ยูเอฟโอ (UFO) ในโลกแห่งความเป็นจริง
ยานอวกาศเคปเลอร์
ปิดตำนาน ยานอวกาศเคปเลอร์
พฤศจิกายน 2, 2018
Oumuamua (โอมูอามูอา) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก
โอมูอามูอา (Oumuamua) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก
พฤศจิกายน 10, 2018
ยูเอฟโอ (UFO) ในโลกแห่งความเป็นจริง1

มีคำกล่าวขานถึงการปรากฏตัวของยานบินต่างดาวอยู่มากมายจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จากรูปทรงคลาสสิคของยานบินในลักษณะของทรงจาน, ซิก้า ,ทรงสามเหลี่ยม และอื่นๆ ผ่านในแต่ละยุคสมัย มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นกำลังแอบมองเราอยู่หรือเปล่า แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมปรากฏตัวให้เราเห็นอย่างเป็นทางการเลยล่ะ แล้วถ้ามนุษย์ต่างดาวมาได้เคยมาเยือนเราจริง พวกเขาเดินทางข้ามอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้มาได้อย่างไร แล้วพวกเขาใช้เทคโนโลยียานอวกาศแบบไหนถึงมาเยือนโลกของเราได้ หรือว่าพวกเขาอาจเคยได้ติดต่อกับมนุษย์โลกมาแล้วจริงๆในอดีต หรือ อาจได้เคยถูกมนุษย์โลกจับตัวมาแล้วดังที่เคยเป็นข่าวที่มีชื่อเสียงอย่างจานบินตกที่รอสเวลล์เมื่อปี 1947 ที่รัฐบาลสหรัฐอาจได้เคยปกปิดมันเอาไว้

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวจานบิน UFO

เรื่องราวของจานบินต่างดาว หรือ UFO ทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1947 โดยนักบินชาวอเมริกันและนักธุรกิจนามว่าเค็นเน็ธ อาร์โนลด์ (Kenneth Albert Arnold) ในวันนั้นขณะที่เขากำลังทำการบินจากเมืองชาเฮลริส (Chehalis) สู่ เมืองยาคิมา (Yakima) ในรัฐวอชิงตันเดียวกัน ด้วยเครื่องบินรุ่นคอลแอร์ เอ-2 (CallAir A-2) ในเที่ยวบินรับจ้างตรวจหาซากเครื่องบินตกของกองทัพอากาศรุ่น C-46 ณ จุดตกใกล้ๆกับภูเขาเรนเนียร์ (Mt. Rainier) อยู่นั้น ระหว่างทางอาร์โนลด์อ้างว่าเขาเห็นยานบินลึกลับที่บินเร็วอย่างผิดปกติจำนวน 9 ลำ บนท้องฟ้า ซึ่งต่อมาเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ได้ถูกขนานนามว่า Kenneth Arnold UFO sighting โดยนายเค็นเน็ธ อาร์โนลด์ เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า ในช่วงเวลาก่อนจะถึงบ่ายสามโมงเพียงไม่กี่นาที ที่ระดับความสูง 2,800 เมตรเหนือบริเวณเมืองมินเนอร์รัล (Mineral) ขณะเสร็จกลับจากภารกิจค้นหาซากเครื่องบินตก C-46 อยู่นั้น เขาก็เห็นลำแสงกระพริบคล้ายกับแสงสะท้อนจากกระจกมายังเครื่องบินของเขา ซึ่งขณะนั้นเขาเกรงว่าแสงดังกล่าวอาจไปรบกวนและเป็นอันตรายต่อเครื่องบินลำอื่นๆในเขตเดียวกันได้ จากนั้นเขาจึงพยายามมองออกไปรอบๆตัวในท้องฟ้าในบริเวณใกล้เคียง แต่สิ่งที่เขาเห็นได้จากระยะไกลก็มีแต่เพียงเครื่องบินขนส่ง DC-4 ของกองทัพอากาศที่บินอยู่บริเวณทางด้านหลังซ้ายของเครื่องในระยะ 24 กิโลเมตรเท่านั้น ทว่า ในเวลาถัดมาเพียง 30 วินาทีให้หลัง จากการพบเห็นแสงสะท้อนดังกล่าว อาร์โนลด์ก็พบเข้ากับกลุ่มของแสงสะท้อนปริศนานี้อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้มันมุ่งหน้าขึ้นไปทางตอนเหนือของภูเขาเรนเนียร์ที่อยู่ห่างไกลออกไปราว 40 กิโลเมตร โดยในตอนนั้นอาร์โนลด์คิดว่า แสงสะท้อนนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตาจากแสงสะท้อนของหน้าต่างเครื่องบินเขาเอง แต่เพื่อเป็นการยืนยันในความถูกต้องดังกล่าว เขาจึงพยายามขับเครื่องบินเลี้ยวตามลำแสงกระพริบเหล่านั้น เพื่อที่จะทำการตรวจสอบให้อย่างแน่ชัดว่าเขาไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแต่อย่างใด เมื่อเขาเข้าไปใกล้เพียงพอแล้วก็พบว่า แสงดังกล่าวมาจากวัตถุปริศนาที่บินได้ในอากาศ พวกมันบินเกาะกลุ่มกันเป็นเส้นทางยาวราวกับฝูงห่าน (flock of geese) และมีลักษณะพื้นผิวสว่างแวววาวสวยงาม อีกทั้งยังเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วที่สูงเอามากๆ ซึ่งในตอนนั้นเขาเองก็คิดว่า นี่อาจเป็นเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ที่ทางกองทัพอากาศอาจกำลังซุ่มพัฒนาอยู่ก็เป็นได้ แต่ทันใดนั้นเอง มันก็เร่งความเร็วทิ้งหนีห่างออกไปอย่างทันทีทันใด! และสร้างความน่าประหลาดใจให้แก่เขาเป็นอย่างมาก เพราะด้วยเทคโนโลยีเครื่องบินในสมัยนั้น หรือแม้แต่ปัจจุบันเองก็ไม่น่าที่จะสามารถเร่งอัตราเร็วของเครื่องยนต์ได้อย่างทันทีทันใดได้เร็วขนาดนั้น แต่อาร์โนลด์ก็ไม่ลดละต่อความพยายามที่จะติดตาม ในที่สุดเขาก็บินมาถึงใกล้ๆกับภูเขาเรนเนียร์ ซึ่งขณะนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและบรรยากาศมืดครึ้ม ท่ามกลางความมืดสลัวของหิมะที่ตกโปรยปราย เขาก็เห็นแสงสว่างอันโดนเด่นปรากฏอยู่ภายใน และสังเกตุพบเห็นถึงรูปทรงอันแท้จริงของวัตถุบินปริศนาเหล่านี้ได้ ซึ่งจากคำบรรยายแรกของอาร์โนลด์กล่าวว่า “มันบางเหมือนกับพายกระทะ” และมี “รูปทรงที่คล้ายกับแผ่นจาน” โดยสามารถอำพรางตัวเองได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ซึ่งในภายหลังสื่อข่าวจากหลายสำนัก ก็ต่างขนานนามให้ยานบินลึกลับเหล่านี้อย่างติดตลกว่ามันคือ “จานบิน”  และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ถือได้ว่านี่คือการเปิดฉากของการพบเห็นปรากฏการณ์จานบิน UFO อันเป็นที่โด่งดังตั้งแต่นั้นมา

เหตุการณ์ UFO ตกที่รอสเวลล์

หลายอาทิตย์ต่อมาในฤดูร้อนของ ปี 1947 เหตุการณ์ที่น่าจะโด่งดังที่สุดเกี่ยวกับ UFO ได้ถูกรายงานขึ้นใกล้ๆกับเมืองรอสเวลล์รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งในภายหลังรอสเวลล์ก็ได้กลายมาเป็นแม่แบบของปรากฏการณ์การพบเห็น UFO เพราะมันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ไปสนับสนุนให้เชื่อเช่นนั้น เช่น มีจานบินที่ตกลงมาจากฟากฟ้าแล้วกระแทกเข้าอย่างแรงกับพื้นดิน, มีการพบเจอศพมนุษย์ต่างดาวด้วย, และมีการปกปิดข่าว-บิดเบือนข่าวจากทางรัฐบาลที่พวกเขาดูเหมือนกำลังพยายามอำพรางอะไรบางอย่างที่สำคัญเอาไว้ ทั้งๆที่ข้อมูลจากกองทัพอากาศในตอนแรก พวกเขาก็ระบุเองว่าสิ่งนี้มันคือจานบินของมนุษย์ต่างดาว แต่ในภายหลังข้อมูลดังกล่าวก็ได้ถูกปฏิเสธไปอย่างกระทันหัน ว่าอันแท้จริงแล้วสิ่งที่ตกกระแทกลงพื้นนั่นก็คือบอลลูนตรวจอากาศและไม่มีผู้โดยสารอยู่บนนั้น และไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกเลย ในขณะที่พยานคนอื่นๆต่างก็อ้างว่าพวกเขาพบเห็นชิ้นส่วนระเนระนาดของจานบินที่ตกจริง ว่ามันคือวัสดุลึกลับที่ไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน แต่ถึงกระนั้นทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ รอสเวลล์และเหตุการณ์การพบเห็นยานบินลึกลับของนายเค็นเน็ธ อาร์โนลด์  ก็ยังคงไม่ได้รับการยืนยันจากทางการว่าเป็นยานบิน UFO ของมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

รายงานการพบเห็น UFO ในปัจจุบัน

ในทุกๆปีมีรายการงานการพบเห็น UFO ต่างดาวจากหลายประเทศทั่วโลก เพิ่มมากขึ้นนับพันครั้ง เช่น บ้างก็อ้างว่าพบเห็นแสงประหลาดจากบนฟ้าที่มีรูปทรงคล้ายกับจานบินหรือรูปทรงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และมันก็เคลื่อนที่หายไปในอากาศได้อย่างไร้ร่องรอย แน่นอนว่าปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีมือถือที่สามารถถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอได้อย่างง่ายดาย และมีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ นี้จึงทำให้เราสามารถทำการค้นหาเบาะแสของ UFO ได้จากโลกอินเทอร์เน็ตอย่าง YouTube, Google หรือโซเชี่ยลมีเดียลอื่นๆอย่าง Facebook และ Twitter ได้ ถึงอย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีซอฟแวร์และเทคนิคการตัดต่อภาพที่พัฒนาขึ้นเป็นเท่าตัวในแต่ละปี ก็อาจทำให้คลิปวิดีโอหรือภาพยานบินต่างดาวที่เราเห็นนั้น อาจเป็นเพียงเทคนิคทางคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ (CG) เองก็เป็นได้

ข้อสันนิษฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายเกี่ยวกับการพบเห็น UFO

UFO ซึ่งคำๆย่อมาจากคำว่า unidentified flying object หรือแปลได้เป็นคำตรงๆว่า วัตถุบินที่ไม่ปรากฏชื่อ แต่ถ้าจะให้แปลในความหมายที่กว้างขึ้นกว่านี้ก็จะได้เป็นคำว่า สิ่งผิดปกติประจักษ์ชัดใดๆในท้องฟ้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จึงให้ข้อสันนิษฐานต่อสิ่งที่ผู้คนได้พบเห็นปรากฏการณ์ UFO เหล่านี้ว่าอาจมีแหล่งกำเนิดขึ้นมาจากบนโลกด้วยฝีมือของมนุษย์เราเอง อาทิเช่นดาวเทียม, บอลลูน, เครื่องบิน ,จรวด และรวมไปถึงอุปกรณ์ยอดฮิตในปัจจุบันอย่างโดรนบินเองก็ด้วย หรืออาจมีแหล่งกำเนิดมาจากภายในระบบสุริยะของเราอย่างอุกกาบาต, ดาวหาง หรือแม้แต่ดาวศุกร์ที่สว่างเจิดจรัสในยามค่ำเองก็ตาม แน่นอนว่าจากอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจุบัน เรื่องราวของความลึกลับดังกล่าวก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงมองข้ามไปถึงความเป็นไปได้ในการมีอยู่ของยานบินต่างดาวว่า สามรถเกิดขึ้นได้จริงไหมตามความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ของเรา ณ ขณะนี้ได้จากหัวข้อถัดไป

แรงจี ภัยอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนยานบินต่างดาว

จากพฤติกรรมของ UFO ที่ปรากฏ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามศึกษาถึงความเป็นไปได้ดังกว่าว่า มันสร้างขึ้นมาได้ยังไงและพวกมันสามารถพิชิตปัญหาที่จะต้องพบเจอในกฎฟิสิกส์ได้อย่างไร เช่นการเร่งอัตราเร็วของตัวเองได้อย่างทันทีทันใด ,การบินด้วยความเร็วสุดขีด, การหยุดอย่างกระทันหันบนฟ้า และอัตราการบินเลี้ยวสูงๆที่เกินกว่าเครื่องบินลำไหนๆบนโลกจะทำได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆเลยแก่นักบินหรือสร้างความเสียหายให้กับเครื่องบิน ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าวมันขัดกับแย้งกฏทางฟิสิกส์ที่เรารู้จักกันอย่างมาก นอกเหนือจากว่ามนุษย์ตางดาวเหล่านั้นอาจรู้วิธีฝืนกฎธรรมชาติ เพื่อมาใช้ในการท่องไปในอากาศอย่างมีอิสระ ซึ่งกฎฟิสิกส์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลยในกรณีของการเคลื่อนที่ของวัตถุก็คือ กฎของความเฉื่อย ที่ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกโดย ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton) นิวตันกล่าวว่าวัตถุที่อยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่นั้น จะอยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่ต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ได้รับแรงกระทำใดๆจากภายนอก ดังนั้นเพื่อที่เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดในความเฉื่อยได้ เราจะต้องใช้แรงอันมหาศาลเพื่อกระทำต่อวัตถุนั้นๆ ตามคำอธิบายเดียวกันนี้เองในขณะที่นักบินขับไล่กำลังเดินทางไปในอากาศเฉียดอัตราเร็วเสียง และกำลังพลิกเครื่องบินให้ทำมุมเข้าใกล้ 90 องศาอยู่นั้น พวกเขาจะต้องเผชิญเข้ากับแรงบีบอีดหรือแรงจี (g-force) ราว 300-g แต่ในความเป็นจริงของเครื่องบินส่วนใหญ่ มนุษย์สามารถทนแรงอันเนื่องมาจากความเร่งได้สูงสุดที่ 10-g เท่านั้นและต้องอยู่ในชุดปรับความดันที่ออกแบบมาเป็นพิเศษด้วย แต่ในยานบินต่างดาวตามที่ปรากฎจากคำบอกเล่าของประจักษ์พยาน ที่พวกมันส่วนใหญ่ได้ทำการหักเลี้ยวหรือเร่งอัตราเร็วจนอาจเกิดแรงจีได้มากกว่า 300-g การเคลื่อนที่เช่นนั้นอาจทำให้มนุษย์ต่างดาวถึงแก่ความตายได้เลยในทันที ครั้งที่มันได้ทำการเร่งความเร็วแบบกระทันหัน โดยอวัยวะภายในของสิ่งมีชีวิตต่างดาวจะถูกดันขึ้นมาและบีบอัดจนแหลกไปพร้อมๆกับกระดูก!

การเอาชนะแรงจีของ UFO

จากภัยอันตรายที่ผู้มาเยือนจะต้องจัดการให้ได้ ขณะทำการเร่งอัตราเร็วแบบฉับพลันก็คือ พวกเขาจำเป็นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรบ้างอย่างเพื่อมาช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้แหลกสลายไปขณะเผชิญเข้ากับแรง 300-g เช่นพวกเขาอาจจะฉีดนาโนบอทเข้าไปภายในร่างกายเอาไว้ เพื่อช่วยรักษาอวัยวะภายในต่างๆไม่ให้ลอยไปมาหรือฉีกขาดไปขณะเอาชนะแรงเฉื่อย หรือพวกเขาอาจมีเทคโนโลยีที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์มากๆอย่างเครื่องลดผลกระทบจากแรงเฉื่อย โดยเครื่องมือดังกล่าวจะต้องสามารถจัดการกับแรงของความถ่วงได้ โดยใช้สนามแรง (Field Force) มาคอยลดผลกระทบต่อความโน้มถ่วงที่มีอิทธิพลต่อทั้งเอกภพ! ซึ่งเครื่องมือลดแรงเฉื่อยจะต้องเปิดใช้ทุกๆครั้งที่ยานบินจะต้องเร่งในอัตราเร็วสูงๆ นี่ก็หมายความว่าเครื่องมือดังกล่าวจะต้องมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตเป็นอันดับแรกๆ เช่นเมื่อหากพวกเขาลืมเปิดใช้งานเครื่องลดแรงเฉื่อย หรือเครื่องลดแรงเฉื่อยมีปัญหาล่ะก็ นี่ก็จะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาด้วยเช่นกัน

รูปทรงของยานบิน UFO

ที่นี้กลับมาที่รูปทรงของยานบิน UFO อีกครั้ง โดยส่วนใหญ่คำเล่าขานที่มีชื่อเสียงต่างๆจะบอกเล่าถึงภาพลักษณ์ของยานบินต่างดาวในลักษณะรูปทรงจานอยู่บ่อยครั้ง จนเราได้ยินและเรียกกันอย่างคุ้นชินว่าจานบินนั้น แท้จริงแล้วมนุษย์เราจะสามารถออกแบบเครื่องบินให้มีลักษณะเช่นนั้นได้จริงไหม หากตัดในเรื่องขีดความสามารถของการเอาชนะแรงเฉื่อยของพวกมันไป จากประวัติศาสตร์ก็มีการบันทึกเอาไว้อยู่เช่นกัน นั่นก็คือในช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1950 กองทัพอากาศสหรัฐและแคนนาดาก็เคยร่วมมือกันวิจัยและสร้างพาหนะบินได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับจานบิน UFO มาแล้ว ในชื่อ แอฟโร่คาร์ (The Avrocar) แต่เนื่องจากความเสถียรของมันในทางพลศาสตร์จัดได้ว่าแย่เอามากๆ จึงทำให้โครงการลับดังกล่าวได้ถูกปิดไปในปี 1961 รวมระยะเวลาในการพัฒนาไปทั้งหมดเพียง 2 ปีกว่าเท่านั้นเนื่องจากโครงการมีราคาแพงและใช้การไม่ได้จริง ในขณะที่เครื่องบินเดลต้าวิง (Delta wing) หรือเครื่องบนในรูปทรง 3 เหลี่ยมแบน ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางด้วยความเร็วสูงในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้เปอร์เซ็นการพบเห็นยานบินต่างดาวในรูปทรงสามเหลี่ยมก็ดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นในทศวรรษหลังๆด้วย ที่หลายคนในสมัยนั้นอาจจำผิดได้ว่าเป็นยานบินต่างดาวนั้น อันที่จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงเครื่องบินของกองทัพอากาศ… เช่นเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-2 (Northrop Grumman B-2 Spirit) หรือเครื่องบินวิจัยในรุ่นอื่นๆ

ปัญหาเสียงรบกวน ขณะบินด้วยความเร็วสูงของ UFO

นอกจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวและรูปทรงจานอันเป็นเอกลักษณ์ของมันแล้ว การพยายามอธิบายเกี่ยวกับหลักการของ UFO มันจะต้องมีปัจจัยเสียงรบกวนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าทำไมยานบินต่างดาวถึงสามารถบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ โดยที่ไม่มีเสียงรบกวนที่ดังเหมือนในแบบเครื่องบินของมนุษย์เลย จากประจักษ์พยานส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดบรรยายการพบเห็น UFO ได้ตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ ยานบินลึกลับเหล่านี้จะบินด้วยความเร็วสูงและไม่มีเสียง! ซึ่งเราต่อให้ UFO มีเครื่องยนต์ที่เงียบจนไม่มีเสียงเลยก็ตาม แต่ด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบนั้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือเสียงของ ซอนิคบูม (Sonic Boom) หรือเสียงจากคลื่นกระแทก (ช็อกเวฟ) ของอากาศ อันเกิดขึ้นจากการที่ยานบินต่างดาวได้เคลื่อนที่ไปในชั้นบรรยากาศด้วยอัตราเร็วที่มากกว่าความเร็วของเสียง ซึ่งซอนิกบูมนั้นจะทำให้เกิดพลังงานเสียงที่สูงเอามากๆเสียจนทำให้ลักษณะของเสียงที่มันส่งออกมาจากแหล่งดำเนิด ได้คล้ายกับเสียงของระเบิด! นอกเสียจากว่ายานบินของมนุษย์ต่างดาวอาจมีเทคโนโลยีพิเศษมาคอยลบเสียงคลื่นกระแทกเหล่านี้ ซึ่งด้วยขีดความสามารถของมนุษย์ในปัจจุบันนั้นยังทำไม่ได้

ความสามารถในการล่องหนของ UFO

มีบางรายงานอ้างว่า UFO สามารถหายตัวไปในอากาศได้! ซึ่งเทคโนโลยีล่องหนดังกล่าวด้วยความรู้เท่าที่มีอยู่ของมนุษย์ ก็อาจสามารถให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ได้อยู่ นั่นก็คือเทคโนโลยีเบนแสง (light-bending technology) ซึ่งเราจะจัดให้วัตถุล่องหนเหล่านี้อยู่ในประเภทที่เรียกว่าเมต้า-แมททีเรียล (Metamaterial) หรือชื่อในภาษาไทยเรียกว่า อภิวัสดุ มาทำให้เราล่องหนได้ราวกับผ้าคลุมล่องหนในแฮรี่พอตเตอร์ หรือเทคโนโลยีล่องหนของเพร็ดเดเตอร์เลยทีเดียว โดย Metamaterial นั้นจะใช้ส่วนผสมของสารพอลิเมอร์, ทองคำ และทองแดงมาเป็นส่วนประกอบ โดยความสามารถของมันก็คือการเบนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปรอบๆวัตถุ ซึ่งแสงเองก็ถูกจัดให้อยู่ในประเภทของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่แล้ว ดังนั้นลำแสงใดๆก็ตามที่ได้ยิงเข้าใส่ Metamaterial มันก็จะถูกนำพาไปรอบๆวัตถุนั้น แทนที่มันจะสะท้อนกลับหรือหักเหออกไป!

สรุป

จากเรื่องราวทั้งหมดที่ได้กล่าวมาก็คือ ความเป็นไปได้ของยานบินต่างดาวหรือ UFO ที่มาเยือนโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาต่างๆที่พวกมนุษย์ต่างดาวจะต้องเจอเมื่อเยือนโลก เช่นความพยายามอำพรางตัวเองเพื่อไม่ให้มนุษย์ตรวจพบ เช่น การล่องหน การลบคลื่นกระแทกของเสียง เป็นต้น ซึ่งถ้าหากพวกเขามาเยือนเราจริงตามคำรายงานล่ะก็ พวกเขาอาจกำลังสอดส่องพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ก็เป็นได้ เพื่อเฝ้าระวังอะไรบางสิ่งที่เราไม่มีทางรู้ หรือบางที UFO ทั้งหลายที่พบเห็นบนท้องฟ้านั้น อาจเป็นเพียงวัตถุบินที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์!

Sci Ways
Sci Ways
นักเดินทางข้ามกาลเวลา
YouTube
กลับสู่บนสุด