รายชื่อดาวเคราะห์นอกระบบ ที่น่าอยู่อาศัย และคล้ายกับโลกมากที่สุด จำนวน 15 ดวง
'Monster' black hole LB-1 Credit: Xinhua News Agency/Getty Images
รายชื่อหลุมดำ 10 แห่งที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด พร้อมข้อมูลอย่างละเอียด
สิงหาคม 18, 2021
ชะตากรรมสุดท้ายของจักรวาล จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร & รูปร่างของเอกภพปิด, เอกภพเปิด และ เอกภพแบน คืออะไร
ชะตากรรมสุดท้ายของจักรวาล จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร & รูปร่างของเอกภพปิด, เอกภพเปิด และ เอกภพแบน คืออะไร
สิงหาคม 27, 2021
รายชื่อดาวเคราะห์นอกระบบ ที่น่าอยู่อาศัย และคล้ายกับโลกมากที่สุด 15 ดวง

หน้าตาของดาวเคราะห์นอกระบบที่แปลกตา ที่เรียกว่า “ดาวเคราะห์ลูกตา” (Eyeball planet)

ดาวเคราะห์นอกระบบ คือดาวเคราะห์ที่ไม่ได้อยู่ภายในระบบสุริยะ ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดยดาวเคราะห์เหล่านี้จะโคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ดวงอื่น ปัจจุบันได้รับการยืนยันแล้วว่ามีอยู่จริงเป็นจำนวนกว่า 4,841 ดวง จาก 3,580 ระบบดาว และจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกหลายดวงในอนาคต โดยข้อมูลต่อไปนี้จะอิงจากบัญชีรายชื่อ Habitable Exoplanets Catalog (HEC) และจากคลังข้อมูลดาวเคราะห์นอกระบบของ NASA (NASA Exoplanet Archive) โดยจัดเรียงความคล้ายโลกตามขนาดรัศมี และความน่าอยู่อาศัยของดาวเคราะห์


ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-62e
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-62e – Image credit: NASA Ames/JPL-Caltech/T. Pyle

อันดับที่ 15 Kepler-62e

Kepler-62e คือดาวเคราะห์นอกระบบประเภทซูเปอร์เอิร์ธ ถูกค้นพบโดยยานอวกาศเคปเลอร์ของนาซา เมื่อวันที่ 18 เมษายนปี 2013 และจากข้อมูลก็บ่งชี้ว่า ดาวเคราะห์แห่งนี้โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ของระบบดาว Kepler-62 ที่ตั้งอยู่ภายในกลุ่มดาวพิณ (Lyra) ห่างจากโลก 990 ปีแสง ซึ่งดาวฤกษ์หลักของระบบคือ ดาวฤกษ์แถบลำดับหลักประเภท K หรือ ดาวแคระส้ม ซึ่งมีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ราวครึ่งหนึ่ง และระบบดาวแห่งนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เนื่องจากได้รับการยืนยันแล้วว่ามีดาวเคราะห์นอกระบบอาศัยอยู่เป็นจำนวนถึง 5 ดวง (โดยแต่ละดวงจะขึ้นต้นด้วยชื่อ Kepler-62 แล้วตามตัวอักษรพิมพ์เล็กในภาษาอังกฤษ b c d e f) และมี 3 ดวงในนี้ที่คล้ายกับโลกมาก โดยหนึ่งในนั้นก็คือ Kepler-62e นักดาราศาสตร์คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้จะถูกปกคลุมเต็มไปด้วยหิมะ และมหาสมุทร โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -3 องศาเซลเซียส Kepler-62e มีคาบโคจรอยู่ที่ 122 วัน ซึ่งคือ 1 ปีบนดาวดวงนี้ หากเทียบวงโคจรแล้วก็คือประมาณวงโคจรของดาวพุธในระบบสุริยะ (แต่จะได้รับพลังงานความร้อนเจือจางกว่า เนื่องจากดาวฤกษ์หลักมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์) Kepler-62e มีขนาดใหญ่กว่าโลก 60 เปอร์เซ็นต์ โดยมี รัศมีอยู่ที่ 1.61 เท่าของโลก (มีมวล 4.5 ของโลก) โดยองค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวคือ เหล็ก และ ซิลิเกต อายุของดาวคือ 7 พันล้านปี จึงเป็นไปได้ที่สถานที่แห่งนี้อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยในปี 2015 ก็ดับฝันที่เราจะเจอกับเอเลี่ยน เนื่องจากสนับสนุนว่า ดาวแห่งนี้ปกคลุมเต็มไปด้วยสารระเหย และไม่มีพื้นผิวดาวที่แท้จริง จึงอาจมีสภาพที่คล้ายกับดาวเนปจูน หรือดาวแก๊สขนาดเล็ก (gas dwarf นิยมเรียกว่า Mini-Neptune) หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากดาวเคราะห์แห่งนี้ได้รับรังสีความร้อนมากกว่าโลก 20 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกได้เช่นเดียวกับดาวศุกร์ จนมีสภาพที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิต 

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-62e

  • ค้นพบโดย: Borucki et al. 
  • สถานที่ค้นพบ: หอดูดาวอวกาศเคปเลอร์ 
  • วันที่ค้นพบ: 18 เมษายน 2013
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.61 R☉ 
  • มวล: 4.5 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -3 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 63.9 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 990 ปีแสง

ภาพจำลองของ ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1652b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1652b

อันดับที่ 14 Kepler-1652b

Kepler-1652b คือดาวเคราะห์นอกระบบประเภทซูเปอร์เอิร์ธ โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้รอบดาวแคระแดง ห่างจากโลกประมาณ 822 ปีแสง ในกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) ค้นพบโดยยานอวกาศเคปเลอร์ ในปี 2013 ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์จริงๆ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 2017 ดาวเคราะห์ดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลก 60% หรือมีรัศมี 1.6 เท่าของโลก เบื้องต้นคาดการณ์ว่าน่าจะมีน้ำที่เป็นของเหลวปกคลุมอยู่บนพื้นผิวดาว เนื่องจาก Kepler-1652b โคจรอยู่ในเขตที่พอเหมาะไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยผลของ Tidal locking ก็ทำให้ดาวเคราะห์หันหน้าเข้าหาดาวฤกษ์เพียงด้านเดียว โดยสภาพเงื่อนไขเช่นนี้จะทำให้ผิวโลกที่หันเข้าหาดาวเคราะห์แดง อาจมีสภาพเป็นพื้นดินที่แห้งแล้งและร้อน ในขณะที่ผิวโลกในส่วนที่หันหน้าออก หรือด้านตรงข้าม จะติดอยู่ในสภาพของโลกกลางคืนไปตลอดกาล และหนาวเย็น อย่างไรก็ตามความร้อนที่แผ่กระจายออกมาจากด้านทางฝั่งกลางวัน ก็ทำให้พื้นผิวของดาวทางฝั่งกลางคืนมีความอบอุ่นพอที่จะสามารถละลายน้ำแข็งจนกลายเป็นมหาสมุทรได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้เมื่อมองจากอวกาศ เราจะเห็นว่าทางฝั่งหนึ่งจะมีแต่พื้นดิน และอีกฝั่งหนึ่งก็จะมีแต่พื้นมหาสมุทร และ น้ำแข็ง โดยภาพรวมจึงดูเหมือนกับดวงตา และนี่จึงเป็นที่มาของสมมติฐานที่ชื่อว่า “ดาวเคราะห์ลูกตา” (Eyeball planet) และที่ได้กล่าวมาข้างต้นคือตัวอย่างของ hot eyeball planet หรือดาวเคราะห์ลูกตาร้อน ในขณะที่ “cold” eyeball planet หรือดาวเคราะห์ลูกตาเย็น จะมีสภาพตรงกันข้ามกัน นั่นคือฝั่งที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์จะเต็มไปด้วยมหาสมุทร และโลกทางฝั่งกลางคืนจะเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ซึ่งไม่ว่าหน้าตาของ Kepler-1652b จะออกมาในลักษณะไหนก็เป็นที่น่าสนใจทั้งคู่ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของดาวนั้นจะอยู่ที่ประมาณ -5 องศาเซลเซียส มีคาบการโคจรอยู่ที่ 38.1 วัน อยู่ห่างจากดาวแคระแดงประมาณ 25 ล้านกิโลเมตร โดยดาวฤกษ์หลักแห่งนี้หรือดาวแคระแดง (Kepler-1652) มีขนาดมวลอยู่ที่ 0.404 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีอายุประมาณ 3,200 ล้านปี ส่วนในเรื่องของความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตยังไม่อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนได้ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง แม้ว่าสภาพของดาวจะมีอุณหภูมิที่เหมาะต่อสิ่งมีชีวิตก็ตาม เช่น ปัจจัยขององค์ประกอบของดาว, ชั้นบรรยากาศ และการแผ่รังสีที่รุนแรงจากดาวฤกษ์ เป็นต้น

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-1652b

  • ค้นพบโดย: ยานอวกาศเคปเลอร์
  • วันที่ค้นพบ: 3 พฤศจิกายน 2017 (ได้รับการยืนยัน)
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.60 R☉ 
  • มวล: ? M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -5 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 24.7 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 822 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Ross 128 b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Ross 128 b – credit: ESO/M. Kornmesser

อันดับที่ 13 Ross 128 b 

Ross 128 b ได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก และโคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้อีกด้วย สำหรับดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกค้นพบ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 2017 ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “ความเร็วแนวเล็ง” (Radial velocity) ซึ่งอาศัยค่าหาความสัมพันธ์ของความยาวคลื่น, ความถี่ของแสงที่เปลี่ยนแปลงจากปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ เพื่อหาความเร็วและตำแหน่งของดาวเคราะห์ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า Ross 128 b โคจรอยู่รอบดาวแคระแดงอย่างเงียบๆ และด้วยการที่มีมวลมากกว่าโลกเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ ได้รับแสงแดดมากกว่าที่ 38 เปอร์เซ็นต์ และมีความหนาแน่นกว่าโลกเล็กน้อย จึงถูกพิจารณาว่านี่คือหนึ่งในแคนดิเดตที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากเราไปเยือนที่นั่นเราอาจพบเข้ากับน้ำที่เป็นของเหลว และ ชั้นบรรยากาศที่มีสภาพคล้ายคลึงกับโลกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามการจะสำรวจหาองค์ประกอบของอากาศ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากดาวเคราะห์ไม่ได้เคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์ในมุมมองของเรา และจนกว่าเราจะแน่ชัดในเรื่องนี้ ก็คงต้องรอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้นไปอีกมาช่วยตรวจสอบ อย่างเช่น กล้องโทรทรรศน์ Extremely Large Telescope ขององค์การอวกาศยุโรป ที่จะเปิดตัวในปี 2027 และ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ของนาซา ที่มีกำหนดขึ้นสู่อวกาศ ปลายปี 2021 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่าเราจะค้นพบลายเซ็นทางชีวภาพ (biosignatures) ที่โดดเด่นอย่างเช่น ออกซิเจน โอโซน และมีเทน ที่นั่น Ross 128 b โคจรห่างจากดาวแคระแดงเพียง 7.42 ล้านกิโลเมตร (ใกล้กว่าระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก 20 เท่า) จึงทำให้มีคาบการโคจรอยู่ที่ 9.9 วันเท่านั้น (หรือ 1 ปีบนดาวดวงนี้เท่ากับ 9.9 วันโลก) รัศมีของดาวคือ 1.60 เท่าของโลก ส่วนดาวเคราะห์แดงมีขนาดมวลเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็กมาก อย่างไรก็ตามมันมีอายุมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2 เท่า นั่นคือมันมันดำรงอยู่มานานแล้วถึง 9,450 ล้านปี อีกทั้งมันยังเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดใน 20 อันดับของดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับเราที่สุดอีกด้วย ระบบดาว Ross 128 ตั้งอยู่ห่างจากโลกเพียง 11 ปีแสง 

ข้อมูลสรุป ของ Ross 128 b

  • ค้นพบโดย: ซาเวียร์ บอนฟิลส์ (Xavier Bonfils)
  • วันที่ค้นพบ: 15 พฤศจิกายน 2017
  • วิธีการตรวจจับ: ความเร็วแนวเล็ง (Radial velocity)
  • รัศมี: 1.60 R☉ 
  • มวล: 1.8 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -60 – 28 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 7.42 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 11 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Kapteyn b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kapteyn b ภาพจาก Ph03nix1986/wikipedia

อันดับที่ 12 Kapteyn b

Kapteyn b คือดาวเคราะห์นอกระบบ ที่โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ของระบบดาว Kapteyn ที่ศูนย์กลางดาวฤกษ์คือดาวแคระแดงมวลต่ำ ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกค้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2014 โดยอุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วเชิงรัศมีของดาวฤกษ์ความแม่นยำสูง (HARPS) บนหอดูดาวลาซียา ในชิลี และได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์จริงๆ ในปี 2017 อย่างไรก็ตามในช่วงหลังๆ มีการถกเถียงกันว่าความผิดปกติที่ตรวจพบในระบบดาว Kapteyn บางทีอาจเป็นกิจกรรมอะไรบางอย่างของตัวดาวฤกษ์เองมากกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ แต่หากเป็นดาวเคราะห์นักดาราศาสตร์ได้ประเมินไว้ว่า มันจะต้องมีขนาดรัศมีใหญ่กว่าโลก 1.6 เท่า และมวล 4.8 จึงทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกจัดให้เป็น ซูเปอร์เอิร์ธ แต่ก็มีขนาดเล็กกว่าดาวน้ำแข็งอย่างยูเรนัส และ ดาวเนปจูน โดยมีอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยอยู่ที่ -68 องศาเซลเซียส และด้วยมวลที่มากกว่าโลกเกือบ 5 เท่า และขนาดใหญ่กว่าโลก 1.6 เท่า จึงเป็นไปได้ว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่น่าจะเป็นหินและโลหะ ส่วนในเรื่องของความเป็นไปได้ของการอยู่อาศัย ก็พบว่าดาวเคราะห์นอกระบบดวงนี้โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ และหากชั้นบรรยากาศมีองค์ประกอบที่เหมาะสม เช่นมีความหนาแน่น และก๊าซเรือนกระจกเพียงพอ น้ำก็อาจคงรูปเป็นของเหลวอยู่ได้บนพื้นผิวของดาว Kapteyn b โคจรอยู่ห่างจากดาวฤกษ์แม่เพียง 25 ล้านกิโลเมตร และหากเลยออกมาจากสถานที่แห่งนี้อีกหน่อย ที่ปลายขอบของเขตอาศัยได้ เราจะพบกับดาวเคราะห์ดวงที่ชื่อว่า Kapteyn c ซึ่งมีขนาดมวลใหญ่โตกว่าโลก 7 เท่า สำหรับดาวฤกษ์ของระบบดาว Kapteyn คือดาวแคระแดงขนาดเล็ก มีขนาดมวล และ เส้นผ่านศูนย์กลางราว 30 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ (มวล 0.281 Mรัศมี 0.291 R) มีความสว่างเพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ แต่ที่น่าสนใจคือดาวฤกษ์ดวงนี้เก่าแก่มาก อายุของมันคือ 11,000 ล้านปี และคาดว่ามันจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อีกถึง 100,000 – 200,000 ล้านปี ซึ่งมีอายุไขมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 20 เท่า จากการวัดพารัลแลกซ์ของดาวพบว่า Kapteyn อยู่ห่างไกลจากโลก 12.83 ปีแสง ในอดีตเมื่อ 10,900 ปีที่แล้ว ระบบดาวแห่งนี้เคยเฉียดเข้ามาใกล้โลกที่ระยะ 7 ปีแสง ก่อนที่จะเคลื่อนหนีออกมานับจากนั้น

ข้อมูลสรุป ของ Kapteyn b

  • ค้นพบโดย: HARPS 
  • วันที่ค้นพบ: มิถุนายน 2014
  • วิธีการตรวจจับ: ความเร็วแนวเล็ง (Radial velocity)
  • รัศมี: 1.60 R☉ 
  • มวล: 4.8 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -68 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 25 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 12.83 ปีแสง 

ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-452b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-452b – Credits: NASA Ames/JPL-Caltech/T. Pyle

อันดับที่ 11 Kepler-452b

Kepler-452b คือหนึ่งในดาวเคราะห์นอกระบบที่มีชื่อเสียงมาก ถึงกับเคยถูกขนานนามว่าคือ โลก 2.0 (Earth 2.0) หรือ ลูกพี่ลูกน้องของโลก (Earth’s Cousin) เลยทีเดียว Kepler-452b คือซูเปอร์เอิร์ธ ที่โคจรอยู่ภายในขอบของเขตอาศัยได้รอบดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ของเรามาก และเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ถูกค้นพบโดยยานอวกาศเคปเลอร์ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) ห่างจากโลก 1,830 ปีแสง อีกหนึ่งความน่าสนใจของดาวเคราะห์ดวงนี้ก็คือ มันมีวงโคจรอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ อยู่ที่ 1.04 AU หรือประมาณ 156,000,000 กิโลเมตร ซึ่งมีวงโคจรกว้างกว่าโลกเพียง 6 ล้านกิโลเมตรเท่านั้น โดย 1 ปีบนดาว Kepler-452b จะเท่ากับ 384 วัน มีมวลมากกว่าโลก 5 เท่า และมีรัศมี 1.5 เท่า จึงเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์ดวงนี้จะเป็นดาวเคราะห์หินประเภทซูเปอร์เอิร์ธ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีองค์ประกอบหลายๆอย่างคล้ายกับโลก แต่เราก็ยังไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าเขตอาศัยได้นั้นเป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า เพราะถ้าหาก Kepler-452b ได้รับพลังงานมากกว่าที่โลกได้รับเพียงเล็กน้อย ก็อาจจุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้สภาพแวดล้อมของดาวร้อนจนเกินไป และไม่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิต แต่เบื้องต้นประเมินว่าถ้าไม่หากไม่พบกรณีเลวร้ายดังกล่าว อุณหภูมิเฉลี่ยของดาวจะอยู่ที่ประมาณ -8 องศาเซลเซียส เนื่องจาก Kepler-452b ดูเหมาะสมมากที่สิ่งมีชีวิตจะสามารถพัฒนาการขึ้นมาได้ และระบบดาว Kepler-452 แห่งนี้ก็ดำรงอยู่มานานแล้วกว่า 6 พันล้านปี ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคาดหวังว่าเราจะพบเจอกับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนดาวเคราะห์แห่งนี้ และในเดือนกรกฎาคม ปี 2015 นักวิทยาศาสตร์จาก เซติ (Search for extraterrestrial intelligence) หรือ การค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว จึงเริ่มต้นออกตามหาเบาะแสยังที่แห่งนี้ พวกเขาใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลเลน ที่ตั้งอยู่ที่หอดูดาว Hat Creek บนเทือกเขาแคสเคดแห่งแคลิฟอร์เนีย มาสแกนหาสัญญาณต่างดาวที่อาจมาจาก Kepler-452b และผลจากการสแกนด้วยช่องสัญญาณกว่า 2 พันล้านย่านความถี่ พวกเขากลับไม่พบเสียงใดๆ เลย แม้จะเพิ่มกำลังการค้นหาเป็น 9 พันล้านช่องสัญญานแล้วก็ตาม หากเราต้องการไปเยือนที่นี่โดยการนั่งยานอวกาศไป โดยใช้เทคโนโลยียานอวกาศของ นิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ซึ่งเคยไปเยือนดาวพลูโตมาแล้วในปี 2015 ด้วยความเร็ว 59,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราก็ต้องใช้เวลานานถึง 30 ล้านปีกว่าจะเดินทางไปถึง Kepler-452b

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-452b

  • ค้นพบโดย: ทีมวิทยาศาสตร์เคปเลอร์ 
  • วันที่ค้นพบ: 23 กรกฎาคม 2015
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.50 R☉ 
  • มวล: 5.0 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -8 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 156 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 1,800 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-62f
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-62f – Image credit: NASA Ames/JPL-Caltech/T. Pyle

อันดับที่ 10 Kepler-62f

Kepler-62f คือดาวเคราะห์คล้ายโลกมวลมาก หรือซูเปอร์เอิร์ธ ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2013 โดยยานอวกาศเคปเลอร์ ด้วยวิธีการเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit) ดาวเคราะห์ดวงนี้ อาศัยอยู่ภายในระบบดาว Kepler-62 ตั้งอยู่ห่างจากโลก 990 ปีแสง ในกลุ่มดาวพิณ (Lyra) Kepler-62f โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้รอบดาวแคระแดง ที่ระยะ 107.4 ล้านกิโลเมตร โดย 1 ปีบนดาวดาวเคราะห์ดวงนี้จะเท่ากับ 267.3 วันโลก และมีขนาดมวลอย่างน้อยๆ 2.8 เท่าของโลก ในขณะที่รัศมีคือ 1.4 เท่าของโลก สถานที่แห่งนี้เป็นที่น่าสนใจในเวลาต่อมา เนื่องจากพบแนวโน้มที่สามารถอยู่อาศัยได้ ดาวฤกษ์แม่ภายในระบบ ซึ่งเป็นดาวแคระแดงมวล 0.7 เท่าของดวงอาทิตย์นั้นค่อนข้างสงบ และด้วยการที่มันมีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ จึงสามารถยื้อช่วงอายุขัยไปได้ไกลถึง 30,000 ล้านปีหรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว ซึ่งในขณะที่ดวงอาทิตย์ของเราจะมีอายุต่อไปได้อีกเพียง 5,000 ล้านปีเท่านั้น ก่อนที่จะขยายตัวเป็นดาวยักษ์แดง ลักษณะพื้นผิวของดาวคาดว่าปกคลุมไปด้วยพื้นดินและมหาสมุทร ด้วยการที่อยู่ภายในเขตอาศัยได้เช่นนี้หลายอย่างเป็นใจมากที่จะทำให้มีชั้นบรรยากาศเกิดขึ้นคล้ายกับโลก และถ้าเป็นเช่นนั้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยราวๆ 11 – 17 องศาเซลเซียส ขณะที่ความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลจะมากกว่าบนโลกที่ 4.9 เท่า (4.9 atm) และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2016 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) ได้จำลองชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้มีความหนาแน่นเท่ากับโลกไปจนถึงมากกว่าที่ 12 เท่า และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่เท่ากับในชั้นบรรยากาศของโลกไปจนถึงระดับ 2,500 เท่า พร้อมกับปรับเส้นทางวงโคจรในหลายๆรูปแบบ ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า Kepler-62f จะมีฤดูกาลต่างๆ เหมือนกับบนโลกเลยทีเดียว ปัจจุบันดาวเคราะห์ซูเปอร์เอิร์ธแห่งนี้ คือหนึ่งในเป้าหมายพิเศษของ เซติ (Search for extraterrestrial intelligence) หรือ การค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว หลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาได้สแกนหาสัญญาณวิทยุที่คาดหวังว่าจะมาจากเทคโนโลยีต่างดาว แต่พวกเขาก็ยังไม่พบข้อมูลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในจักรวาล 

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-62f

  • ค้นพบโดย: ยานอวกาศเคปเลอร์ 
  • วันที่ค้นพบ: 18 เมษายน 2013
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.41 R☉ 
  • มวล: 2.8 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -65 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 107.4 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 990 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1229 b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1229 b – Image credit: MarioProtIV – Space Engine v0.9.7.4

อันดับที่ 9 Kepler-1229b

Kepler-1229b ได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์หินที่โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ รอบดาวแคระแดง ภายในระบบดาว Kepler-1229 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ระบบดาวแห่งนี้ อยู่ห่างไกลจากโลก 870 ปีแสง สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้ก็คือภายในระบบดาวประกอบไปด้วย ดาวแคระแดง มวล 0.43 เท่า ของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะแห่งนี้ และมีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ อยู่ 1 ดวงที่ชื่อว่า Kepler-1229b ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากดาวฤกษ์แม่ของมัน 43.4 ล้านกิโลเมตร ซึ่งใกล้กว่าดาวพุธหากเทียบกับระบบสุริยะ และมีคาบการโคจรอยู่ที่ 86.8 วัน สำหรับระบบดาวแห่งนี้ก็เป็นที่น่าสนใจเลยทีเดียวหากมนุษย์ในอนาคตต้องการไปสร้างอาณานิคมในอวกาศ เนื่องจากเป็นระบบดาวที่มีอายุน้อยกว่าระบบสุริยะ นั่นคือมีอายุเพียง 3.72 พันล้านปี ขณะที่ดวงอาทิตย์มีอายุ 4.6 พันล้านปี อีกทั้งอายุขัยของมันยังยืนยาวกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 5 – 6 เท่า หรือคือสามารถเป็นบ้านให้กับมนุษย์ไปได้อีกนานถึง 50,000 – 60,000 ล้านปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม Kepler-1229b ถูกพิจารณาว่าอาจถูกผลกระทบจาก Tidal locking ที่ไปทำให้ดาวเคราะห์หันหน้าเข้าหาดาวฤกษ์เพียงด้านเดียว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งจะหันหน้าออกสู่อวกาศอันมืดมิดไปตลอดกาล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความหวังว่าที่เส้นแบ่งเขตระหว่างกลางวันและกลางคืนของดาว หรือที่เรียกว่า terminator line นั้น จะมีอุณหภูมิที่กำลังพอดี คาดว่าน่าจะมีอุณหภูมิอยู่เหนือ 0 องศาเซลเซียส ซึ่งอบอุ่นเพียงพอที่จะทำให้น้ำคงรูปเป็นของเหลว และหากมีสิ่งมีชีวิตใดวิวัฒนาการอยู่ที่นั่นพวกมันส่วนใหญ่ก็น่าจะอยู่แถวๆ terminator line เหล่านี้ อีกทั้งถ้าโชคดีหาก Kepler-1229b มีชั้นบรรยากาศที่หนาเพียงพอ มันก็จะเฉลี่ยอุณหภูมิจากทางด้านฝั่งกลางวัน แผ่ขยายไปด้านฝั่งกลางคืนได้ไกลขึ้น และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของดาวเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย  

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-1229b

  • ค้นพบโดย: ยานอวกาศเคปเลอร์ 
  • วันที่ค้นพบ: 12 พฤษภาคม 2016
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.40 R☉ 
  • มวล: 2.7 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -60 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 43.4 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 870 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Gliese 273b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Gliese 273b – Image credit: Danielle Futselaar/METI

อันดับที่ 8 Gliese 273b

Gliese 273b ได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะที่โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ใกล้ๆกับดาวเคราะห์แดง Gliese 273 ที่อยู่ห่างจากโลก เพียง 12.2 ปีแสง ในกลุ่มดาวหมาเล็ก (Canis Minor) จนติดอันดับ 5 ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะภายในเขตอาศัยได้ที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด เป็นรองเพียง Proxima Centauri b, Barnard’s Star b, Ross 128 b และ Gliese 1061 d สำหรับ Gliese 273b ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2017 มีขนาดใหญ่กว่าโลก 35 เปอร์เซ็น และมีมวล 2.89 เท่าของโลก และต่อมาในเดือนมิถุนายนในปีเดียวกัน ก็มีการค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มเติมอีกดวง และได้รับชื่อว่า Gliese 273c ซึ่งมีขนาดมวล 1.18 เท่า รวมถึงดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ อีก 2 ดวง (d และ e) ที่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน มวล 10.8 และ 9.3 เท่าของโลก สำหรับดาวฤกษ์ของระบบอย่าง Gliese 273 นั้นคือดาวแคระแดง มีมวลเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ Gliese 273b โคจรเป็นวงรีอยู่ในเขตอาศัยได้ที่ระยะห่างจากดาวฤกษ์ 12 – 15 ล้านกิโลเมตร ซึ่งทำให้เฉลี่ยแล้วจะได้รับแสงจากดาวฤกษ์มากกว่าบนโลกเพียง 6 เปอร์เซ็น และมีความเป็นไปได้สูงที่ดาวเคราะห์แห่งนี้จะมีชั้นบรรยากาศเหมือนกับโลกและมีน้ำที่เป็นของเหลวอยู่บนพื้นผิว จึงทำให้มันเป็นในหนึ่งในแคนดิเดตของสุดยอดดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ที่สุด และในเดือนตุลาคมปี 2017 และ 2018 องค์กรไม่แสวงหากำไร METI (Messaging Extraterrestrial Intelligence) ก็ได้ส่งข้อความเป็นจำนวนหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีสั้นๆ และคู่มือเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์ไปยังดาวเคราะห์เหล่านี้เพื่อหวังว่าจะได้ติดต่อกับอารยธรรมต่างดาว ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 12 ปี เพื่อให้สัญญาณข้อความนี้ส่งไปถึง และขณะนี้ชุดสัญญาณดังกล่าวก็เดินทางไปถึงกลุ่มเมฆออร์ตแล้ว ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ Gliese 273b ที่อยู่เหนือกว่า Proxima b และดาวเคราะห์ภายใน TRAPPIST-1 ก็คือ ดาวเคราะห์แดงที่เป็นดาวฤกษ์หลักนั้น ค่อนข้างสงบนิ่ง และหมุนรอบตัวเองช้ามาก ที่ 118 วัน (หากเทียบกับดวงอาทิตย์คือ 25 วัน) จึงทำให้ไม่เคยเสี่ยงที่จะมีการปะทุของเปลวสุริยะที่รุนแรง ที่จะไปทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ได้รับความเสียหาย เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ Kepler-438b และหากชั้นบรรยากาศของ Gliese 273b ดำรงอยู่มานานหลายพันล้านปี ก็เป็นไปได้ที่ชีวิตจะอุบัติขึ้น และพัฒนาการกันอย่างสงบสุขบนดาวแห่งนี้

ข้อมูลสรุป ของ Gliese 273b

  • ค้นพบโดย: Astudillo-Defru et al., HARPS
  • วันที่ค้นพบ: 17 มีนาคม 2017
  • วิธีการตรวจจับ: ความเร็วแนวเล็ง (Radial velocity)
  • รัศมี: 1.35 R☉ 
  • มวล: 2.89 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -14 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 12 – 15 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 12.2 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-442b และ โลก
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-442b และ โลก ภาพจาก businessinsider

อันดับที่ 7 Kepler-442b

Kepler-442b ได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์นอกระบบที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลก และดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์หินอีกด้วย ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรอยู่รอบดาวแคระเหลือง (orange dwarf) ห่างจากโลก 1,206 ปีแสง ภายในกลุ่มดาวพิณ (Lyra) Kepler-442b มีขนาดใหญ่กว่าโลก 34 เปอร์เซ็น มีมวลอยู่ที่ 2.3 เท่าของโลก และมีคาบการโคจรอยู่ที่ 112 วัน ที่ระยะห่างจากดาวฤกษ์แม่ 0.4 au (หรือราวๆ 61.2 ล้านกิโลเมตร) ขณะที่ดาวฤกษ์แม่ซึ่งเป็นดาวแคระเหลืองนั้นมีมวลอยู่ที่ราวๆ 0.61 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีขนาด 60 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ และที่น่าสนใจคือดาวฤกษ์ดวงนี้ยังอ่อนเยาว์มากมีอายุเพียง 2.9 ล้านปีเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับดวงอาทิตย์ที่มีอายุ 4,600 ล้านปี Kepler-442b จะได้รับพลังงานแสงจากดาวฤกษ์ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของโลกที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ และที่พื้นผิวของดาวคาดว่าน่าจะมีองค์ประกอบของหินและน้ำเหลวคล้ายกับบนโลก แต่มีแรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวแรงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ หรือก็คือถ้าเราไปยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวดวงนี้ ตัวของเราก็จะหนักขึ้น 1.3 เท่า ซึ่งอาจเป็นปัญหาต่อการเคลื่อนที่ของเราเพียงเล็กน้อย ขณะที่ชั้นบรรยากาศและอุณหภูมิก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกับโลกสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามด้วยการที่ Kepler-442b อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์แม่ค่อนข้างมาก จึงเป็นไปได้ที่ดาวดวงนี้จะได้รับอิทธิพลจากแรงไทดัลจนหันหน้าเข้าหาดาวฤกษ์เพียงด้านเดียว และจากการศึกษาของห้องปฏิบัติการ PHL แห่งมหาวิทยาลัยเปอร์โตริโกที่อาเรซิโบ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ก็ออกมาพิจารณาว่าหาก Kepler-442b ไม่ได้รับอิทธิพลจากแรงไทดัล สถานที่แห่งนี้ก็จะเป็นหนึ่งในที่ๆเหมาะสมที่สุดต่อการอยู่อาศัย   

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-442b

  • ค้นพบโดย: ยานอวกาศเคปเลอร์
  • วันที่ค้นพบ: 6 มกราคม 2015
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.34 R☉ 
  • มวล: 2.3 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -40 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 61.2 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 1,206 ปีแสง

 ดาวเคราะห์นอกระบบ Proxima Centauri b
ดาวเคราะห์นอกระบบ Proxima Centauri b ภาพจาก ESO/M. Kornmesser

อันดับที่ 6 Proxima Centauri b

Proxima Centauri b คือดาวเคราะห์นอกระบบ คล้ายโลก และอยู่ภายในเขตอาศัยได้ ที่อยู่ใกล้กับโลกของเรามากที่สุด มันถูกค้นพบเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2016 ที่หอดูดาวยุโรปใต้ นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากเราต้องการหนีออกไปจากระบบสุริยะเพื่อค้นหาบ้านใหม่สักหลังหนึ่ง Proxima Centauri b ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 4.2 ปีแสง โคจรอยู่รอบดาวแคระแดง Proxima Centauri ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวฤกษ์ 3 ดวง ของระบบดาวคู่ Alpha Centauri ความน่าสนใจของดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่เพียงแต่มันอยู่ใกล้โลกมากที่สุดเท่านั้น แต่มันยังมีขนาด และอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกันด้วย Proxima Centauri b มีขนาดใหญ่กว่าโลกราวๆ 30 เปอร์เซ็น มีมวลอยู่ที่ 1.6 เท่าของโลก จากการศึกษาระบบดาวแห่งนี้อย่างละเอียดก็พบว่า ดาวแคระแดง ซึ่งเป็นดาวแม่ มีมวลที่น้อยมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ หรือมีมวลเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์เท่านั้น ขณะที่อุณหภูมิพื้นผิวคือ 3,042 K และมีอายุมากกว่าดวงอาทิตย์ 350 ล้านปี (Proxima Centauri อายุ 4,850 ล้านปี ส่วนดวงอาทิตย์ 4,600 ล้านปี) แม้ดาวเคราะห์ Proxima Centauri b จะมีองค์ประกอบอะไรหลายๆอย่างที่น่าสนใจทั้งตำแหน่งและขนาด ที่อำนวยต่อการคงรูปของน้ำและชั้นบรรยากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์เป็นห่วงว่า ด้วยการปะทุของเปลวสุริยะที่รุนแรงและต่อเนื่องของดาวแคระแดง อาจส่งผลทำให้ Proxima Centauri b ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต จากการจำลองพบว่าหากเราไปอยู่ที่นั่นเราจะได้รับแรงลมจากดาวฤกษ์มากกว่าบนโลกที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ถึง 2,000 เท่า และหากดาวเคราะห์ไม่มีสนามแม่เหล็กที่เข้มข้นพอ การแผ่รังสีและลมสุริยะนี้ก็จะพัดชั้นบรรยากาศของดาวให้หายไปจนเหลือแต่พื้นดิน ดังนั้นถ้ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่ก็คงต้องหลบเลี่ยงไปอยู่ใต้ดินเท่านั้นถึงจะปลอดภัย แม้ว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2016 นักวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) จะออกมาให้การสนับสนุนว่า Proxima Centauri b สามารถมีพื้นผิวที่เป็นมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศได้บ้าง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์จากมุมมองของเราก็ยากมากเลยทีเดียว ที่จะทดสอบสมมติฐานดังกล่าว นี่ยังไม่ได้รวมถึงผลกระทบจากแรงน้ำขึ้นน้ำลง (Tidal effects) ที่จะไปทำให้เกิดการล็อคให้ดาวเคราะห์หันหน้าเข้าหาดาวฤกษ์เพียงด้านเดียว อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ให้ข้อสังเกตว่าวงโคจรของดาวเคราะห์นั้นอาจคล้ายกับดาวพุธก็ได้ เช่นหากมีความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจร เพียง 0.35  ก็จะทำให้เกิดอัตราส่วนของคาบการหมุนรอบตัวเองและการโคจรที่ 3:2 (spin-orbit resonance) ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ Proxima Centauri b หมุนรอบตัวเองทุกๆ 7.5 วัน และเกิดกลางวันและกลางคืนเท่ากับ 22.4 วัน             

ข้อมูลสรุป ของ Proxima Centauri b

  • ค้นพบโดย: Anglada-Escudé et al. – หอดูดาวยุโรปใต้
  • วันที่ค้นพบ: 24 สิงหาคม 2016
  • วิธีการตรวจจับ: ดอปเพลอร์สเปกโทรสโกปี (Doppler spectroscopy)
  • รัศมี: 1.30 R☉ 
  • มวล: 1.6 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -39 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 7.3 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 4.2 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ TOI 700 d
ดาวเคราะห์นอกระบบ TOI 700 d ภาพจาก NASA’s Goddard Space Flight Center

อันดับที่ 5 TOI 700 d

TOI 700 d คือดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะ ที่โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้รอบดาวแคระแดง TOI 700 ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ลำดับนอกสุดของระบบดาวแห่งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ TOI 700 b, c และ d ตามลำดับ สถานที่แห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อ วันที่ 3 มกราคม 2020 ในโครงการตามล่าหาดาวเคราะห์คล้ายโลกของดาวเทียม TESS ที่สานต่อจากภารกิจของ Kepler ดาวเคราะห์ที่น่าสนใจที่สุดของระบบแห่งนี้ก็คือ TOI 700 d ซึ่งอยู่ในเขตอาศัยได้พอดีห่างจากดาวฤกษ์ 24.4 ล้านกิโลเมตร โดยมีขนาดใหญ่กว่าโลกเพียง 19 เปอร์เซ็น และมีมวล 1.72 เท่าของโลก เบื้องต้นอุณหภูมิสมดุลของดาวคาดว่าจะอยู่ที่ราวๆ -4.3 องศาเซลเซียส ดาวสามารถอบอุ่นขึ้นได้จนรองรับการมีอยู่ของน้ำ หากในชั้นบรรยากาศของดาวมีก๊าซเรือนกระจกที่พอเหมาะ ดาวแคระแดงของระบบแห่งนี้มีมวลประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ และมีอุณหภูมิราวๆ ครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ ขณะที่กิจกรรมของดาวฤกษ์เช่นการปะทุของเปลวสุริยะนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งตลอดการสังเกตการณ์ทั้ง 11 sectors ของดาวเทียม TESS ก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ ว่าจะมีการปะทุของเปลวสุริยะสีขาวแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งดาวฤกษ์ยังหมุนรอบตัวเองในอัตราที่ต่ำอีกด้วย (คาบการหมุนรอบตัวเองคือ 54 วัน) ดาวเคราะห์ TOI 700 d ใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์แม่ทุกๆ 37.4 วัน และได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์เท่ากับ 86% ของโลกที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ จึงเป็นไปได้สูงที่ชั้นบรรยากาศและพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้จะคล้ายกับโลกของเรา และหากมีมหาสมุทรอยู่ที่นี่ สิ่งมีชีวิตก็สามารถที่จะพัฒนาขึ้นมาอยู่บนดาวดวงนี้ได้เช่นกัน สถานที่แห่งนี้ดำรงอยู่มาเป็นเวลากว่า 1,500 ล้านปี แล้ว ซึ่งหากเทียบกับบนโลกก็ใกล้เคียงกับในช่วงยุคที่เพิ่งจะเริ่มมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวพัฒนาขึ้น ระบบดาว TOI 700 อยู่ห่างจากโลก 101.4 ปีแสง โดยสรุปคือ หากไม่ติดปัญหาในเรื่องของการเดินทาง สถานที่แห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโลกที่น่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับการไปเที่ยวชมหรือตั้งถิ่นฐานเพื่ออยู่อาศัย 

ข้อมูลสรุป ของ TOI 700 d

  • ค้นพบโดย: Emily Gilbert ด้วย TESS
  • วันที่ค้นพบ: 3 มกราคม 2020
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.19 R☉ 
  • มวล: 1.72 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -4.3 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 24.4 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 101.4 ปีแสง

 ดาวเคราะห์นอกระบบ  Kepler-186f
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-186f ภาพจาก NASA Ames/SETI Institute/JPL-Caltech

อันดับที่ 4 Kepler-186f

Kepler-186f คือดาวเคราะห์นอกระบบที่โคจรอยู่รอบดาวแคระแดง อยู่ห่างจากโลกประมาณ 500 ปีแสง อีกทั้งยังเป็นดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรกที่ค้นพบว่าอยู่ภายในเขตอาศัยได้อีกด้วย Kepler-186f ถูกตรวจพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2014 ด้วยวิธีการเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit) พร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆอีก 4 ดวงที่เหลือคือ b, c, d และ e ซึ่งทุกดวงล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่มีเพียง Kepler-186f เท่านั้นที่อยู่ภายในเขตอาศัยได้ โดยมีขนาดใหญ่กว่าโลก 17 เปอร์เซ็น และมีมวล 1.4 เท่าของโลก มีคาบการโคจรอยู่ที่ 129.9 วัน โดยพลังงานที่ได้รับอยู่ภายในวงโคจรจะใกล้เคียงกับที่ดาวอังคารได้รับจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้อุณหภูมิสมดุลเบื้องต้นของดาวเท่ากับ -85 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามหากชั้นบรรยากาศของดาวมีเงื่อนไขของปริมาณก๊าซต่างๆที่เหมาะสม โดยเฉพาะไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ดาวแห่งนี้ก็สามารถกักเก็บพลังงานความร้อนได้จนอุณหภูมิอบอุ่นเหนือ 0 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำคงรูปเป็นของเหลวอยู่ได้ แต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากโลกมากจึงทำให้การตรวจหาองค์ประกอบในชั้นบรรยากาศดำเนินไปอย่างยากลำบาก ดังนั้นจึงอาจต้องรอเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าอย่าง กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope) มาช่วยตรวจสอบอีกที เมื่อนั้นเราอาจจะได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงเพิ่มมากขึ้น และจากรายงานในปี 2015 Kepler-186f พร้อมกับดาวเคราะห์นอกระบบอีก 2 ดวงคือ Kepler-442b และ Kepler-62f จึงถูกเสนอให้เป็นแคนดิเดตที่มีแนวโน้มว่าคือดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยมากที่สุด อีกทั้งผลจากการศึกษาเพิ่มเติมเมื่อเดือนมิถุนายน 2018 ก็ชี้เห็นว่า Kepler-186f อาจมีสภาพอากาศ และ ฤดูกาลไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นบนโลกอีกด้วย สำหรับดาวแคระแดงของระบบ เป็นดาวฤกษ์ประเภท M1 มีมวลประมาณครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ (0.544 M) มีอุณหภูมิ 3,755 K และมีอายุประมาณ 4,000 ล้านปี หรือมีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์ราว 600 ล้านปี        

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-186f

  • ค้นพบโดย: Elisa Quintana – หอดูดาวอวกาศเคปเลอร์
  • วันที่ค้นพบ: 17 เมษายน 2014
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.17 R☉ 
  • มวล: 1.4 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -85 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 64.6 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 579.2 ปีแสง

ดาวเคราะห์นอกระบบ  TRAPPIST-1g
ดาวเคราะห์นอกระบบ TRAPPIST-1g ภาพจาก NASA/JPL-Caltech

อันดับที่ 3 TRAPPIST-1g

TRAPPIST-1g คือดาวเคราะห์นอกระบบที่โคจรอยู่รอบดาวแคระแดงที่เย็นเฉียบ (ultra-cool red dwarf star) อยู่ห่างจากโลก 39 ปีแสง ภายในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ (Aquarius) TRAPPIST-1g ถือเป็น 1 ใน 4 ดาวเคราะห์ที่ถูกค้นพบโดยการสังเกตการจาก กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ เมื่อปี 2017 อีกทั้งยังพบอีกว่าดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ ห่างจากดาวฤกษ์ประมาณ 7 ล้านกิโลเมตร TRAPPIST-1g มีขนาดใหญ่กว่าโลก 15 เปอร์เซ็น แต่มีความหนาแน่นน้อยกว่า จึงเป็นไปได้ว่าองค์ประกอบหลักของดาวดวงนี้น่าจะเป็นน้ำ อย่างไรก็ตามพลังงานที่ได้รับภายในวงโคจรจะอยู่ที่ 25.2 % ของโลกที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้อุณหภูมิสมดุลของดาว -78.7 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากดาวดวงนี้ปราศจากชั้นบรรยากาศ หรือมีบรรยากาศที่เบาบาง ดาวทั้งดวงก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกน้ำแข็งที่หนาทึบ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็หวังว่าชั้นบรรยากาศที่หลงเหลือมาจากในช่วงก่อตัวของดาวเคราะห์ อาจมีเพียงพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นดาวเคราะห์ดวงนี้ก็จะปกคลุมไปด้วยไอน้ำที่มีแรงดันหลายร้อยบาร์ และเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2017 นักดาราศาสตร์ที่ทำงานกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล รายงานว่าพบหลักฐานแรก ที่สนับสนุนว่ามีน้ำอยู่บนดาวเคราะห์ของระบบดาว TRAPPIST-1 จริง ในขณะที่ดาวฤกษ์ของระบบดาวแห่งนี้คือดาวแคระแดงที่มีมวลเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ และมีขนาดรัศมีใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีเพียงเล็กน้อย แต่มีมวลมากกว่า 94 เท่า โดยมีอุณหภูมิอยู่ที่ราวๆ 2,566 K ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ภายในระบบดาวแห่งนี้แล้ว 7 ดวง และมี 6 ดวงในนี้ก็กำลังโคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้ (คือ c, d, e, f, g, และ h)      

ข้อมูลสรุป ของ TRAPPIST-1g

  • ค้นพบโดย: กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope)
  • วันที่ค้นพบ: 2017
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.15 R☉ 
  • มวล: 1.148 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -78.7 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 6.88 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 39 ปีแสง

 ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1649c
ดาวเคราะห์นอกระบบ Kepler-1649c ภาพจาก NASA/Ames Research Center/Daniel Rutter

อันดับที่ 2 Kepler-1649c

Kepler-1649c คือดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่คาดว่าน่าจะเป็นดาวเคราะห์หิน โคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้รอบดาวแคระแดง Kepler-1649 ที่มีมวลประมาณ 20% ของดวงอาทิตย์ และอยู่ห่างจากโลก 301 ปีแสง ภายในกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) Kepler-1649c มีวงโคจรอยู่ห่างจากดาวฤกษ์แม่ที่ระยะ 9.7 ล้านกิโลเมตร มีคาบการโคจรอยู่ที่ 19.53 วัน และมีขนาดใหญ่กว่าโลกเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งหากนำมาเทียบกันแล้วแทบไม่เห็นถึงความแตกต่างถึงขนาดเลย อย่างไรก็ตาม Kepler-1649c ก็มีมวลมากกว่าโลก 20% และเป็นไปได้ว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจาก Tidal locking ขณะที่ปริมาณแสงแดดที่ได้รับจะอยู่ที่ 75 เปอร์เซ็นของโลกที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ แม้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะอยู่ภายในเขตอาศัยได้อย่างที่รู้ แต่ก็ยังขาดข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพชั้นบรรยากาศของดาวอยู่ ดังนั้นจึงยังไม่แน่ใจว่ามีน้ำอยู่บนพื้นผิวหรือไม่ และจากการเฝ้าสังเกตในปี 2021 พบว่าดาวฤกษ์แม่ค่อนข้างสงบนิ่ง ไม่พบกิจกรรมที่รุนแรงจากการปะทุของเปลวสุริยะ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวฤกษ์ประเภทนี้มักมีกิจกรรมดังกล่าวอยู่ จึงต้องรอผลสำรวจต่อไปในอนาคต เพราะหากตรวจพบการปะทุของเปลวสุริยะที่รุนแรงและบ่อยครั้ง ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบดวงนี้ก็อาจถูกพัดทำลายไปจนหมดได้           

ข้อมูลสรุป ของ Kepler-1649c

  • ค้นพบโดย: ยานอวกาศเคปเลอร์
  • วันที่ค้นพบ: 15 เมษายน 2020
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.06 R☉ 
  • มวล: 1.2 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -39 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 9.7 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 301 ปีแสง

 ดาวเคราะห์นอกระบบ TRAPPIST-1f
ดาวเคราะห์นอกระบบ TRAPPIST-1f ภาพจาก NASA/JPL-Caltech

อันดับที่ 1 TRAPPIST-1f

TRAPPIST-1f เป็นดาวเคราะห์หินที่พบว่ามีความหนาแน่นของก๊าซไอน้ำอยู่เป็นจำนวนมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนองค์ประกอบดาวถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยโคจรอยู่ภายในเขตอาศัยได้รอบดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 ห่างจากโลก 39 ปีแสง สถานที่แห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2017 โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ และถือเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่คาดว่าน่าจะเป็น eyeball planet (ที่มีลักษณะคล้ายกับดวงตาในอวกาศ) อันเนื่องมาจากได้รับอิทธิพล Tidal locking จากดาวฤกษ์ TRAPPIST-1f เป็นดาวเคราะห์ที่น่าสนใจตรงที่ มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมากที่สุดแล้ว โดยมีขนาดใหญ่กว่าโลกเพียง 4.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่างไรก็จากการตรวจวัดมวลของดาวดวงนี้มีค่าอยู่ที่ 0.68 เท่าของโลก ซึ่งมีมวลน้อยกว่าโลกอยากเห็นได้ชัด และอาจส่งผลทำให้แรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวของดาวหรือค่า g มีค่าอยู่ที่ราวๆ 6.1 m/s2 (ค่า g บนพื้นโลกคือ 9.81 m/s2) ซึ่งนั่นหมายความว่าน้ำหนักของเราก็จะลดลงเกือบครึ่งเลยทีเดียวหากไปยืนอยู่บนดาวดวงนี้ จากการจำลองการเกิดปฏิกิริยาระหว่างแมกมาและมหาสมุทร มีแนวโน้มสูงที่ TRAPPIST-1f จะสามารถรักษาบรรยากาศไอน้ำในยุคแรกเริ่มเอาไว้ได้บางส่วน ดังนั้นหากเราไปเยือนที่นี่ในตอนนี้เราอาจจะได้เห็น มหาสมุทร และน้ำแข็งอันหนาทึบที่ปกคลุมเต็มไปด้วยออกซิเจนจากกระบวนการทางธรรมชาติ ขณะที่ดาวฤกษ์แม่ภายในระบบคือดาวเคราะห์แดงมีมวลเพียง 9% ของดวงอาทิตย์ และถ้าหากมีมวลต่ำกว่านี้เพียงเล็กน้อย มันก็จะกลายสภาพเป็นดาวแคระน้ำตาล (Brown dwarf) ได้เลย จนถึงตอนนี้ระบบดาว TRAPPIST-1f ดำรงอยู่มานานแล้วถึง 7,600 ล้านปี และด้วยคุณสมบัติของดาวเคราะห์แดงมวลต่ำเช่นนี้ มันจะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกนาน 4 – 5 ล้านล้านปี เลยทีเดียว หรือมีอายุมากกว่าดวงอาทิตย์ 400 – 500 เท่า ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวยาวนานมากจนเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นดาวฤกษ์ดวงสุดท้ายที่ส่องแสงอยู่ภายในจักรวาลที่อ้างว้าง มืดมิด และหนาวเหน็บ ในช่วงวาระสุดท้ายของอวกาศและเวลา  

ข้อมูลสรุป ของ TRAPPIST-1f

  • ค้นพบโดย: กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope)
  • วันที่ค้นพบ: 22 กุมภาพันธ์ 2017
  • วิธีการตรวจจับ: การเคลื่อนผ่านทางดาราศาสตร์ (Transit)
  • รัศมี: 1.045 R☉ 
  • มวล: 0.68 M☉ 
  • อุณหภูมิสมดุล: -54 °C
  • โคจรห่างจากดาวฤกษ์: 5.5 ล้านกิโลเมตร 
  • ห่างจากโลก: 39 ปีแสง


แหล่งอ้างอิง

1-NASA EXOPLANET ARCHIVE A SERVICE OF NASA EXOPLANET SCIENCE INSTITUTE – https://exoplanetarchive.ipac.caltech.edu/

2-Exoplanet Exploration: Planets Beyond our Solar System – https://exoplanets.nasa.gov/

3-List of potentially habitable exoplanets – https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_potentially_habitable_exoplanets

4-List of extrasolar candidates for liquid water – https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_extrasolar_candidates_for_liquid_water

5-List of nearest terrestrial exoplanet candidates – https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_nearest_terrestrial_exoplanet_candidates

SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
0 0 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
กลับสู่บนสุด