เรื่องเล่าของภาพจักรวาล ที่แสนสวยงาม และหายากยิ่ง
นักฟิสิกส์กล่าวว่า “การเดินทางข้ามเวลา” เป็นไปได้อย่างมีเหตุผล โดยหลีกเลี่ยงปฏิทรรศน์เชิงตรรกะทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
นักฟิสิกส์กล่าวว่า “การเดินทางข้ามเวลา” เป็นไปได้อย่างมีเหตุผล โดยหลีกเลี่ยงปฏิทรรศน์เชิงตรรกะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ธันวาคม 8, 2020
ดาวเคราะห์นอกระบบประหลาด มีวงโคจรยาวไกล หลักฐานนี้อาจนำไปสู่การค้นพบ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9”
ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบที่มีวงโคจรยาวไกลผิดปกติ หลักฐานนี้อาจนำไปสู่การค้นพบ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9”
ธันวาคม 13, 2020
เรื่องราวของภาพจักรวาล ที่แสนสวยงาม และหายากยิ่ง ตอนที่ 1

NGC 346: Star Forming Cluster in the SMC - Image Credit & License: NASA, ESA, Hubble; Processing: Judy Schmidt

จักรวาลเรานั้นมีความสวยงามภายในตัว และมีอะไรให้น่าค้นหาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด บางภาพแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เสียจนทำให้รู้สึกว่า ตัวเรานั้นช่างเล็กจิ๋วยิ่งกว่าฝุ่นผงเสียอีก ในขณะเดียวกันบางภาพก็ถึงกับทำให้เราเริ่มรู้สึกหวั่นๆ และเคว้งคว้าง ถึงอย่างนั้นภาพของจักรวาล และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่ได้เห็นในนั้นเมื่อรวมๆ กันแล้วมันแสนวิเศษมาก ราวกับว่าบนท้องฟ้านั้นมีเวทย์มนต์สะกดให้เรารู้สึกอยากออกไปสำรวจ และอยากรู้ราวของสิ่งต่างๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ดวงดาวกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมมันจึงเกิดขึ้น


การตื่นขึ้นของดาวแรกเกิด

Awakening Newborn Stars – Image Credit: NASA, ESA, the Hubble Heritage

กลุ่มเมฆฝุ่นที่หนาแน่นนี้คือ วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (Herbig–Haro object) ภายใต้ความอลหม่านของแสงสว่างนี้มาจากดาวฤกษ์กำเนิดใหม่ ในกลุ่มเมฆ Orion B ซึ่งอยู่ไกลจากโลก 1,350 ปีแสง วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (HH) นี้ได้จุดประกายให้เนบิวลาได้สว่างสไวขึ้นมา และที่นักดาราศาสตร์รู้ว่าภายในเมฆฝุ่นนี้มีดาวฤกษ์เกิดใหม่ซ่อนตัวอยู่แน่ๆ นั้น ก็มาจากหลักฐานของลำเจ็ทก๊าซไอออไนซ์ที่ถูกพ่นออกมาจากดาวฤกษ์ และได้ปะทะเข้ากับกลุ่มเมฆ และก๊าซบริเวณใกล้เคียงจนก่อให้เกิดเป็นภาพที่สวยงามดังที่ได้เห็น รูปนี้ถ่ายไว้ได้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี ค.ศ. 2015 เมื่อดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นมาจากกลุ่มเมฆโมเลกุลไฮโดรเจนเย็นขนาดยักษ์เหล่านี้แล้ว มวลสารรอบๆ ก็จะยุบตัวลงมาภายใต้แรงโน้มถ่วงมหาศาล และหมุนอย่างรวดเร็ว จนสร้างเป็นแผ่นจานแบนกระจายออกมาจากดาวแรกเกิด แม้ว่าดาวเคราะห์จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ภายในจานแห่งนี้บ้างแล้ว แต่พวกมันส่วนใหญ่ก็จะถูกดูดกลืนเข้าไปสู่ใจกลางดาวฤกษ์อยู่ดี เนื่องจากระบบดาวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (ในขั้นของ protostar) ซึ่งกำลังอยู่ในสภาวะหิวกระหายพร้อมเขมือบทุกสิ่งที่ขวางหน้า


กาแล็กซีดอกทานตะวัน

Curly Spiral Galaxy M63
Image Credit & Copyright: Fabian Neyer, Rainer Spani
Collaboration Credit: I.D. Karachentsev, F. Neyer, R. Spani, T. Zilch

ที่เห็นอยู่นี้คือกาแล็กซี M63 หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า NGC 5055 ถือเป็นดาราจักรก้นหอยชนิดหนึ่ง เด่นสง่าอยู่ทางซีกฟ้าเหนือ ในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ (Canes Venatici) ห่างไกลจากเราประมาณ 60 ล้านปีแสง  มันมีขนาดที่ใกล้เคียงกับทางช้างเผือกของเรามาก นั่นคือมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 100,000 ปีแสง ใจกลางของกังหันสว่างสดใส ส่วนแขนของกังหันก็ดูน่าหลงใหลไม่แพ้กัน ความสวยงามนี้บางครั้งผู้คนต่างเรียกมันว่า “The Sunflower Galaxy” หรือ “กาแล็กซีดอกทานตะวัน” ในอีกแง่หนึ่งก็เหมือนราวกับว่ามันกำลังหมุนควงอย่างนุ่มนวล พร้อมกับพาเอากระแสดาวต่างๆ บริเวณรอบๆ เคลื่อนที่ตามไปด้วย เมื่อรวมเอาดวงดาวต่างๆ รอบนอกเข้ามาด้วย ก็จะพบว่าดาราจักรแห่งนี้มีอาณาบริเวณเหยียดขยายออกไปไกลเกือบ 180,000 ปีแสงจากจุดศูนย์กลางเลยทีเดียว กาแล็กซีบริวารอื่นๆของ M63 สามารถเห็นได้จากภาพมุมกว้าง ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก รวมถึงกาแล็กซีแคระจางๆ ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่อีก 5 แห่ง ซึ่งในอีกไม่กี่พันล้านปีข้างหน้าพวกมันก็จะเข้ามารวมกันอยู่ในเขตกระแสดาวรอบ M63 แล้ว


การชนกันของดาราจักรหนวดแมลง

The Antennae Galaxies in Collision – Image Credit: ESA/Hubble NASA

ห่างไกลออกไป 60 ล้านปีแสงทางตอนใต้ของกลุ่มดาวนกกา (Corvus) เราจะพบกับสองกาแล็กซีขนาดใหญ่กำลังชนกัน ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลนี้แสดงให้เราเห็นถึง ซากขบวนรถไฟอันโดดเด่งนี้ทอดยาวออกสู่อวกาศไปไกลกว่า 50,000 ปีแสง และเชื่อมโยงกันเป็นเส้นทางระหว่างทั้งสองกาแล็กซี ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการปะทะกันมานานกว่าหลายร้อยล้านปี ทั้งสองกาแล็กซีนี้ประกอบไปด้วย NGC 4038 และ NGC 4039 ซึ่งความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ แม้ทั้งสองกาแล็กซีจะชนกัน แต่เราแทบไม่เห็นดาวฤกษ์ภายในนั้นชนกันเลย อีกทั้งเรายังมองเห็นกลุ่มก๊าซ และฝุ่นปริมาณมหาศาล บริเวณใจกลางของการชนกัน ซึ่งบ่งบอกว่ากำลังมีดาวฤกษ์ทารกเกิดใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก กระจุกดาว และสสารระหว่างดวงดาวบางส่วน ถูกเหวี่ยงออกสู่อวกาศด้วยแรงโน้มถ่วงอย่างอยากที่จะดึงกลับมาได้ การศึกษาการชนกันของกาแล็กซีเช่นนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำความเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทางช้างเผือกเราในอนาคต (ในอีกราว 4,500 ล้านปี) ที่มันจะชนกับดาราจักรแอนดรอเมดา (อยู่ห่างไกลจากเรา 2.5 ล้านปีแสง) แล้วรวมตัวกันเป็นดาราจักรทรงรีขนาดใหญ่ ในอนาคต ภายหลังจากการรวมตัวกันของทั้งสองกาแล็กซี โครงสร้างของมันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมนับแสนปีแสง และมีชื่อเรียกให้แก่คู่กาแล็กซีนี้ใหม่ว่า ดาราจักรหนวดแมลง (Antennae Galaxies)


ภูเขาไฟอันเงียบสงบในมหาสมุทรแห่งพายุ

Mons Rumker in the Ocean of Storms – Image Credit & Copyright: Jean-Yves Letellier

ภูเขาไฟแห่งนี้มีชื่อว่า Mons Rumker ซึ่งเป็นโดมภูเขาไฟที่มีความสลับซับซ้อนกว้าง 70 กิโลเมตร และอยู่สูงขึ้นไปเหนือพื้นผิวที่ราบอันกว้างใหญ่ของดวงจันทร์ราว 1,100 เมตร อันเป็นที่รู้จักกันในพื้นที่บริเวณ Oceanus Procellarum หรือ สมุทรแห่งพายุ (the Ocean of Storms) แสงแดดพึ่งส่องเข้ามาถึงพื้นที่แห่งนี้เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020) โดยเงาปรากฏเป็นเส้นทะแยง แบ่งระหว่างกลางคืนและกลางวันอย่างชัดเจน ทอดยาวขึ้นมาจากทางฝั่งซ้ายล่างของภาพ ขึ้นไปยังสุดขอบเหนือ ด้วยการที่แสงตกกระทบบนภูเขาไฟเช่นนี้ จึงทำให้เรามองเห็นเงาของมันอีกด้าน แล้วเห็นว่ามันมีลักษณะนูนเด่นออกมาบนพื้นผิวที่ราบเรียบ ภาพที่ได้รับมานี้มาจากภารกิจ Chang’e-5 ของจีน ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Long March 5 ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ก่อนยานแลนเดอร์จะลงจอดบนพื้นผิวของดวงจะได้สำเร็จเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม โดยบริเวณจุดลงจอดจะอยู่เยื้องห่างจากภูเขาไฟ Mons Rumker ขึ้นไปทางเหนือ ก่อนที่ยานจะเก็บตัวอย่างดินจากพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ และออกจากมหาสมุทรแห่งพายุมาพร้อมกับตัวอย่างดินปริมาณ 2 กิโลกรัมเดินทางกลับมายังโลก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม


ฮับเบิลส่องกล้องไปยังดินแดนมหัศจรรย์แห่งจักรวาล

Hubble Gazes Upon Cosmic Wonderland
Text credit: European Space Agency (ESA)
Image credit: ESA/Hubble & NASA, A. Zabludoff

นี่คือพื้นที่ขนาดใหญ่ในอวกาศ ที่ถ่ายไว้ได้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ที่แสดงให้เห็นถึง กาแล็กซี SDSS J225506.80+005839.9 มันแตกต่างไปจากกาแล็กซี และเนบิวลาโดยทั่วไปก่อนหน้าเป็นไหนๆ ด้วยชื่อของมันที่กล้อง SDSS (Sloan Digital Sky Survey) ตั้งชื่อให้ก็ยาวซะจนยากที่จะจำได้ (เพราะเป็นการตั้งชื่อตามการอ้างอิงพิกัดบนท้องฟ้า) จึงทำให้มันไม่มีชื่อเท่ๆ สวยๆ เหมือนกาแล็กซีดังๆ ส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก สำหรับกาแล็กซีที่เห็นนี้ ตรงเกือบบริเวณใจกลางค่อนไปทางขวา รวมทั้งกาแลคซีเพื่อนบ้านใกล้เคียงของมันจำนวนมาก ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวราศีมีน (กลุ่มดาวปลา) ในอีกไม่กี่พันล้านปีจากนี้ พวกมันจะรวมตัวกันเป็นกาแล็กซีขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว จากการประเมินระยะทางเบื้องต้นก็พบว่ามันอยู่ห่างไกลจากทางช้างเผือกเราประมาณ 500 ล้านปีแสง ซึ่งไกลมาก จึงยากแก่การมองเห็นหากปราศความช่วยเหลือจากกล้องฮับเบิล เหมือนกับในกรณีของกาแล็กซีจางๆ อีกหลายๆ แห่งในจักรวาลที่อยู่ไกลออกไปมากๆ นี่เป็นเพียงไม่กี่รายชื่อในบัญชีดวงดาวที่ถูกค้นพบเมื่อปีที่ผ่านมา และยังมีกาแล็กซีอีกหลายล้านแห่งที่ยังคงรอคอยให้เราได้สำรวจมัน เพื่อที่เราจะได้สร้างภาพบนท้องฟ้ายามค่ำคืนสุดแสนอัศจรรย์ให้สมบูรณ์ต่อไป


เสาแห่งการก่อกำเนิด

M16: Pillars of Star Creation
Image Credit: NASA, ESA, Hubble Space Telescope, J. Hester, P. Scowen (ASU)

เสามืดเหล่านี้ดูเหมือนราวกับเป็นเสาแห่งการทำลาย แต่ความจริงพวกมันกำลังให้กำเนิดดวงดาวอยู่ ภาพนี้คือภาพเสาด้านในของเนบิวลาอินทรี (Eagle Nebula) ถ่ายไว้ได้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งเผยให้เห็นกลุ่มก๊าซระเหยออกมาจากเสาโมเลกุลไฮโดรเจน และฝุ่น โดยเสาแต่ละต้นนั้นยาวหลายปีแสง และมีความหนาแน่นเชิงความโน้มถ่วงมาก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกำเนิดดวงดาว และที่ปลายของแต่ละเสา เราสามารถมองเห็นการแผ่รังสีที่ส่องสว่างออกมาได้ ซึ่งนั้นเป็นแสงแรกเกิดของดาวฤกษ์จำนวนมาก เนบิวลาอินทรีตั้งอยู่ในกระจุกดาวเปิด M16 ในกลุ่มดาวงู ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 7,000 ปีแสง และมีความส่องสว่างปรากฏเท่ากับ 6 สามารถมองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กได้ และสามารถเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม เนบิวลาอินทรีถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1745 โดยนักดาราศาสตร์ชาวสวิส ฌอง-ฟิลิปป์ เดอ เชโซส์ ปัจจุบันมันเป็นหนึ่งในบรรดาวัตถุท้องฟ้าที่มีชื่อเสียง เป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด


ดวงดาวที่ก่อตัวอยู่ในเมฆแมกเจลแลนเล็ก

NGC 346: Star Forming Cluster in the SMC
Image Credit & License: NASA, ESA, Hubble; Processing: Judy Schmidt

ถ้าถามว่ายังมีดาวฤกษ์ก่อตัวอยู่ด้านนอกทางช้างเผือกอยู่ไหม ก็ต้องตอบว่ามี และนี้คือภาพหลักฐานของเนบิวลา NGC 346 ที่ถ่ายไว้โดยกล้องฮับเบิล ซึ่งภายในกลุ่มแก๊สมโหฬารนี้ประกอบไปด้วยกระจุกดาวฤกษ์กำเนิดใหม่จำนวนมาก เรียงรายทอดยาวไปไกลกว่า 200 ปีแสง เนบิวลา NGC 346 ตั้งอยู่ในเมฆแมกเจลแลนเล็ก (SMC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกาแล็กซีบริวารของทางช้างเผือก ห่างไกลจากเราเพียง 210,000 ปีแสง ในกลุ่มดาวนกทูแคน (Tucana) จากการสำรวจ NGC 346 นักดาราศาสตร์ สามารถระบุประชากรดาวฤกษ์ที่กำลังก่อตัวได้จากแถบมืดของกลุ่มฝุ่นอันหนาแน่นที่ตัดขวางในภาพ ภายใต้ความกดดันของธรรมชาติและแรงโน้มถ่วงได้ก่อกำเนิดแสงทารกแรกของดาวฤกษ์ได้อย่างงดงาม โดยแสงเฉดสีแดงที่เห็นในภาพคือแสงของดาวฤกษ์วัยละอ่อนที่พยายามมุดฝุ่นออกมา หากมองขึ้นไปด้านบนของภาพ จะเป็นกระจุกดาวที่เริ่มมีอายุมากขึ้นแล้ว ความไม่สม่ำเสมอของกาแล็กซีขนาดเล็กอย่างเช่น SMC จัดว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบของกาแล็กซีที่พบเห็นได้ส่วนมากในเอกภพยุคเริ่มต้น ก่อนที่พวกมันจะรวมกลุ่มกันกลายเป็นกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในภายหลัง


ล็อกแมนโฮล

Herschel’s View of ‘Lockman Hole’
Image credit: ESA/Herschel/SPIRE/HerMES

นี่คือบริเวณท้องฟ้าที่เรียกว่า “ล็อกแมนโฮล” (Lockman Hole) ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นภาพสำรวจด้วยแสงอินฟราเรดโดยหอดูดาวเฮอร์เชล จุดเล็กๆ ทั้งหมดบนภาพนี้คือ “กาแล็กซี” ที่อยู่ห่างไกล รวมกันเป็นรูปแบบของจุดแสงที่เรียกว่า “พื้นหลังอินฟราเรดของจักรวาล” จากการศึกษารูปแบบนี้ จึงทำให้นักดาราศาสตร์สามารถตรวจวัดปริมาณของสสารมืด ที่ใช้สร้างกาแล็กซีและดาวฤกษ์อายุน้อยในนั้นได้ ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลจากกาแล็กซีที่อยู่ไกลโพ้นในจักรวาลแทน


หลุมอุกกาบาตเมซีเย ในภาพ 3 มิติ

Messier Craters in Stereo
Image Credit: Apollo 11, NASA; Stereo Image Copyright Patrick Vantuyne

เนบิวลาสว่างไสว และกระจุกดาวจำนวนมากส่วนใหญ่บนท้องฟ้าที่เราเห็น มักมีความสัมพันธ์กันกับรายชื่อที่ชาร์ล เมซีเย (Charles Messier) นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้จดบันทึกเอาไว้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18  นอกจากนี้ชื่อของเขา ยังถูกนำไปใช้เรียกหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่สองแห่งนี้ด้วย ซึ่งมีหน้าตาโดดเด่นเหนือใครๆ พวกมันตั้งอยู่ในทะเล* ของดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘แมร์ เฟคันดิทาคิส’ (Mare Fecunditatis) โดนหลุมด้านซ้ายมีชื่อว่า ‘เมซีเย’ ส่วนหลุมด้านขวามีชื่อว่า ‘เมซีเย เอ’ ซึ่งมีมิติขนาดอยู่ที่ 15×8 และ 16×11 กิโลเมตรตามลำดับ ส่วนรูปร่างลักษณะภายนอกของหลุมที่เห็นว่ายืดออกนั้น มีคำอธิบายว่า มาจากวิถีการชนของอุกกาบาตที่มีมุมตื้นเกินไป จนทำให้มันกระดอนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง (จากซ้ายไปขวา) และก่อให้เกิดเป็นรูปทรงดังที่เห็นในภาพ  แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบมายังพื้นแห่งนี้ ทำให้เรามองเห็นถึงรูปร่างของพวกมันได้อย่างชัดเจน ที่มีทิศทางเคลื่อนไปด้านขวา หากดูด้วยแว่นตา แดง/น้ำเงิน (แดงอยู่ทางซ้าย) คุณจะสามารถมองเห็นภาพนี้ใน 3 มิติได้ด้วย ภาพถ่ายความละเอียดสูงนี้ได้รับมาจากในภารกิจอะพอลโล 11 ปี ค.ศ. 1969

*mare หรือ maria- ในภาษาละตินมีความหมายว่า “ทะเล” เพราะคนสมัยก่อนมองว่า ความไม่ราบเรียบบนดวงจันทร์ก็คือทะเลที่ปกคลุมอยู่มากมาย แต่ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่


เศษซากของซูเปอร์โนวา (เนบิวลา สปาเก็ตตี้)

Simeis 147: Supernova Remnant
Image Credit & Copyright: Georges Attard

มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะหลงทางอยู่ภายในวังวนของเส้นใยที่ซับซ้อนเหล่านี้ นี่คือภาพของ ‘ซีเมย์ส 147’ (Simeis 147) ซึ่งกำเนิดขึ้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีต ที่ปัจจุบันยังคงหลงเหลือให้เห็นถึงร่องรอยความสวยงามแห่งการทำลายล้าง นอกจากนี้มันยังมีชื่ออื่นๆ เช่น Sharpless 2-240 และมีชื่อเล่นว่า “เนบิวลา สปาเกตตี้” (Spaghetti Nebula – ชื่อนี้มีที่มาจากลักษณะทางกายภาพของมัน ที่เป็นเหมือนดั่งกลุ่มก้อนของเส้นสปาเก็ตตี้) ซึ่งเราสามารถมองเห็นมันได้อยู่ภายในกลุ่มดาววัว (Taurus) และกลุ่มดาวสารถี (Auriga) ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 3 องศา หรือเทียบเท่ากับ ดวงจันทร์เต็มดวง 6 ดวงบนท้องฟ้า ซึ่งอันที่จริงแล้วมันมีขนาดใหญ่กว่านั้นมาก เพราะขนาดจริงๆ ของมันนั้น กว้างถึง 150 ปีแสง และอยู่ไกลจากเรา 3,000 ปีแสง ภาพนี้ถูกถ่ายไว้ได้ผ่าน Narrowband Filters (เพื่อจำกัดความยาวคลื่นของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า) โดยสีแดง และสีน้ำเงินอมเขียวในภาพนั้นก็คือ แสงที่เปล่งออกมาจากอะตอมของไฮโดรเจน และออกซิเจนที่แตกตัวเป็นไอออน เศษซากของซูเปอร์โนวานี้มีอายุมาประมาณ 40,000 ปี นี่หมายถึงว่า “แสงแรก” ของการระเบิดครั้งใหญ่ของมันเดินทางมาถึงโลกเมื่อราว 40,000 ปีที่แล้ว (ซึ่งตอนนั้นเรายังเป็นมนุษย์หินกันอยู่เลย) กลุ่มแก๊สที่กระจายตัวออกมา ไม่ใช่ผลพวงเดียวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ความหายนะของจักรวาล ยังทิ้งดาวนิวตรอน หรือพัลซาร์เอาไปด้วย ซึ่งมันคือของแกนดาวฤกษ์ที่เหลืออยู่แต่เดิม และกำลังหมุนอย่างรวดเร็ว


SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
0 0 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
กลับสู่บนสุด