มนุษย์จะมีหน้าตาเป็นเช่นไรถ้าไปอยู่บน “ดาวอังคาร” เป็นเวลานานๆ
นักดาราศาสตร์พบ “ซูเปอร์ไฮเวย์” หรือ “ทางด่วนในอวกาศ” ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากแสนล้านปี ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี
นักดาราศาสตร์พบ “ซูเปอร์ไฮเวย์” หรือ “ทางด่วนอวกาศ” ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากแสนล้านปี ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี
ธันวาคม 30, 2020
การศึกษาใหม่ชี้ว่าผู้มาเยือนจากต่างดาว “โอมูอามูอา” ยังคงเป็นเทคโนโลยีของเอเลี่ยน
การศึกษาใหม่ชี้ว่าผู้มาเยือนจากต่างดาว “โอมูอามูอา” ยังคงเป็นเทคโนโลยีของเอเลี่ยน
มกราคม 2, 2021
มนุษย์จะมีหน้าตาเป็นเช่นไรถ้าไปอยู่บน “ดาวอังคาร” เป็นเวลานานๆ

หน้าหน้าตาเราจะคล้ายๆกับเอเลี่ยน Photo: VICTOR HABBICK VISIONS / SCIENCE PHOTO LIBRARY (via AFP)

เมื่อพูดถึงการสร้างอาณานิคมบนโลกแห่งใหม่ ดาวอังคารดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ แต่การเดินทางไปถึงนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากนักบุกเบิกในอดีตอย่างเช่น เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน, ยูรี กาการิน หรือ นีล อาร์มสตรอง เพราะพรมแดนแห่งใหม่นี้จะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เพื่อที่ให้อยู่รอดบนดาวเคราะห์ต่างดาวที่มีออกซิเจนน้อย หรือมีแรงโน้มถ่วงต่ำเท่านั้น แต่เรายังต้องเผชิญปัญหาในเรื่องของรังสีที่อันตรายจากอวกาศด้วย ภายใต้เงื่อนไขสภาวะที่รุนแรงเหล่านี้จะมีผลต่อร่างกายของมนุษย์มาก และนี่คือสิ่งที่เราต้องเตรียมความพร้อมให้ดีๆก่อนที่จะกระโจนออกจากโลกไปสู่ดาวดวงใหม่

ปัญหาที่เผชิญกับภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำนี้ นักบินอวกาศจะรู้ซึ้งเป็นอย่างดี พวกเขาสังเกตเห็นว่าภาวะไร้น้ำหนักนั้นส่งผลต่อโครงสร้างเชิงกายภาพเช่นไร เพื่อถามถึงความรู้สึกนี้เราต้องไปฟังคำสัมภาษณ์จากปากของนักบินอวกาศเอง

สก็อตต์ เคลลี (Scott Kelly) วิศวกรและนักบินอวกาศชาวอเมริกันของนาซา ผู้ซึ่งมีประสบการณ์อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติมาเป็นเวลากว่า 1 ปี เขาบอกว่าหากปราศจากแรงดึงจากแรงโน้มถ่วงของโลก จะส่งผลเป็นอย่างมากต่อมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้เขาอ่อนแอลงอยากเห็นได้ชัด อีกทั้งช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังยังถูกทำให้ยืดออก กลายเป็นว่าพอเขาไปอยู่ในอวกาศตัวเขาก็สูงเพิ่มขึ้นเป็น 2 นิ้ว

แม้ว่าสภาพแวดล้อมของแรงโน้มถ่วงที่เป็นศูนย์ในอวกาศจะมีความรุนแรงมากกว่าบนดาวอังคาร อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ดาวอังคาร สามารถเกิดสะสมกันได้ แล้วเมื่อคุณไปอยู่บนนั้นในตลอดช่วงอายุขัย และในอีกหลายสิบชั่วโมงรุ่นหลังจากนั้น คุณอาจจะเริ่มมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ได้

โดยพื้นฐานของมนุษย์แล้ว ร่างกายจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของดาวอังคารไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในช่วง 2-3 ศตวรรษแรกโครงกระดูกและกล้ามเนื้อของเราจะมีแนวโน้มที่หดตัวลงเมื่อเทียบกับคนบนโลก สิ่งนี้อาจนำไปสู่ช่วงอายุขัยที่สั้นลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพรวมถึงความผิดปกติของระบบประสาทหากกะโหลกศีรษะของเราหดตัวลงไปด้วย แต่หากเวลาผ่านไปหลายพันปีแล้วเรายังอยู่รอดได้บนดาวอังคาร ภายใต้สภาวะของวิวัฒนาการที่ตรงกันข้ามกับความแข็งแกร่งนี้ จะเป็นไปได้ไหมที่หน้าตาของเราอาจจะคล้ายกับตัวละครในชนเผ่า ‘ธาร์กส์’ (Tharks) ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ของ ‘เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์’ (Edgar Rice Burroughs) จากเรื่อง “เจ้าหญิงแห่งดาวอังคาร” (A Princess of Mars) คิดว่าเราจะมี 6 แขน, ตัวสีเขียว และผอมบางเช่นนั้นหรือไม่

Tharks ชนเผ่านักรบจากดาวอังคาร
เจ้าหญิงแห่งดาวอังคาร โดย เอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรห์

ในความเป็นจริงแล้วนักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่า เรามีโอกาสพัฒนาการจนมีผิวเป็นสีส้มได้มากกว่าที่จะเป็นสีเขียว โดยอ้างอิงจากสาร ‘แคโรทีนอยด์’ (carotenoids) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่พบได้ในแครอทและฟักทอง (มีลักษณะเป็นสีส้ม) สามารถป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายได้ เมื่อเรากินเม็ดสีเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่มากพอ เราก็จะได้รับการปกป้องโดย ‘แคโรทีน’ เพิ่มขึ้นภายในเลือด และใต้ผิวหนังของเรา ใช่แล้วเมื่อคุณกินแครอทมากเข้า ตัวของคุณก็อาจเปลี่ยนไปเป็นสีส้มได้! สารเหล่านี้จะช่วยปกป้องคุณจากการเป็นมะเร็งบนดาวอังคารได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากบนดาวแดงแห่งนี้จะได้รับรังสี UV และรังพลังงานสูงอื่นๆที่แผ่ออกมาจากอวกาศสูงกว่าเมื่อเทียบกับบนโลก

ยกตัวอย่างเช่นผู้คนที่อยู่บนโลกโดยเฉลี่ยจะได้รับรังสีประมาณ 3 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี ในขณะที่บนดาวอังคารจะได้รับรังสีอยู่ที่ 30 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี เพื่อเปรียบเทียบนี่คือปริมาณขั้นต่ำที่ไปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็ง หากรวมเอาปริมาณที่เราจะได้รับระดับรังสีประจำปีบนดาวอังคารในตลอดช่วงอายุขัยก็จะพบว่า มนุษย์ดาวอังคารนั้นจะได้รับรังสีมากกว่าคนบนโลกถึง 5,000 เท่า ปริมาณรังสีที่ได้รับมากมายขนาดนี้ อาจนำเราไปสู่การวิวัฒนาการกลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีรูปร่างใหญ่และมีสีตัวเป็นสีส้มก็เป็นได้

การแผ่รังสีเข้มข้นบนพื้นผิวดาวอังคารนั้นจะทำให้ดีเอ็นเอในเซลล์ของเรากลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตอย่างโฮโมเซเปียนส์ที่กว่าจะกลายมาเป็นเราในทุกวันนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2 ถึง 3 แสนปีจึงจะวิวัฒนาการขึ้นมาได้ โดยนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าการที่มนุษย์ดาวอังคารมีอัตราการกลายพันธุ์ที่สูงนี้ จะไปเร่งวิวัฒนาการจนสร้างเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ออกมาได้ภายในไม่กี่ศตวรรษ ซึ่งเร็วกว่าเป็น 10 เท่าของคนบนโลก

ดังนั้นหากรังสีไม่ได้ฆ่าเราให้ตายในทันที การกลายพันธุ์เพื่อให้อยู่รอดนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกของเรา จนทำให้เกิดมีกลุ่มยีนที่หลากหลาย จากนั้นก็จะกลายเป็นหน้าที่ของการคัดสรรทางธรรมชาติ ที่จะเลือกว่าใครคือผู้อยู่รอดที่แท้จริงบนดาวแห่งนี้ เรื่องเหล่านี้ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่อาจมีข้อเสียที่ตามมาก็คือ หากวันหนึ่งในอนาคตชาวดาวอังคารเกิดตกหลุมรักมนุษย์โลกขึ้นมา ท้ายที่สุดมันคงจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจจินตนาการได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของชาวดาวอังคารและชาวโลกนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และอาจนำมาซึ่งความสูญเสียถึงชีวิตได้ดังเช่นกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก เมื่อชาวต่างถิ่นจากยุโรปไปแพร่เชื้อไข้ทรพิษให้แก่ชนชาวอเมริกันพื้นเมือง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16

นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะมีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมอย่างไร หากชาวโลกและดาวอังคารมีบุตรร่วมกัน ในขั้นแย่น้อยที่สุดก็คือลูกที่ออกมาอาจจะเป็นหมัน และในขั้นแย่มากที่สุดก็คือพวกเขาไม่อาจสามารถสืบพันธุ์ร่วมกันได้เลย ดังนั้นการย้ายไปอยู่ดาวอังคารอาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่รอดของมนุษยชาติ แต่ท้ายที่สุดอาจไม่ใช่ “มนุษย์” ที่อาศัยอยู่ที่นั่น


แหล่งอ้างอิง

  1. What humans will look like on Mars 
SCIWAYS
SCIWAYS
นักเดินทางข้ามกาลเวลา: ผมสนใจเรื่องราววิธีการทำงานของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าจักรวาลกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่
0 0 โหวต
คะแนนบทความ
guest
0 Comments
การตอบกลับแบบอินไลน์
ดูความคิดเห็นทั้งหมด
Facebook
0
ร่วมแสดงความคิดเห็นx
()
x
กลับสู่บนสุด