตุออกซิเจน, ซิลิกอน และแร่โลหะอย่างเช่น เหล็ก, อลูมิเนียม และไทเทเนียมด้วย

ก็อย่างที่ทราบกันว่าการส่งวัตถุดิบต่างๆขึ้นจากโลกนั้นมีราคาที่แพงมาก ดังนั้นวัตถุดิบจากนิคมอวกาศจึงควรมาจากดวงจันทร์, วัตถุอวกาศใกล้โลก (near-Earth object (NEO)), ดวงจันทร์ของดาวอังคาร โพบอส หรือ ดีมอส เป็นต้น เนื่องจากการดึงวัตถุดิบจากแหล่งทรัพยากรที่มีแรงโน้มถ่วงต่ำจะเป็นเรื่องง่ายกว่ามาก อีกทั้งยังไม่มีชั้นบรรยากาศที่จะไปทำให้ยานขนส่งได้รับความเสียหายอีกด้วย และวัตถุใกล้โลก (NEO) ต่างๆ ยังอุดมไปด้วยแร่โลหะอยู่จำนวนมาก โดยบางวัตถุภายในเปลือกแข็ง ยังประกอบไปด้วยน้ำแข็งอยู่นับพันล้านตัน รวมถึงเคโรเจน ไฮโดรคาร์บอน เช่นเดียวกับสารประกอบไนโตรเจรบางชนิด หากห่างไกลออกไปอีกหน่อยก็ยังมี ดาวเคราะห์น้อยโทรจันของดาวพฤหัสบดี ที่คาดว่าน่าจะมีน้ำแข็งและสารระเหยอื่นๆอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน อีกทั้งการหมุนเวียนวัสดุแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการก่อตั้งนิคมอวกาศไม่แพ้กัน

พลังงาน

พลังงานจากแสงอาทิตย์ในวงโคจรนั้นมีอยู่มากมายก่ายกอง, ยั่งยืน และ เป็นพลังงานพื้นฐานให้กับดาวเทียมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

หากพิจารณาดีๆแล้วในอวกาศไม่มีคำว่า ‘กลางคืน’ และไม่มีเมฆ หรือชั้นบรรยากาศมาคอยปิดกั้นแสง ดังนั้นพลังงานแสงที่จะได้รับจากดวงอาทิตย์ที่ระยะทางห่าง 1 AU (หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) ก็จะเทียบเท่าได้กับ 1,367 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นระยะเดียวกันกับวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

ในสภาพไร้น้ำหนัก และสภาพสูญญากาศในอวกาศ รวมถึงการที่มีอุณหภูมิสูงทางฝั่งด้านที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นี้ จะทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมบางอย่าง เพราะมันจะทำให้กระบวนการเพิ่มความร้อนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเรื่องที่ง่าย โดยเตาหลอมอวกาศ (solar ovens) นั้นจะมีรูปทรงโค้ง ทำขึ้นมาจากโลหะฟอยล์น้ำหนักเบาทำให้สะท้อนแสงได้ดี

ส่วนโล่ป้องกันของนิคมอวกาศนั้นจะติดตั้งกระจกแบนเพื่อสะท้อนแสง และรังสีอวกาศ (cosmic rays) ออกไป ครั้งเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านท้องฟ้า หรือไม่ก็อาศัยอยู่ในสิ่งก่อสร้างแบบปิดซึ่งจะง่ายต่อการสร้างมากกว่า อีกทั้งแผงโซลาร์เซลล์ก็มีความจำเป็นเป็นอย่างมากสำหรับการสร้างพลังงานไฟฟ้าให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยในโลกที่พัฒนาแล้ว ปริมาณการบริโภคพลังงานต่อคนนั้น เฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลวัตต์ต่อคน หรือราวๆ 10 เมกะวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อคนต่อปี โดยระยะตำแหน่งการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นั้นหากอยู่ไม่ไกลจากสิ่งก่อสร้างเกินไป ก็อาจใช้สายไฟในการนำส่งพลังงานกลับมาได้อยู่ แต่หากไกลกว่านี้อาจใช้การถ่ายส่งพลังงานแบบไร้สายแทน (wireless power transmission)

การถ่ายส่งพลังงานแบบไร้สาย (wireless power transmission) ผ่านไมโครเวฟบีม

การถ่ายส่งพลังงานแบบไร้สาย (wireless power transmission) ผ่านไมโครเวฟบีม

สำหรับการออกแบบแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก คาดว่าจะใช้ดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ( solar power satellites(SPS)) มาถ่ายโอนพลังงานแบบไร้สาย เช่นการยิงลำแสงไมโครเวฟ หรือ คลื่นแสงเลเซอร์กลับมายังโลก, นิคมบนดวงจันทร์ หรือ นิคมอวกาศอื่นๆ 

แม้พลังงานที่ได้รับจากแสงอาทิตย์ จะน้อยค่ากว่าพลังงานที่ได้รับจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงานนิวเคลียร์ก็ตาม แต่ข้อได้เปรียบก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก หรือทิ้งกากนิวเคลียร์ไปทำลายแหล่งอยู่อาศัย (อันเนื่องมาจากการผลิตกระแสไฟฟ้า)

โดยการโอนถ่ายพลังงานแบบไร้สายจากโลกสู่ดวงจันทร์และย้อนกลับนั้น เป็นแนวคิดเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อนิคมอวกาศ และแหล่งพลังงานบนนั้น ซึ่งนักฟิสิกส์ ดร.เดวิด คริสเวลล์ (Dr. David Criswell) ผู้ซึ่งทำงานให้กับนาซ่าในระหว่างภารกิจอะพอล ได้เกิดไอเดียการโอนถ่ายพลังงานโดยใช้กำลังบีมเพื่อแปลงพลังงานจากอวกาศ โดยบีมดังกล่าวคือลำแสงไมโครเวฟที่มีความยาวคลื่นประมาณ 12 เซนติเมตร ประโยชน์ของมันก็คือ มันจะไม่ถูกรบกวนโดยชั้นบรรยากาศของโลก และพวกเขาสามารถเล็งลำแสงไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมได้โดยตรง เพื่อให้ห่างไกลจากประชาชน หรือไปรบกวนต่อกิจกรรมของสัตว์ป่า ซึ่งด้วยวิธีการโอนถ่ายพลังงานแบบ solar energy (พลังงานแสงอาทิตย์) เช่นนี้ ก็จะช่วยให้เเกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ. 2008 นักวิทยาศาสตร์ประสบผลสำเร็จในการส่งสัญญาณไมโครเวฟกำลัง ขนาด 20 วัตต์ จากภูเขาในเมาอิ (Maui ) สู่ เกาะฮาวาย (island of Hawaii) เป็นระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร ต่อมาในปี ค.ศ. 2011 องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และบริษัทมิตซูบิชิก็ได้ร่วมมือกันในโครงการที่มีมูลค่ามากถึง 21 พันล้านดอลลาร์ เพื่อส่งดาวเทียมที่มีแผงโซล่าเซลล์ขนาด 2.5 ตารางไมล์ ขึ้นสู่วงโคจรและสามารถผลิตพลังงานได้สูงสุดถึง 1 กิกะวัตต์ สำหรับการพัฒนาต่อไปก็คือ การนำพลังงานที่ผลิตได้ส่งผ่านกลับมายังโลกแบบไร้สาย (โดยระยะเวลาพัฒนาโครงการก็คือ 30 ปี) 

เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับการปล่อยตัวยานขึ้นสู่อวกาศนั้นค่อนข้างมีราคาสูงบนโลก ดังนั้น หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของดาวเทียมในวงโคจร นอกจากจะเป็นดาวเทียมสื่อสารภายในตัวแล้ว การเป็นสถานีเติมเชื่อเพลิงไปในตัว ก็จะมีความหมายอย่างมากต่อยานสำรวจอวกาศ หรือยานขนส่งของในอนาคต (โดยระบบจะพึ่งพาดาวเทียมและสถานีรับบนพื้นโลกเพื่อแปลงพลังงานเป็นไฟฟ้า)

บางครั้งการมีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ก็มีความจำเป็นอยู่เหมือนกันสำหรับนิคมอวกาศบนดวงจันทร์ หรือ ดาวอังคาร เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์จะถูกตัดขาดออกไปบนพื้นที่เหล่านี้ เช่นบนดวงจันทร์ กลางคืนจะยาวนานกว่าบนโลก 2 สัปดาห์ ส่วนดาวอังคาร ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าบนโลก ก็ส่งผลทำให้เกิดเป็นพายุฝุ่นขนาดใหญ่ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ และไปบดบังการรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ อีกทั้งดาวอังคารยังอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลก (ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 1.5 au.) จึงทำให้พลังงานแสงที่ได้รับน้อยกว่าบนโลกครึ่งหนึ่ง (ประมาณ ½  ถึง ⅔ เท่าของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับในวงโคจรโลก) ดังนั้นเพื่อเติมเต็มความต้องการพื้นฐานในเรื่องพลังงานของผู้คนในนิคมอวกาศบนดวงจันทร์ หรือดาวอังคาร การใช้แหล่งพลังงานจากนิวเคลียร์ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ จึงควรถูกใช้เป็นแห่งแรกๆของนิคมอวกาศ

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งในเรื่องการความคุมความร้อนของทั้งสองแหล่งเช่น จากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ ความร้อนสะสมจากพลังงานนิวเคลียร์ ในสถาณที่ๆมีอากาศน้อยมากๆ ไปจนแทบไม่มีอากาศเลย (สูญญากาศในอวกาศ) อย่างเช่นสถานที่บนดวงจันทร์, อวกาศ หรือ สถานที่ๆอากาศเบาบางอย่างมากบนดาวอังคาร ก็จะทำให้เกิดความยากลำบากในการจัดการเรื่องการกระจายความร้อน ดังนั้นความจำเป็นของหม้อน้ำขนาดใหญ่บนนิคมอวกาศ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เช่นกัน

ระบบยังชีพ

ถิ่นอยู่อาศัยในอวกาศ ต้องการระบบสนับสนุนชีวิตอย่างเป็นวงจร หรือก็คือการป้อนทรัพยากรบางอย่างเข้าไปแล้ว ระบบก็จะสามารถทำงานด้วยตัวเองได้อย่างไม่มีหยุด (crashing) จากตัวอย่างที่เราจะได้เห็นก็จะคล้ายๆกับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ โดยเรือดำน้ำนิวเคลียร์จะใช้ระบบกลไกช่วยเหลือชีวิต ที่สามารถทำให้มนุษย์อาศัยอยู่ภายในเรือดำน้ำได้นานหลายเดือน (โดยที่ไม่ต้องโผล่ขึ้นน้ำเลย) ซึ่งด้วยเทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกันนี้ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพาหนะหรืออาณานิคมในอวกาศได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำนิวเคลียร์นั้นจะใช้ระบบ ‘ลูปเปิด’ (open loop) ในการหวุนเวียนระบบใน โดยการดึงเอาออกซิเจนจากน้ำทะเล และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงน้ำ ซึ่งเป็นการปรับตัวโดยการดึงทรัพยากรที่มีอยู่ในทะเลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่สำหรับการอยู่ในอวกาศ สิ่งที่เราทิ้งออกไปก็ควรนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (recycle) เช่นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ใหม่ผ่าน ‘กระบวนการชาบาเดียร’ (Sabatier process ตั้งชื่อตามนักเคมีาวฝรั่งเศษ Paul Sabatier) หรือ ‘บ๊อช รีแอคชั่น’ (Bosch reaction ตั้งชื่อตามนักเคมีชาวเยอรมันที่ชื่อ Carl Bosch) ซึ่งเป็นขั้นตอนทางเคมีในการแปลงเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์ และ ไฮโดรเจน (ไฮโดรเจนป็นสสารปกติที่พบได้มากสุดในจักรวาล) ให้กลายเป็น คาร์บอน (กราไฟท์) กับน้ำ และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็จะกลายเป็นพลังงานความร้อนไป แต่กระบวนการทางเคมีดังกล่าวต้องการเหล็กมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และต้องการความร้อนสูงในระดับ 530 – 730 องศาเซลเซียส

 โครงการ ‘ไบโอสเฟียร์ 2’ (Biosphere 2) ในรัฐแอริโซนา
โครงการ ‘ไบโอสเฟียร์ 2’ (Biosphere 2) ในรัฐแอริโซนา

แม้ว่ากลไกของระบบสนับสนุนชีวิตข้างต้นจะมีความเป็นไปได้ แต่ ระบบนิเวศแบบปิด มักจะถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยโครงการ ‘ไบโอสเฟียร์ 2’ (Biosphere 2) ในรัฐแอริโซนา ก็แสดงให้เห็นว่า ระบบความซับซ้อนขนาดเล็กที่สร้างขึ้นมานี้ ก็สามารถสนับสนุนการอยู่อาศัยของผู้คนได้เป็นจำนวนถึง 8 คนเป็นเวลานานกว่า 1 ปี แต่ถึงอย่างนั้น ภายใน 1 ปี หรือ 2 ปีของภารกิจต่อจากนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องเติมเข้าไปในระบบก็คือออกซิเจน ดังนั้นโครงการดังกล่าวก็ยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ใช่ระบบปิดโดยสมบูรณ์

ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนโลก จึงสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 3 ระดับได้แก่

ระดับที่ 1: สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่อาศัยได้ภายในพื้นที่จำกัดแบบเช่นเดียวกับสิ่งประดิษฐ์ในโครงการ Biosphere ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีพได้เป็นเวลานานถึง 1 ปี (อยู่ภายในระบบนั้น โดยการป้อนทรัพยากรจำเป็นให้เพียงครั้งเดียว)

ระดับที่ 2: การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์ต่างโลก เช่นดาวอังคาร ให้เป็นมิตรต่อการอยู่อาศัยของชีวิต ซึ่งกระบวนการนี้เราเรียกว่า Terraforming

ระดับที่ 3: การปรับแต่งพันธุกรรมของชีวิตให้สามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมนั้นๆได้ อย่างที่เราจะได้เห็นกันในเทคโนโลยี ‘พันธุวิศวกรรม’ (genetic engineering), แนวคิดต่างๆของ ‘ลัทธิพ้นมนุษย์’ (Transhumanism) และ ‘ชีวิตกึ่งเครื่องจักร’ (cyborg) ดึงที่เราได้เห็นในนิยายไซไฟต่างๆ 

ซึ่งการผสมผสานของเทคโนโลยีข้างต้นก็อาจมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น ต่อการอยู่อาศัยในห้วงอวกาศที่เป็นศัตรูต่อสิ่งมีชีวิต

การป้องกันรังสีจากอวกาศ

รังสีคอสมิกและเปลวสุริยะ นั้นสร้างสภาพแวดล้อมของการแผ่รังสีที่อันตรายออกมาในอวกาศ รวมทั้งในวงโคจรของโลก ซึ่งเราจะสามารถพบเห็นได้ในแถบรังสีแวนอัลเลน (Van Allen radiation belt) ที่อยู่สูงเหนือขึ้นไปจากชั้นบรรยากาศของโลก และคอยทำหน้าที่ดูดซับและเบี่ยงเบนอนุภาคอันตรายจากอวกาศออกไป 

ดังนั้นอาณานิคมในอวกาศเอง ก็จำเป็นจะต้องมีเครื่องป้องกันให้แก่ชีวิตบนนั้นด้วยเช่นกัน เช่นอาจมีเกราะสนามแม่เหล็ก หรือ เกราะรังสีพลาสม่าที่ถูกพัฒนาขึ้น

หากเป็นเกราะป้องกันแบบพาสซีฟ ก็จะต้องมีความหนาแน่นไม่ต่ำกว่า 4 เมตริกตันต่อตารางเมตร จึงจะสามารถช่วยลดการแผ่รังสีจากอวกาศได้หลายมิลิซีเวิร์ท (mSv) โดย ‘ซีเวิร์ต, sievert, Sv’ เป็นหน่วยอนุพัทธ์เอสไอของปริมาณรังสีสมมูล ซึ่งหากมีปริมาณรังสีสมมูลต่ำกว่า 1 Sv จะเป็นอัตรายต่อชีวิต ปัจจุบันปริมาณรังสีที่ยอมรับได้คือ 1 Sv (ที่อ้างอิงจากตลอดการปฎิบัติงานของนักบินอวกาศนาซ่า) โดยเราอาจนำสิ่งเหลือใช้จากดินบนดวงจันทร์หรือ แร่โลหะต่างๆจากดาวเคราะห์น้อยมาสร้างเป็นเกราะป้องแบบพาสซีฟได้

อย่างไรก็ตามมันจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อยานขนส่งอวกาศ หากจะทำให้มีเกราะป้องกันแบบพาสซีฟ เนื่องจากมันจะไปทำให้มวลของยานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปส่งผลต่อการใช้พลังงานจำนวนมหาศาล (ระบบท่อขับดันจะต้องมีขนาดใหญ่หรือจำนวนมาก) เพื่อมาเริ่มขับเคลื่อนยานไปข้างหน้า หรือควบคุมทิศทาง รวมถึงความยากลำบากในการหยุดยานเพื่อจอดเทียบท่า ดังนั้นเกราะป้องกันพาสซีฟจากวัสดุ จึงควรใช้สำหรับสิ่งก่อสร้างที่อยู่ประจำตำแหน่ง และหยุดอยู่นิ่งๆรอบใจกลางที่เคลื่อนไหวแบบหมุน

การจำลองตัวเอง

โรงงานในอวกาศควรสามารถจัดการกับทรัพยากรตัวเองได้ ซึ่งสามารถต่อยอดจนทำให้เกิดการแตกหน่อของนิคมอวกาศออกมาได้เรื่อยๆเป็นทวีคูณ และที่สำคัญคือ นิคมอวกาศเหล่านี้จะไม่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรบนโลกอีกต่อไป

แต่ก่อนจะถึงขึ้นนั้นโลกของเรา ก็จำเป็นจะต้องจำลองการเป็นอยู่ของตัวเอง แล้วนำไปปรับใช้กับอาณานิคมในอวกาศให้อยู่รอดให้ได้ก่อน (ซึ่งจุดเริ่มต้นยังไงก็สำคัญกว่า การจำลองตัวเองของนิคมอวกาศในอนาคต)

ซึ่งในขั้นต้นของนิคมอวกาศ ยังจะต้องการทรัพยากรจากโลกอยู่มาก อาทิ นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ความบันเทิง และทรัพยาการน้ำหนักเบาต่างๆเช่น วงจรคอมพิวเตอร์, ยารักษา, วัศดุทั่วไป และ เครื่องมือเฉพาะทางต่างๆ

การปรับตัวทางจิตวิทยา

ความเบื่อหน่ายและความเงียบเหงาจากภารกิจอวกาศอันยืดเยื้อ ก็สามารถทำให้นักบินอวกาศ เกิดอาการทางจิตได้ ยิ่งไปกว่านั้นการขาดการนอนหลับ, เหนื่อยใจ และการหักโหมงานอย่างหนัก ก็จะทำให้ความสามารถของนักบินในอวกาศอยู่ในขั้นวิกฤต ทำงานได้แย่ลง หรือความประมาทที่เพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาอย่างคาดไม่ถึง

ขนาดของประชากร

ในปี ค.ศ. 2002 นักมนุษยวิทยา ‘จอห์น เอช. มัวร์’ (John H. Moore) ประเมินเอาไว้ว่าด้วยประชากรเพียง 150 -180 คน ก็สามารถทำให้อาณานิคมนั้นๆอยู่รอดได้นานถึง 2000 ปี ในตลอด 60 -80 ชั่วรุ่น

และสำหรับนิคมอวกาศขนาดเล็ก ขอเพียงแค่มี มนุษย์เพศหญิงเพียง 2 คน กับตัวอ่อนมนุษย์จำนวนหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็สามารถขยายขนาดของประชากรในอาณานิคมแห่งนี้

นักวิจัยด้านชีววิทยาการอนุรักษ์ได้ใช้กฎ 50/500 ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Franklin และ Soule โดยกฏนี้ได้บอกว่า ในระยะสั้น ของขนาดประชากรที่มีคุณภาพ (แทนค่าเป็น Ne)  50คน(เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์)นั้นจำเป็นต้องควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการผสมแบบเลือดชิด ขณะที่ แผนระยะยาว Ne 500  เป็นจำนวนที่เหมาะสมเพื่อรักษาความแปรปรวนทางพันธุกรรม 

Ne = 50 มีโอกาสเกิดการผสมแบบเลือดชิดเพียง 1% ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณสูงสุดที่ผู้เพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงสามารถยอมรับได้

Ne = 500 คือจำนวนที่เหมาะสมที่จะสร้างความสมดุลเพื่อให้ไม่เกิดความแปรแปรวนทางพันธุกรรมจนทำให้เกิดการกลายพันธุ์เพราะจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนความถี่ยีนอย่างไม่เจาะจง


ตำแหน่งที่ตั้งของนิคมอวกาศ

สำหรับในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของอาณานิคมอวกาศในปัจจุบันก็ยังเป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

เพราะอย่างที่เข้าใจกันคือ ตำแหน่งที่ตั้งขอนิคมอวกาศจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นผิวกายภาพของดาวเคราะห์, ดวงจันทร์, ดาวเคราะห์แคระ, ดาวเคราะห์น้อย หรือวัตถุต่างๆในวงโคจร และรวมไปถึงอาณานิคมในอวกาศที่ไม่อาศัยวัตถุกายภาพธรรมชาติมาเป็นแหล่งที่ตั้ง (คล้ายๆกับสถานีอวกาศ, หรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างเป็นของตัวเอง ในศัพท์ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Space habitat) เป็นต้น ซึ่งหากเรามองดูแหล่งอยู่อาศัยในภาพรวมก็จะพบว่า เราสามารถแบ่งออกได้เป็นเป็น 2 แหล่งก็คือ 1) ภายในระบบสุริยะ และ 2) นอกระบบสุริยะ 

1-ภายในระบบสุริยะ: ซึ่งในแหล่งอยู่อาศัยนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุหรือพื้นที่ต่างๆภายในระบบสุริยะ ได้แก่ 

-พื้นที่อวกาศใกล้โลก (Near-Earth space) อย่างเช่น บนพื้นผิวดวงจันทร์ หรือ จุดลากรางจ์ (Lagrange points) 

ดวงจันทร์

ดวงจันทร์จัดได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามานาน (นับตั้งแต่เราวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์เราก็เห็นดวงจันทร์มาโดยตลอด) ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงอาณานิคมนอกโลก เป้าหมายใกล้ตัวเราสุดเลยก็คือดวงจันทร์ ซึ่งบนดวงจันทร์จัดได้ว่ามีข้อได้เปรียบกว่าโลกในเรื่องของความเร็วหลุดพ้นที่ต่ำกว่า จึงง่ายต่อการขนส่งเสบียงหรือสินค้า และบริการอื่นๆ (ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างผิวดาวและสถานีอวกาศในวงโคจร) แต่ข้อเสียเปรียบบนดวงจันทร์ก็คือแทบไม่มีชั้นบรรยากาศที่จะมาเอื้อหนุนชีวิตเลย 

ถึงอย่างนั้นจากการค้นพบในรอบทศวรรษที่ผ่านมาก ก็พบว่ามีน้ำอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ! โดยน้ำเหล่านี้จะอยู่ในสถาณะของน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามหลุมอุกกาบาตต่างๆ บริเวณขั้วของดวงจันทร์ แต่อีกวิธีสำหรับการผลิตน้ำบนดวงจันทร์ในอนาคตก็คือ เราอาจทำการดึงไฮโดรเจนจากดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก มาผสานเข้ากับออกซิเจนที่สกัดได้จากดวงจันทร์ (สารประกอบของน้ำคือ อะตอมของไฮโดรเจน 2 ตัว กับ ออกซิเจน 1 ตัว หรือ H2O) ปัจจุบันก็มีนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามาค้นหาวิธีสกัดเอาน้ำออกมาจากดินบนดวงจันทร์อยู่ และจากการสำรวจตัวอย่างดินบนดวงจันทร์ก็พบว่า มีออกซิเจนปะปนอยู่มากถึง 40-45 % 

ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงต่ำมากหรือที่ประมาณ ⅙ เท่าของโลก ซึ่งในเรื่องนี้เราก็ยังไม่เคยมีตัวอย่างการใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานานด้วยแรงโน้มถ่วงต่ำระดับนี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่ามันจะส่งผลเสียอย่างไรต่อสุขภาพชีวิตของผู้คนบนนั้น อีกทั้งดวงจันทร์แทบไม่มีชั้นบรรยากาศ (อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น) จึงทำให้นิคมอวกาศไม่มีโล่มาคอยป้องกันรังสีอันตรายจากห้วงอวกาศ รวมทั้งเศษอุกกาบาตต่างก็ด้วย แต่สำหรับนิคมอวกาศรุ่นแรกๆเราอาจใช้ประโยชน์จากอุโมงค์ลาวาดวงจันทร์ (Lunar lava tube) มาเป็นแหล่งอยู่อาศัยของเรา เพราะอุโมงค์ลาวานี้ด็จะเสมือนเป็นโล่ป้องกันอย่างดีจากความอันตรายต่างๆในอวกาศ สำหรับการเพิ่งพาแหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์บนดวงจันทร์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ เพราะกลางคืนบนดวงจันทร์นั้นยาวนานถึง 2 สัปดาห์

จุดลากรางจ์ 

ความเป็นไปได้ในตำแหน่งใกล้โลกอีกแห่งหนึ่งก็คือ บริเวณจุดทั้ง 5 ของจุดลากรางจ์  โดยจุดที่ใกล้ที่สุด ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เราสามารถเดินทางไปถึงได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน โดยข้อได้เปรียบของจุดลากรางจ์ก็คือ การรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากหลายๆจุดดังกล่าวแทบไม่ได้ถูกบดบังแสงหรือสัญญาณวิทยุโดยโลกหรือดวงจันทร์เลย แต่ข้อเสียเปรียบก็คือ ตั้งแต่จุด L2-L5 จะไม่ได้รับการปกป้องรังสีคอสมิกอัตรายจากอวกาศ เพราะอยู่ห่างไกลจากโลก

จุดลากรางจ์  (Lagrange points) ในอวกาศระหว่างโลก,ดวงจันทร์ และ ดวงอาทิตย์ ภาพจาก NASA
จุดลากรางจ์  (Lagrange points) ในอวกาศระหว่างโลก,ดวงจันทร์ และ ดวงอาทิตย์ ภาพจาก NASA

Space habitat แหล่งอยู่อาศัยในอวกาศ

Space habitat หรือ อาณานิคมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีโครงสร้างเป็นของตัวเองและไม่ยึดติดอยู่กับวัตถุกายภาพธรรมชาติอื่นใด เช่น ดาวเคราะห์น้อย, ดวงจันทร์ หรือ ดาวเคราะห์แคระ (ซึ่งในหัวข้อ Space habitat นี้ไว้ผมจะทำเนื้อหาแยกอีกที)

บนดาวเคราะห์อื่น: เช่นดาวศุกร์ และดาวอังคาร (สำหรับอาณานิคมดาวศุกร์ กับดาวอังคารไว้จะทำข้อมูลแยกอีกที)

บนแถบดาวเคราะห์น้อยต่างๆ

ในแถบดาวเคราะห์น้อย วัตถุที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ดาวเคราะห์แคระซีรีส (Ceres) ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 945 กิโลเมตร ส่วนวัตถุอื่นๆนั้นค่อนข้างจะเห็นได้อย่างเบาบางเนื่องจาก มันครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้างในอวกาศ แต่ข้อเสียเปรียบของนิคมอวกาศในแถบดาวเคราะห์น้อยก็คือ มันอยู่ห่างไกลจากโลกมาก (ในระยะห่างระหว่าง 329-478 ล้านกิโลเมตร) และอาจเป็นภัยอันตรายต่อโลกได้ หากมีการเคลื่อนย้ายหรือการทำเหมืองจนส่งผลกระทบต่อวิถีวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยได้พุ่งเข้ามาสู่วงโคจรชั้นใน (ที่โลกอาศัยอยู่)

บนดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆ เช่น ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี ได้แก่ ดวงจันทร์ยูโรปา (Europa), คัลลิสโต (Callisto) และ แกนีมีด (Ganymede) หรืออาณานิคมบนดาวบริวารของดาวเสาร์ได้แก่ ดวงจันทร์ไททัน (Titan), เอนเซลาดัส (Enceladus) และอื่นๆ

วัตถุในอาณาจักรดาวเนปจูน (Trans-Neptunian region) หรือแถบไคเปอร์ (Kuiper belt) ซึ่งประเมินว่าอาจมีวัตถุอวกาศอยู่เป็นจำนวน 70,000 วัตถุที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดตั้งแต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไป ในขณะที่ฟรีแมน ไดสัน (Freeman Dyson) ก็ได้คาดการณ์ไว้ว่า ภายในอีกไม่กี่ร้อยปี อารยธรรมมนุษย์อาจเคลื่อนย้ายไปอยู่ในแถบไคเปอร์ ในขณะที่กลุ่มเมฆออร์ตประเมินไว้ว่าอาจมีดาวหางมากกว่า 2 ล้านล้านดวง

2-นอกระบบสุริยะ

หากมอกออกไปนอกระบบสุริยะเราจะพบว่า ยังมีดวงดาวอยู่อีกนับแสนล้านดวงในทางช้างเผือกที่อาจใช้เป็นแหล่งอยู่อาศัยของนิคมอวกาศได้ ซึ่งนี้ก็หมายความว่ามีแหล่งวัตถุดิบและพลังงานอยู่อย่างมหาศาลข้างนอกนั่น เพียงแต่ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวก็คือ ระยะทางในอวกาศมันไกลมากๆในระดับปีแสนไปจนถึงหลายๆหมื่นปีแสง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีการมีเทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศอันล้ำสมัยมากๆ จนสามารถบรรลุความเร็วได้เกินกว่าความเร็วแสง เช่นการพัฒนาระบบวาร์ปไดร์ฟ ซึ่งปัจจุบันเรามีแต่เพียงทฤษฎี (ในทางปฎิบัติแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างมันขึ้นมาจริงๆในเวลาอันใกล้นี้)

แหล่งที่มา

  1. Space colonization
  2. Space Based Solar Power
  3. Bosch reaction
  4. Dose examples

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด