ครบรอบ 50 ปี นักบินอวกาศ ‘อะพอลโล่’ เหยียบดวงจันทร์

ครบรอบ 50 ปี นักบินอวกาศ ‘อะพอลโล่’ เหยียบดวงจันทร์

จากดวงจันทร์สู่ดาวอังคาร ในโครงการ ‘อาร์ทิมิส’ (Artemis)
จากดวงจันทร์สู่ดาวอังคาร ในโครงการสุดยิ่งใหญ่ ‘อาร์ทิมิส’ (Artemis)
กรกฎาคม 17, 2019
หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 3: ดาวสีดำขนาดยักษ์
หลุมดำ (Black Hole) บทที่ 3: ดาวสีดำขนาดยักษ์
สิงหาคม 12, 2019
ครบรอบ 50 ปี นักบินอวกาศ ‘อะพอลโล่’ เหยียบดวงจันทร์

บัซซ์ อัลดริน ขณะกำลังยืนคารวะธงชาติสหรัฐอเมริกา บนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพโดย NASA / Neil A. Armstrong

“ฐานความเงียบสงบแห่งนี้ พญาอินทรีได้ทะยานลงจอดแล้ว” นี้คือหนึ่งคำพูดในตำนานเมื่อราว 50 ปีก่อนของภารกิจอะพอลโล่ 11 โดย ‘นีล อาร์มสตรอง’ (Neil A. Armstrong) โดยฐานความเงียบสงบนั้นก็คือชื่อหลุมอุกกาบาตของ ‘แมร์ ทรานคูลิทาติส’ (Mare Tranquillitatis) ส่วนนกอินทรีหรือ The Eagle นั้นก็คือ ชื่อเรียกของยานลงดวงจันทร์ (Lunar Module) นั่นเอง ซึ่งภารกิจอะพอลโล่ 11 นี้ นอกเหนือจาก นีล อาร์มสตรองแล้ว ยังประกอบไปด้วยนักบินอวกาศอีก 2 คนได้แก่ ‘บัซซ์ อัลดริน’ (Buzz Aldrin) ซึ่งภายหลังเขาได้กลายเป็นมนุษย์คนที่สอง ที่ได้สัมผัสดวงจันทร์ต่อจาก นีล อาร์มสตรอง และอีกคนที่จะพูดถึงไม่ได้ซึ่งมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ไมเคิล คอลลินส์” (Michael Collins) ซึ่งประจำการเป็นนักบินอวกาศอยู่บนส่วนควบคุมและบริการที่เรียกว่า command and service module (หรือ CSM) ในชื่อยานอวกาศ ‘โคลัมเบีย’ (Columbia) โดยยานโคลัมเบียนี้ จะเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์ บทบาทสำคัญของมันก็คือการนำพามนุษย์อวกาศทุกคนในภารกิจอะพอลโล่ 11 กลับบ้าน!

และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 ไมเคิล คอลลินส์ ก็ได้เดินทางมาเยือนยันฐานปล่อยจรวดเก่าในโครงการอะพอลโล่ ณ Kennedy Space Center Launch Complex 39 เพื่อละลึกถึงความหลังในภารกิจเยือนดวงจันทร์เมื่อ 50 ปีก่อน กับผู้อำนวยการศูนย์อวกาศเคนนาดีอย่าง ‘โรเบิร์ต ดี. คาบานา’ (Robert D. Cabana)

นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 จากซ้ายไปขวาได้แก่  
นีล อาร์มสตรอง (ผู้บัญชาการ), ไมเคิล คอลลินส์ (นักบินบังคับยานรอบดวงจันมร์) และ  
บัซซ์ อัลดริน (นักบินอวกาศผู้ติดตามไปกับอาร์มสตรอง): ภาพจาก NASA
นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 จากซ้ายไปขวาได้แก่
นีล อาร์มสตรอง (ผู้บัญชาการ), ไมเคิล คอลลินส์ (นักบินบังคับยานรอบดวงจันมร์) และ
บัซซ์ อัลดริน (นักบินอวกาศผู้ติดตามไปกับอาร์มสตรอง): ภาพจาก NASA

โดยคอลลินส์กล่าวว่า ภารกิจอะพอลโล 11 สู่ดวงจันทร์นั้นมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นตลอดทาง และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันเป็นบทพิสูจน์ของความพยายามของทุกคน ที่ได้ร่วมแรงใจกันทำงานอย่างหนักจนมีวันนั้นเกิดขึ้น ซึ่งความพยายามเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้วจากผู้คนกว่า 650 ล้านคนที่ได้เคยรับชมถ่ายทอดสดในครั้งนั้น กับภาพของนีล อาร์มสตรองพร้อมกับคำพูดในตำนานที่ว่า “ก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” (“one small step for (a) man, one giant leap for mankind.”) จนถึงปัจจุบันภาพของทั้งสองนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ทั้งอัลดรินและอาร์มสตรองก็ยังคงเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์สืบต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภาพที่พวกเขากำลังปักธงชาติอเมริกันบนดวงจันทร์ หรือภาพอื่นๆ ทั้งหมดนี้มีความหมายสำคัญต่อสัญลักษณ์แรกของโครงการอวกาศสหรัฐ อีกทั้งเหล่านักบินอวกาศทั้งสามในภารกิจอะพอลโล่ 11 ยังเดินทางไปสู่ดวงจันทร์ในฐานะตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมดอีกด้วย

รูปต่อไปนี้คือ 1 ในรูปของม้วนฟิล์มที่ได้เคยถูกบันทึกเอาไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1969 ที่แสดงให้เห็น ขณะที่นักบินอวกาศจากภารกิจอะพอลโล่ 11 กำลังปักเสาธงชาติอเมริกาลงสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ โดยนักบินอวกาศทั้งสองคนในรูปนี้ประกอบไปด้วย ‘นีล อาร์มสตรอง’ (Neil A. Armstrong) ที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือขณะกำลังปกธงลงบนพื้น และ ‘บัซซ์ อัลดริน’ (Edwin E. “Buzz” Aldrin Jr.) ที่คอยช่วยประคองเสาธงอย่างระมัดระวังทางขวาของภาพ ซึ่งรูปนี้ถูกถ่ายเอาไว้โดยกล้องฟิล์มขนาด 16 มม. ที่ถูกติดตั้งไว้อยู่บนยานลงดวงจันทร์ (Lunar Module) ของพวกเขา (ภาพจาก NASA)
รูปต่อไปนี้คือ 1 ในรูปของม้วนฟิล์มที่ได้เคยถูกบันทึกเอาไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1969 ที่แสดงให้เห็น ขณะที่นักบินอวกาศจากภารกิจอะพอลโล่ 11 กำลังปักเสาธงชาติอเมริกาลงสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ โดยนักบินอวกาศทั้งสองคนในรูปนี้ประกอบไปด้วย ‘นีล อาร์มสตรอง’ (Neil A. Armstrong) ที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือขณะกำลังปกธงลงบนพื้น และ ‘บัซซ์ อัลดริน’ (Edwin E. “Buzz” Aldrin Jr.) ที่คอยช่วยประคองเสาธงอย่างระมัดระวังทางขวาของภาพ ซึ่งรูปนี้ถูกถ่ายเอาไว้โดยกล้องฟิล์มขนาด 16 มม. ที่ถูกติดตั้งไว้อยู่บนยานลงดวงจันทร์ (Lunar Module) ของพวกเขา (ภาพจาก NASA)

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1969 เวลา 9 นาฬิกา 32 นาที ณ ฐานปล่อยจรวด 39A ของศูนย์อวกาศเคนเนดีในฟลอริดา ภารกิจอะพอลโล่พร้อมกับลูกเรือทั้ง 3 คน ก็พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางไปสู่ดวงจันทร์

และครั้งเมื่อเครื่องยนต์ F1 ทั้ง 5 ตัวของจรวด Saturn v ได้ปะทุขึ้น มันก็ได้สร้างแรงขับดันออกมา มหาศาลถึง 7.5 ล้านปอนด์ เพื่อขับเคลื่อนจรวดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หลังจากเชื้อเพลิงได้ถูกเผาไหม้หมดแล้ว จรวดท่อนแรกก็จะแยกตัวออกไป ก่อนที่จรวดท่อนที่สองของเครื่องยนต์ J-2 ทั้ง 5 ตัว จะเริ่มจุดระเบิดขึ้น เพื่อผลักดันให้ยานอะพอลโล่ได้เคลื่อนเข้าไปสู่วงโคจรของโลก หลังจากนั้นเมื่อจรวดท่อนที่ 2 หมดเชื้อเพลิงมันก็จะถูกสลัดทิ้งไป ก่อนที่เครื่องยนต์จรวดเดี่ยวของ J-2 ในจรวดท่อนสุดท้าย(ท่อนที่ 3) จะติดไฟแล้วส่งให้ยานอะพอลโล่ได้หลุดออกไปจากวงโคจรโลก และหลังจากผ่านพ้นไป 5 นาทีในระหว่างนี้ ยาน Apollo command and service module (CSM) จะแยกตัวออกจากจรวดท่อนที่ 3 รวมถึง โมดูลยานลงจอดดวงจันทร์ก็ด้วย (Lunar module) ก่อนที่ยานทั้งสองจะทำการเทียบท่า (Dock) เพื่อเชื่อมต่อกันระหว่างทางในท้ายที่สุด ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเพียงขั้นตอนการส่งตัวยานอะพอลโล่ไปสู่ดวงจันทร์นั้น ก็มีขั้นตอนอยู่หลายต่อหลายขั้นตอนกันเลยทีเดียว กว่าเราจะได้ไปถึงดวงจันทร์ อีกทั้ง ณ ขณะนั้น (ช่วงยุคปลายทศวรรษที่ 1960) เราก็เริ่มมีโทรทัศน์จอสีใช้กันแล้ว และในภารกิจอะพอลโล่ 11 นี้เอง การถ่ายทอดสดภาพสีแรกที่เราจะได้เห็นก็คือ การเชื่อมต่อระหว่าง 2 ยานอวกาศของ Apollo command service module กับ Apollo Lunar module นั่นเอง

จรวด Saturn V ขนาด 363 ฟุต ขณะกำลังนำส่งยานอะพอลโล่ 11 ขึ้นสู่วงโคจรโลก เวลา 9:32 นาฬิกา (EDT) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) ณ แพดเอ (Pad A) บนฐานยิงจรวด Complex 39 ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซ่าในฟลอริดา ภาพโดย NASA
จรวด Saturn V ขนาด 363 ฟุต ขณะกำลังนำส่งยานอะพอลโล่ 11 ขึ้นสู่วงโคจรโลก เวลา 9:32 นาฬิกา (EDT) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) ณ แพดเอ (Pad A) บนฐานยิงจรวด Complex 39 ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซ่าในฟลอริดา ภาพโดย NASA

ในวันที่ 18 กรกฎาคม อาร์มสตรอง และ อัลดริน ก็ได้ปีนผ่านอุโมงค์ท่าจาก ยานโคลัมเบีย สู่ยานอีเกิล ก่อนจะเริ่มทำการแยกตัวในขั้นถัดไป ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นรายการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์

ยานอีเกิลขณะแยกตัวออก ถ่ายภาพไว้โดยยานอวกาศโคลัมเบีย ภาพจาก NASA
ยานอีเกิลขณะแยกตัวออกอยู่ในวงโคจรดวงจันทร์ ถ่ายภาพไว้โดยยานอวกาศโคลัมเบีย ภาพจาก NASA

ในวันที่ 19 กรกฎาคมยานอะพอลโล่ได้เดินทางมาถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ก่อนที่สัญญาณสื่อสารระหว่างอะพอลโล่กับโลกจะถูกตัดขาดไปชั่วขณะในระหว่างที่อะพอลโล่กำลังเคลื่อนผ่านไปยังด้านหลังของดวงจันทร์

ภาพยานโคลัมเบีย หรือ Command and Service Modules (CSM) ถ่ายรูปจากยานอีเกิล ภาพโดย NASA
ภาพยานโคลัมเบีย หรือ Command and Service Modules (CSM) ถ่ายรูปจากยานอีเกิล ภาพโดย NASA

ใกล้กับชั่วโมงบินที่ 76 ยานอวกาศได้เริ่มทำการเคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจรรูปวงรีรอบดวงจันทร์เพื่อลดระยะห่างระหว่างยานลงจอดกับพื้นผิวดวงจันทร์ ที่ระยะห่างเพียง 70 ไมล์ (112 กิโลเมตร) เท่านั้น

ตราสัญลักษ์วงกลมของภารกิจอะพอลโล่ 11 ที่แสดงให้เห็นถึง นกอินทรีกำลังกางปีกทะยานลงดวงจันทร์ โดยที่เท้าจับกิ่งไม้โอลิฟว์เอาไว้ (ภาพโดย NASA)
ตราสัญลักษ์วงกลมของภารกิจอะพอลโล่ 11 ที่แสดงให้เห็นถึง นกอินทรีกำลังกางปีกทะยานลงดวงจันทร์ โดยที่เท้าจับกิ่งไม้โอลิฟว์เอาไว้ (ภาพโดย NASA)

และเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม อาร์มสตรอง และ อัลดริน ก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในส่วนของโมดูลลงจอดดวงจันทร์ (Lunar module) เพื่อตรวจสอบความพร้อมในขั้นตอนสุดท้าย

ชั่วโมงบินที่ประมาณ 100 อาร์มสตรอง ก็ได้ปลดยานลงจอดดวงจันทร์ (Lunar module) หรือที่พวกเขาเรียกมันว่า “อีเกิล” ออกจากยานโคลัมเบีย (Apollo command service module) และเวลาต่อมาในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง ยานลงจอดดวงจันทร์ (LM) ก็ได้จุดเครื่องยนต์ไอพ่นเป็นเวลา 30 วินาทีเพื่อให้ตัวยานได้เคลื่อนแทรกผ่านเข้าไปในวงโคจร ซึ่งเป็นวิถีโคจรที่ใกล้เคียงกับครั้งที่อะพอลโล่ 10 ได้เคยมาเยือน และทดสอบระบบลงจอดบนดวงจันทร์ในก่อนหน้านี้

จุดลงจอดของยานอะพอลโล่ 11 บริเวณหลุมอุกกาบาตที่ชื่อ ‘แมร์ ทรานคูลิทาติส’  (Mare Tranquillitatis) ถ่ายเอาไว้โดยยานหุ่นยนต์ LROC (Lunar Reconnaissance Orbiter Camera) ภาพโดย NASA
จุดลงจอดของยานอะพอลโล่ 11 บริเวณหลุมอุกกาบาตที่ชื่อ ‘แมร์ ทรานคูลิทาติส’ (Mare Tranquillitatis) ถ่ายเอาไว้โดยยานหุ่นยนต์ LROC (Lunar Reconnaissance Orbiter Camera) ภาพโดย NASA

ก่อนที่เครื่องยนต์ไอพ่นของยานลงจอดดวงจันทร์จะจุดระเบิดขึ้นอีกครั้งเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ในระยะ 26,000 ฟุต (หรือประมาณ 7.9 กิโลเมตร) ซึ่งช่วงเวลานี้นับว่ามีความสำคัญและท้าทายสูงมาก เพราะนี้จะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์กำลังเดินทางมาเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยตัวเอง! ดังนั้นทุกๆวินาทีก่อนที่ยานจะลงจอดจึงมีความหมายและใช้ความอดกลั้นสูงสุด ซึ่งในนาทีแห่งประวัติศาสตร์ขณะใกล้ลงจอดนั้น อาร์มสตรองเป็นคนบังคับยานลงจอดด้วยมือของตัวเองทั้งหมด ยานของเขาได้เคลื่อนผ่านหุบเขา และก้อนหินจำนวนมาก ก่อนที่จะทำการลงจอดยังบริเวณหลุมอุกกาบาตที่ชื่อ ‘แมร์ ทรานคูลิทาติส’ (Mare Tranquillitatis) ซึ่งคาดเคลื่อนไปจากจุดลงจอดที่คาดหวังไว้ประมาณ 4 ไมล์และใช้เวลาลงจอดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1.5 นาที นี้ก็หมายความว่าในชั่วโมงบินที่ 109 กับอีก 42 นาที ยานอีเกิล ก็สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย และอาร์มสตรองก็ได้เดินลงออกจากยาน ก่อนที่อัลดรินจะเดินตามเขาไปในอีก 20 นาทีให้หลัง จึงนับว่านี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ของที่สุดในเรื่องเทคโนโลยีการเดินทางมนุษย์ในยุคนั้นจริงๆ

บัซซ์ อัลดริน ขณะพยายามปีนลงมาจากยานอีเกิล ถ่ายภาพเอาไว้โดยนีล อาร์มสตรอง ภาพโดย NASA/Neil Armstrong
บัซซ์ อัลดริน ขณะพยายามปีนลงมาจากยานอีเกิล ถ่ายภาพเอาไว้โดยนีล อาร์มสตรอง ภาพโดย NASA/Neil Armstrong

ระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2001 อาร์มสตรองเคยกล่าวว่า “ผมตระหนักได้เลยทันทีว่า นี้คือความสุดยอดของทีมงานกว่า 300,000 หรือ 400,000 คน ในตลอดทศวรรษ และนั่นคือความหวังของคนในชาติ รวมทั้งผู้คนอื่นๆอีกมากมายที่ยังรอคอยถึงผลลัพธ์ที่จะออกมา มันจึงดูเหมือนว่า สิ่งสำคัญสุดที่จะต้องทำ จึงมีเพียงอย่างเดียวคือการมุ่งมั่นอยู่บนงานของเราให้ดีที่สุด เราต้องทำมันได้ และจะไม่ยอมให้อะไรก็ตามมารบกวนจิตใจต่อเรา ถึงสิ่งที่เรากำลังทำอย่างสุดกำลัง”

ภาพนี้ประกอบไปด้วย บัซซ์ อัลดริน, เครื่องมือวิทยาศาสตร์ไว้ใช้ตรวจวัดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ ชื่อเครื่องมือ the Passive Seismic Experiment Package, ยานลงจอดดวงจันทร์ หรือยานอีเกิล และธงชาติสหรัฐอเมริกา ภาพจาก NASA
ภาพนี้ประกอบไปด้วย บัซซ์ อัลดริน, เครื่องมือวิทยาศาสตร์ไว้ใช้ตรวจวัดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ ชื่อเครื่องมือ the Passive Seismic Experiment Package, ยานลงจอดดวงจันทร์ หรือยานอีเกิล และธงชาติสหรัฐอเมริกา ภาพจาก NASA

สำหรับการเดินอยู่บนดวงจันทร์ของนักบินอวกาศในภารกิจ อะพอลโล่ 11 นั้นใช้เวลาไปทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง กับอีก 36 นาที พวกเขาได้สำรวจพื้นผิว และถ่ายรูปมุมกว้างของภูมิทัศน์ต่างๆบนดวงจันทร์ รวมไปถึงการเก็บหินตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ก็ด้วย อีกทั้งพวกเขายังได้ทำการติดตั้งกล้องโทรทัศน์เพื่อส่งสัญญาณกลับมายังโลก และทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในหลายๆเรื่องเช่น การตรวจหาองค์ประกอบของลมสุริยะบนนั้น, การทดสอบแผ่นดินไหว และการติดตั้งกระจกสะท้อนแสงเอาไว้ที่ชื่อ ‘เลเซอร์ เรงจิง เรโทรรีเฟรคเตอร์’ (Laser Ranging RetroReflector) หรือในชื่อย่อว่า กล้องทีวี LRRR ซึ่งมันเป็นกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการสะท้อนแสงที่ยิงขึ้นจากโลก และด้วยการทดลองร่วมกับอุปกรณ์ LRRR บนดวงจันทร์กับหอดูดาวบนพื้นโลกนี้เอง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณได้ถึงระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ได้อย่างมีความแม่นยำสูง

ยานอีเกิลขณะกลับขึ้นมาจากพื้นผิวดวงจันทร์ และกำลังทำการเชื่อมต่อยานโคลัมเบีย ภาพโดย NASA
ยานอีเกิลขณะกลับขึ้นมาจากพื้นผิวดวงจันทร์ และกำลังทำการเชื่อมต่อยานโคลัมเบีย ภาพโดย NASA

“เราได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวอย่างพื้นผิวดวงจันทร์ของอาร์มสตรอง มันเป็นดั่งของขวัญที่ถูกมอบไว้ให้” กล่าวโดย ‘แฮร์ริสัน ชมิทท์’ (Harrison Schmitt) นักบินอวกาศกลุ่มสุดท้ายที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ (ในภารกิจอะพอลโล่ 17) รวมถึงเขายังเป็นนักธรณีวิทยาคนแรกบนดวงจันทร์อีกด้วย

อีกทั้งนีล อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน ก็ยังได้เคยทิ้งเหรียญอนุสรณ์เอาไว้บนดวงจันทร์อีกด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกและเคารพต่อผู้เสียชีวิตในภารกิจอะพอลโล่ 1 (ขณะทำการทดสอบอยู่บนฐานยิงจรวด ในปี 1967) รวมถึง 2 นักบินที่เสียชีวิตไปในอุบัติเหตุทดสอบยานลงจอดบนดวงจันทร์ก็ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ากว่าจะมีภารกิจอะพอลโล่ 11 ขึ้นได้ นาซ่าก็ต้องสูญเสียนักบินผีมือดีไปแล้วหลายคน โดยเหรียญดังกล่าวคือแผ่นดิกส์ซิลิกอนขนาดหนึ่งนิ้วครึ่ง ที่ชื่อว่า Apollo 11 goodwill messages โดยแผ่นดิกส์ดังกล่าวได้จาลึกข้อความจากประเทศต่างๆมากกว่า 73 ประเทศ ที่เข้ามาร่วมยินดีต่อนาซ่า รวมถึงประเทศไทยก็ด้วย! โดยหนึ่งในข้อความจากผู้นำไทยในสมัยนั้นแสดงเอาไว้ว่า “ประชาชนชาวไทยมีความยินดี และขอสนับสนุนความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ อันถือเป็นอีกก้าวสู่สันติภาพ” ตราบมาจนถึงปัจจุบัน แผ่นดิกส์ดังกล่าวก็ยังคงถูกวางเอาไว้อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ในสภาพที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ในตลอดระยะเวลา 50 ปี

แผ่นดิกส์ซิลิกอนขนาดหนึ่งนิ้วครึ่ง ที่ชื่อว่า Apollo 11 goodwill messages ที่จาลึกข้อความยินดีจากผู้นำประเทศต่างๆมากกว่า 73 ประเทศ
แผ่นดิกส์ซิลิกอนขนาดหนึ่งนิ้วครึ่ง ที่ชื่อว่า Apollo 11 goodwill messages ที่จาลึกข้อความยินดีจากผู้นำประเทศต่างๆมากกว่า 73 ประเทศ

หลังจากพักมาได้ 7 ชั่วโมง อาร์มสตรอง และ อัลดริน ก็พร้อมแล้วสำหรับการลาจากดวงจันทร์ พวกเขาได้จุดระเบิดเครื่องยนต์ไอพ่นของ Lunar module ขึ้นอีกครั้ง เพื่อนำยานอีเกิลบินขึ้นสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในระยะ 55 ไมล์ (หรือที่ระยะประมาณ 88.5 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปี 1969 และเชื่อมต่อกับยานโคลัมเบียที่บังคับโดยไมเคิล คอลลินส์ จนสำเร็จไปด้วยดี เมื่อ อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน ได้ปีนกลับเข้ามายังยานโคลัมเบียเสร็จแล้ว ยานอีเกิลของพวกเขาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป และถูกสลัดทิ้งลงไปสู่ดวงจันทร์ ก่อนที่นักบินอวกาศทั้ง 3 คนจะได้เดินทางย้อนกลับไปยังโลกอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาใช้เวลาเดินทางอยู่ในอวกาศเป็นเวลากว่า 44 ชั่วโมง จนในที่สุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พวกเขาก็เดินทางมาถึงโลก ก่อนที่นักบินทั้ง 3 จะปีนขึ้นไปอยู่ในห้อง crew module (โมดูลลูกเรือ) และสลัดยานในส่วนของ service module ออกไป เมื่อคอลลินส์สามารถหันตำแหน่งของยานลูกเรือในส่วนของโล่ป้องกันความร้อนได้ถูกต้องแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือการตกกลับเข้ามายังชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งหลังจากนั้นที่ยานลูกเรือของพวกเขาก็ได้ร่อนลงด้วยร่มชูชีพอย่างช้าๆ และตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ที่อยู่เลยห่างไปจากเรือกู้ภัย USS Hornet ในระยะ 13 ไมล์ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือเอาไว้ได้ทันในตอนสุดท้าย และเป็นอันสิ้นสุดของภารกิจสุดยิ่งใหญ่แรกของโครงการอะพอลโล่

ขณะทำการกู้ภัย crew module ของนักบินทั้ง 3 ที่กลับมาโลกได้อย่างปลอดภัย ภาพโดย NASA
ขณะทำการกู้ภัย crew module ของนักบินทั้ง 3 ที่กลับมาโลกได้อย่างปลอดภัย ภาพโดย NASA

แต่ถึงอย่างนั้นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่เพียงภารกิจอะพอลโล่ 11 เท่านั้นที่ได้เคยส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ เพราะในประวัติศาสตร์หลังจากนี้เราก็จะยังมีภารกิจ อะพอลโล่ 12, อะพอลโล่ 14, อะพอลโล่ 15, อะพอลโล่ 16 และอะพอลโล่ 17 เป็นลำดับสุดท้าย รวมกันทั้งสิ้นถึง 6 ภารกิจที่สำเร็จในการลงจอดดวงจันทร์ ยกเว้นแต่เพียงภารกิจอะพอลโล 13 ที่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อนจนทำให้ลงจอดไม่สำเร็จ

 ไมเคิล คอลลินส์ (คนขวา) ภาพนี้ถ่ายเอาไว้ในวันที่ 16 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2019 ส่วนคนซ้ายคือผู้อำนวยการแห่งศูนย์อวกาศเคนเนดี บ๊อบคาบาน่า ณ ฐานปล่อยจรวด Launch Complex 39A ภาพโดย NASA/Frank Michaux
ไมเคิล คอลลินส์ (คนขวา) ภาพนี้ถ่ายเอาไว้ในวันที่ 16 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2019 ส่วนคนซ้ายคือผู้อำนวยการแห่งศูนย์อวกาศเคนเนดี บ๊อบคาบาน่า ณ ฐานปล่อยจรวด Launch Complex 39A ภาพโดย NASA/Frank Michaux

และด้วยแรงบันดาลใจของโครงการอะพอลโล่เมื่อกว่า 50 ปีก่อนนี้เอง ปัจจุบันนาซ่าก็มีแผนวางรากฐานของมนุษย์ไปอยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์แล้ว แต่การไปในครั้งนี้นาซ่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งทางภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ ในโครงการที่ชื่อว่า Artemis, โดยโครงการย้อนกลับไปสู่ดวงจันทร์ในครั้งนี้จะพิเศษกว่าครั้งก่อนตรงที่เราจะได้เห็นนักบินอวกาศผู้หญิงได้ไปเดินอยู่บนดวงจันทร์ด้วยเป็นครั้งแรก! สำหรับแผนระยะเวลา 5 ปีเพื่อย้อนกลับไปสู่ดวงจันทร์ของนาซ่านั้นก็หมายความว่า ในปี 2024 เราจะได้เห็นมนุษย์ไปเดินอยู่บนดวงจันทร์อีกครั้งอย่างแน่นอน

การกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี ค.ศ. 2024 ในชื่อโครงการ Artemis เพื่อปูพื้นไปสู่ดาวอังคาร ภายใน ทศวรรษที่ 2030 (ภาพจำลองสถานการณ์โดย NASA)
การกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี ค.ศ. 2024 ในชื่อโครงการ Artemis เพื่อปูพื้นไปสู่ดาวอังคาร ภายใน ทศวรรษที่ 2030 (ภาพจำลองสถานการณ์โดย NASA)

อีกทั้งการเกิดขึ้นของโครงการ Artemis ของการไปดวงจันทร์ในทศวรรษหน้านี้ จะเป็นการปูทางไปสู่ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือ การส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารใน ปีทศวรรษที่ 2030!

ขอบคุณข้อมูลจาก 50 Years Ago: Apollo Astronauts Land, Take First Steps on Moon

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
Facebook
กลับสู่บนสุด